ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อภิปรายถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะอำเภอบางระกำ ที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำจากสุโขทัยที่ไหลลงแม่น้ำยมสายเก่า พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเดือดร้อนของประชาชน และเสนอให้รัฐบาลใหม่สานต่อแผนการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน รวมถึงการชดเชยเกษตรกรที่เสียสละพื้นที่ของตนเองเพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างเหมาะสม
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ขอร่วมอภิปรายในญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง สถานการณ์ อุทกภัยที่พี่น้องประชาชนประสบความเดือดร้อนอยู่ ณ ขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้ดิฉันอยากกล่าวในฐานะประชาชนชาวพิษณุโลกและคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำ ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำประจำทุกปี อยู่กับน้ำจนชาชิน นั่นคืออำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดค่ะ ขณะนี้ มวลน้ำจำนวนมหาศาลจากจังหวัดสุโขทัยกำลังไหลมาในแม่น้ำยมสายเก่า ด้วยปริมาณ ๒๖๐ ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ทางชลประทานจึงได้เปิดทางระบายน้ำ ที่เรียกว่า ท่อระบายน้ำ คลองแยงมุม ซึ่งเป็นทุ่งบางระกำ Model เพื่อรองรับน้ำกว่า ๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากนี้อีก ๑ เดือน พื้นที่กว่า ๑๐,๐๐๐ ไร่ จะเต็มไปด้วยน้ำ และจะมีประชาชนอีกหลายร้อยครัวเรือนที่ต้องยกของขึ้นที่สูงและใช้ชีวิต อย่างยากลำบาก
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ภาพเหล่านี้กลายเป็น ภาพที่คุ้นชินคนอำเภอบางระกำและคนจังหวัดพิษณุโลกค่ะ โครงการบางระกำ Model อาจจะสร้างความทุกข์ใจให้คนในพื้นที่ แต่มันสะท้อนถึงต้นแบบของความร่วมมือ และร่วมแรงร่วมใจแบบบูรณาการทุกภาคส่วน เป็นพื้นที่ที่คนต้องเสียสละทุ่งบางระกำ ให้เป็นพื้นที่รับน้ำตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาให้เกษตรกร ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลุ่มน้ำยมและกลุ่มลุ่มน้ำน่าน แต่ความเสียสละเหล่านี้ ควรได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสมค่ะ ดิฉันจึงอยากฝากให้รัฐบาลชุดใหม่ ที่นำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๑ และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลัง จะเกิดขึ้นว่า อย่าละเลยความเสียสละนี้นะคะ ในทุก ๆ พื้นที่ที่เกษตรกรรับน้ำ เร่งเยียวยา แล้วก็ชดเชยอย่างเหมาะสมเมื่อปริมาณน้ำลดลง เพื่อให้พวกเขาสามารถลืมตาอ้าปากได้ ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ต้องพบเจอในทุก ๆ ปีค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เราต้องยอมรับกันอย่างจริงใจว่าสถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่มันเป็นสภาวะซ้ำซาก แก้ไม่ตก พายเรือในอ่าง เพราะเราขาดการระดมความร่วมมือกันอย่างแท้จริงในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องค่ะ ขาดการเอาความรู้มาใช้ร่วมกัน ดังนั้นเราจะต้องตั้งโจทย์ใหม่ค่ะวันนี้ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง อะไรที่เป็น ประโยชน์เราต้องเดินหน้าต่อเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน อย่างจริงจังและยั่งยืนเสียทีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาแผนบริหารจัดการน้ำในสมัยอดีต นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี ๒๕๕๕ กลับมาค่ะ โดยการนำเอาแผนงาน ๘ Module ที่เคยตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอ่างเก็บน้ำ การสร้างเขื่อนแก้มลิงเพื่อเก็บน้ำชั่วคราว การปรับปรุงลำน้ำและการกัดเซาะ การจัดทำทางน้ำ หรือ Floodway แม้หลายสถานการณ์ อาจเปลี่ยนแปลงไป แต่ดิฉันเชื่อว่าแผนงานเหล่านี้ยังคงมีประโยชน์ในปัจจุบัน หรือกระทั่ง แนวทางล่าสุดที่อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้วางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไว้ ๓ ปี เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคมที่ผ่านมานี้เองค่ะ ภายใต้ Concept น้ำถึงไร่นา น้ำสะอาด ทุกหมู่บ้าน และแก้ปัญหาภัยพิบัติน่านน้ำ เพราะเข้าใจดีว่าน้ำเป็นพื้นฐานของทั้งภาคการผลิต และภาคการบริโภค จึงมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อป้องกันภัยพิบัติ ผ่านหน่วยงาน ที่เราเรียกกันว่า GISTDA เพื่อประเมินภาพถ่ายน้ำ พื้นที่น้ำที่มีการท่วมซ้ำซาก ร่วมกับ กรมชลประทาน เพื่ออะไรคะ เพื่อเฝ้าระวังติดตามได้และบริหารจัดการน้ำได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดค่ะ และล่าสุดแม้กระทั่ง อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจน้ำท่วมที่จังหวัดเชียงรายล่าสุด ท่านก็พูดถึงปัญหาน้ำเช่นเดียวกัน วิสัยทัศน์ของผู้นำทั้ง ๓ ท่านที่ผ่านมาในอดีต ล้วนมุ่งเป้าไป ที่เป้าหมายเดียวกัน คือการจัดการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเชื่อมั่น เป็นอย่างยิ่งค่ะว่าภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ผู้นำคนรุ่นใหม่ จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำนี้ได้อย่างยั่งยืนและจริงจังแน่นอน ถ้าสามารถทำลายข้อจำกัด และกำแพงของหน่วยงาน เพื่อก่อให้เกิดการบูรณาการทุกภาคส่วน และใช้ประโยชน์ร่วมกัน จากทรัพยากรที่หน่วยงานต่าง ๆ มี อาทิเช่น กลาโหมเราจะเปลี่ยนกลาโหมที่ดูเรื่องความมั่นคง ปรับเปลี่ยนมาดูแลภัยพิบัติ เราจะให้กองทัพอากาศใช้โดรนในการบินสำรวจติดตามสภาพน้ำ เราจะใช้กองทัพเรือในการผลักดันน้ำ และใช้กองทัพบกในการเป็นกำลังพลลงพื้นที่และส่งเสริม ยุทโธปกรณ์ ที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย หัวใจของเราคือประชาชน ดิฉันจึงขอเป็นเสียงหนึ่งในสภานี้ค่ะ ที่ขอตอกย้ำให้มีการนำเอา แผนงานดี ๆ ที่เคยมีอยู่แล้วนำมาสู่การปฏิบัติได้จริง เพื่อต่อยอดออกมาเป็นแผนบริหาร จัดการน้ำที่ยั่งยืนและตอบโจทย์ในอนาคต ขอบคุณค่ะท่านประธาน