จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เสนอการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม โดยเน้นการแก้ไขมาตรา 42 เพื่อเพิ่มความสมดุลในการบริหารกระทรวงกลาโหม และหารือเรื่องการแก้ไขอำนาจของสภากลาโหม พร้อมทั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ และการแต่งตั้งข้าราชการและตำแหน่งนายพลในกระทรวงกลาโหม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมที่เรากำลังพิจารณาอยู่ โดยหลักการ โดยภาพรวมแล้ว ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะว่าในพระราชบัญญัติปัจจุบันที่บังคับใช้กันอยู่นั้น ได้มีการ เปลี่ยนแปลงในสมัยที่ประเทศของเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทำให้ร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าวยังขาดความสมดุล ยังขาดความเหมาะสมที่จะเป็นกฎหมาย ที่เป็นกฎหมายที่จะบังคับใช้ในสถานการณ์ทั่วไปของประเทศไทย มีความจำเป็นที่จะต้องมี การแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในร่างที่มีการแก้ไขกันนั้น ก็มีอยู่ประมาณ ๓ ประเด็น ที่เป็น ๓ ประเด็นหลัก
ประเด็นที่ ๑ ก็จะอยู่ในมาตรา ๔๒ ที่แก้ไขในเรื่องขององค์ประกอบ ของสภากลาโหม ซึ่งแต่เดิมมีอยู่ประมาณ ๒๖ ท่าน ถ้าหากว่ามีรัฐมนตรี ๑ ท่าน รัฐมนตรี ช่วยว่าการ ๑ ท่าน จะมีประมาณ ๒๖ ท่าน แต่ใน ๒๖ ท่านนั้นเป็นข้าราชการประจำสังกัด กระทรวงกลาโหม ๑๙ ตำแหน่ง ที่เป็นโดยตำแหน่งอีก ๓ ตำแหน่งรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้ง แต่ก็ต้องขอมติ ขอความเห็นชอบจากสภากลาโหมเสียก่อน แล้วก็มีอีก ๒ ท่านก็เป็น ข้าราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม รวมแล้ว ๒๖ ท่าน ดังนั้นการดำเนินการต่าง ๆ ของ กระทรวงกลาโหม จึงอยู่ภายใต้การบริหารของข้าราชการประจำ ก็คือข้าราชการทหาร ทำให้ขาดความสมดุลในเรื่องของการมีส่วนร่วมของตัวแทนประชาชนครับ
ส่วนอีกมาตราหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๔๓ ซึ่งเป็นอำนาจของสภา กลาโหม ซึ่งแม้จะกำหนดไว้ว่ามีประมาณ ๖ ด้าน แต่อำนาจที่แท้จริงยังกระจายอยู่ในมาตรา อื่น ๆ อีกด้วย โดยเป็นการที่นำอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาใช้ เนื่องจากว่าในหลาย ๆ มาตราก็จะเขียนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยความเห็นชอบ ของสภากลาโหม นั่นก็หมายความว่า อำนาจที่แท้จริงนั้นอยู่ที่สภากลาโหมนั่นเอง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขครับ ซึ่งร่างที่เพื่อนสมาชิกแก้มาในมาตรา ๔๒ ท่านก็แก้ไขเป็น สัดส่วนที่มาจากข้าราชการทหารโดยตำแหน่งประมาณ ๕ ตำแหน่ง และอีก ๙ ตำแหน่ง ๒ ตำแหน่ง ก็เป็นรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ แล้วอีก ๕ ตำแหน่ง ก็มาจากการที่รัฐมนตรีโดย ความเห็นชอบของมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นตัวแทนประชาชน และอีก ๒ ตำแหน่ง ท่านก็แต่งตั้งขึ้นโดยอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำให้ดุลอำนาจกลับมา ที่ตัวแทนของประชาชนมากขึ้น แต่สัดส่วนนั้นจะมีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ก็สามารถ ที่จะพิจารณาได้ในชั้นกรรมาธิการ หรือในโอกาสต่อไปครับ แต่ในส่วนของอำนาจพอมีการเปลี่ยนมาตรา ๔๓ พอแก้ไขว่า ให้มีอำนาจ สภากลาโหม มีอำนาจเฉพาะเรื่องการให้คำปรึกษา มันก็เลยเกิดความอาจจะแปลกไปบ้างเล็กน้อย ในเมื่อในทางหนึ่ง ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนโครงสร้างของสภากลาโหมให้มีตัวแทนของ ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น ความจำเป็นที่จะเปลี่ยนอำนาจของสภากลาโหมก็อาจจะ ไม่จำเป็น ก็เป็นประเด็นหนึ่ง ที่ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตก็แล้วกันนะครับว่า จริง ๆ แล้ว การแก้ไขมาตรา ๔๒ กับมาตรา ๔๓ ถ้าเราแก้องค์ประกอบของสภากลาโหมไปแล้ว อำนาจของสภากลาโหมจริง ๆ แล้วก็อาจจะไม่จำเป็นต้องแก้ไขก็ได้
ส่วนในเรื่องของการแต่งตั้งข้าราชการ หรือตำแหน่งนายพลในกระทรวง กลาโหมนั้น ก็จะอยู่ในมาตรา ๒๕ ซึ่งผมก็เห็นด้วย ที่ถึงแม้เพื่อนสมาชิกจะมีการเสนอแก้ไข แต่ก็มิได้ไปก้าวล่วงเรื่องการแต่งตั้งของกระทรวงกลาโหมแต่อย่างไร เนื่องจากว่ามาตรา ๒๕ วรรคสาม ก็ยังคงเดิม ก็คือมีองค์ประกอบของคณะกรรมการการแต่งตั้ง นายพลก็ยังคง เหมือนเดิม ก็ถือว่าร่างฉบับนี้เขียนมาได้ค่อนข้างดีพอสมควร ก็อาจจะมีบางประเด็นที่ ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ ซึ่งถ้าหากว่าจะได้มีการพิจารณาต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น ในชั้นของกรรมาธิการ หรือทางรัฐบาลจะนำกลับไปปรับปรุง หรือศึกษาต่อ หรือไปพิจารณาต่อ ก็ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ เพื่อจะให้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งผมเชื่อว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ในที่นี้ก็คงจะเห็นชอบ แต่ว่าในเรื่องรายละเอียดก็อาจจะ แตกต่างกันไป หรือในเรื่องของวิธีการก็อาจจะแตกต่างกันไป ก็ขออนุญาตให้ข้อสังเกต และให้ความเห็นไว้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน