ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ หารือปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เกิดจากคันกั้นน้ำและการระบายน้ำจากเขื่อนอย่างฉับพลัน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยการบริหารจัดการทุ่งรับน้ำอย่างเป็นระบบ การแจ้งเตือนล่วงหน้า การผันน้ำอย่างมีหลักเกณฑ์ และการจัดตั้งศูนย์อพยพอเนกประสงค์ในสถานศึกษาหรือชุมชนที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย รวมถึงเรียกร้องการเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงทีและเตือนภัยบ่อขยะในพื้นที่เสี่ยงที่อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน จากคนอยุธยา และบางบาลครับ วันนี้ผมขอใช้โอกาสในการส่งข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา ความเดือดร้อนจากน้ำท่วมในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางครับ เพื่อเตรียมรับมือมวลน้ำ จำนวนมาก ที่ตอนนี้กำลังส่งผลกระทบในจังหวัดภาคเหนืออย่างแสนสาหัส โดยสถานีถัดไป ของมวลน้ำเหล่านั้นครับ คือพื้นที่ลุ่มภาคกลางท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยมีจุดเปราะบางสำคัญ คือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่พี่น้องของผมกำลังเตรียมรับมืออยู่ในขณะนี้ ผมจึงขอเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการน้ำ และการบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านท่านประธานไปถึงรัฐบาลทั้งหมด ๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ คือการระบายน้ำเข้าทุ่งรับน้ำตั้งแต่ต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ แรกเริ่มเดิมทีพี่น้องชาวอยุธยาอาศัยอยู่ริมแม่น้ำและพึ่งพาอาศัยสายน้ำมาโดยตลอด เมื่อน้ำมาน้ำก็จะไหลผ่านบ้านเรือนเข้าไปสู่ทุ่งนา แต่ด้วยการพัฒนาจึงมีการสร้างคันกั้นน้ำ ซึ่งเป็นถนนเพื่อล้อมพื้นที่ที่เป็นทุ่งนาไว้ ทำให้บ้านเรือนของประชาชนคนอยุธยาส่วนใหญ่ กลายเป็นอยู่นอกคันกั้นน้ำ อยู่ติดริมแม่น้ำ ต้องถูกน้ำท่วมก่อนใคร ต้องกลายเป็นผู้เสียสละ เพื่อปกป้องผู้คนส่วนใหญ่ของพื้นที่เมือง แต่นั่นล่ะครับ คือปัญหาครับท่านประธาน เนื่องจาก เรากันน้ำไว้ในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งมีแต่บ้านเรือนของพี่น้องประชาชน เมื่อปี ๒๕๖๕ มีระดับน้ำที่ท่วมสูงมากกว่าปี ๒๕๕๔ ในหลายตำบลของอำเภอบางบาล จนพี่น้องประชาชน ในตำบลบ้านกุ่มต้องยกธงขาวขอยอมแพ้ เพราะว่าน้ำท่วมสูงถึงชั้นสอง เกินใต้ถุนบ้านของเขา จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ มิหนำซ้ำครับ ยังมีการเอาคันดินไปเพิ่มความสูงของคันกั้นน้ำ จนน้ำไม่สามารถระบายออกไปในจุดอื่น ๆ ที่ผ่านมาครับ สถานการณ์น้ำในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขื่อนก็มีการระบายน้ำอย่างฉับพลันมาถึงอยุธยา นั้นทำให้พี่น้องประชาชนมีโอกาส เตรียมรับมือได้ยาก และมีโอกาสเกิดความเสียหายที่มากขึ้นตามไปด้วย ผมจึงขอเสนอ ให้เปลี่ยนวิธีการระบายน้ำ จากเดิมที่เราระบายน้ำแบบรวดเดียวมาถึงอยุธยา เปลี่ยนเป็น การระบายน้ำอย่างมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ ๑ เราจำเป็นต้องมีการสำรวจกายภาพของทุ่งรับน้ำที่อยู่ท้ายเขื่อน เจ้าพระยาทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมพร้อมให้สามารถผันน้ำ เข้าทุ่งได้ ทั้งในช่วงที่น้ำเยอะก็สามารถเป็นทุ่งรับน้ำ สามารถหน่วงน้ำได้เป็นระยะ ๆ และในช่วง น้ำแล้งก็สามารถเป็นจุดกักเก็บน้ำสำหรับการเกษตร หรือสำหรับการผลิตไฟฟ้าหรือน้ำประปา ให้แก่จังหวัดท้ายเขื่อนลงมาก็ได้เช่นกัน
ขั้นตอนที่ ๒ หลังจากที่เราทราบข้อมูลของทุ่งรับน้ำแล้ว เราจำเป็นต้องจัด ลำดับการกระจายน้ำเข้าทุ่ง โดยไล่กระจายน้ำตั้งแต่พื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็น ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ก่อนที่จะมาถึงปราการด่านสุดท้ายอย่างพระนครศรีอยุธยา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างปริมณฑลและกรุงเทพมหานคร
ขั้นตอนที่ ๓ คือต้องมีระบบแจ้งเตือนพื้นที่ทุ่งรับน้ำอย่างทั่วถึง พร้อมกำหนด ให้ทุ่งรับน้ำจะต้องมีหลักเกณฑ์การผันน้ำเข้าทุ่งที่แน่นอน มีระยะเวลาที่ชัดเจน และมีหลักเกณฑ์ของระดับน้ำที่สามารถท่วมทุ่งได้สูงสุดอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน แต่หากว่า เกิดผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว จึงนำมาสู่ข้อเสนอในประเด็นที่ ๒ เราต้องตั้งศูนย์อพยพ ที่มีมาตรฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้เสียสละให้มากที่สุด แต่ท่านประธานครับ ลองดูที่ภาพนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นี่คือจุดอพยพที่ประชาชน ชาวบางบาลจำเป็นต้องใช้นะครับ ที่หมู่ ๗ ตำบลวัดตะกู ถึงแม้ว่าผู้นำชุมชนจะพยายาม สรรหางบประมาณมาเพื่อซ่อมบำรุง แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อถึงเวลาน้ำท่วม ก็ยังจำเป็นต้องใช้จุดอพยพแห่งนี้ ไปจนถึงการที่ประชาชนจะต้องมานอนกางเต็นท์ นอนบนท้องถนน และยังมีรถบรรทุกวิ่งเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาซ้ำเติมกันไปอีก ซึ่งนี่คือเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา แต่ผมเข้าใจดีครับ เพราะประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำส่วนใหญ่ ก็เป็นห่วงบ้านของตน จึงอาจจะต้องกลับไปนอนบนบ้านที่น้ำท่วมอยู่ในทุก ๆ คืน แต่ในมุมกลับกันประชาชนก็ยังต้องการที่อยู่ที่ปลอดภัย ที่ที่ปลอดภัยสำหรับเครื่องมือ การทำมาหากินของเขา ที่ที่ปลอดภัยสำหรับการดำรงชีวิตอย่างสะดวกให้มากที่สุด หรือพี่น้องที่ต้องทำงานในตอนกลางวัน และกลับเข้าบ้านตอนกลางคืนได้อย่างยากลำบาก ก็จำเป็นที่จะต้องมีศูนย์อพยพเช่นกัน โดยศูนย์อพยพนี้เป็นศูนย์ที่อำนวยความสะดวกได้จริง และเป็นที่ปลอดภัย พร้อมด้วยห้องน้ำที่สะอาด อาหารที่มีพร้อม และควรจะมี ความเป็นส่วนตัวด้วย ผมจึงขอให้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดตั้งศูนย์อพยพ ที่อเนกประสงค์ ยกตัวอย่างเช่น การใช้อาคารเรียนและโรงยิมของโรงเรียน หรือโรงยิม ของชุมชน โดยอุดหนุนงบประมาณให้มีการปรับระดับของพื้นอาคารให้เทียบเท่ากับระดับถนน และคันกั้นน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ๒ ต่อนะครับ ในช่วงเวลาปกตินักเรียนหรือคนในชุมชน ก็มีสถานที่และอุปกรณ์เพื่อค้นหาตัวเองในด้านกีฬานะครับ แต่ในขณะที่เกิดน้ำท่วม โรงยิม อเนกประสงค์ก็จะแปรสภาพเป็นจุดอพยพที่อยู่อาศัย ที่มีห้องน้ำที่พร้อม มีอาหาร และยารักษาโรคที่พร้อมโดยภาครัฐครับ
และประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๓ คือการชดเชยเยียวยาค่าเสียโอกาส และสวัสดิการที่เป็นธรรมครับ ผมและพรรคประชาชน ขอเสนอให้ต้องมอบเงินเยียวยา ในทันทีตั้งแต่เริ่มท่วมในทุก ๆ เดือน โดยไม่ต้องรอน้ำลดครับ เพื่อเป็นค่าเสียโอกาสมากมาย ที่ผู้เสียสละเหล่านั้นทำเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น เยียวยาค่าเสียโอกาส ที่ ๓,๐๐๐ บาท หรือมากกว่านั้นนะครับ ต่อหลังคาเรือน ต่อเดือน หรือในพื้นที่เกษตร ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่ ต่อเดือน เป็นต้น พร้อมด้วยสวัสดิการ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิต ได้อย่างราบรื่นมากที่สุด โดยขอเสนอสวัสดิการ ยกตัวอย่างเช่น งบอุดหนุนในการดีดบ้าน แก่ประชาชน บริการเรือรับส่งมาถึงพื้นที่แห้ง บริการรถเพื่อเดินทางไปถึงโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งบริการแพทย์เคลื่อนที่ เป็นต้น เพราะว่าน้ำท่วมนี้ตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บ มากมายครับ รวมไปถึงสัตว์มีพิษอีกมากด้วยเช่นกัน
สุดท้ายนี้ครับ ขอฝากการบ้านและข้อกังวล ผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเรื่องของบ่อขยะ บางบาล ตำบลมหาพราหมณ์ ที่อยู่ในทุ่งรับน้ำ และเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมครับ ว่าหากเกิด น้ำท่วมจริง ก็จะมีผลกระทบร้ายแรงต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนครับ จึงขอถามไปถึงวิธีการบริหารจัดการครับ ขอบคุณท่านประธานครับ