รักชนก ศรีนอก อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม โดยเรียกร้องให้ลดอำนาจสภากลาโหมที่มีบทบาทเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จนทำให้การแต่งตั้งนายทหารและบริหารงบประมาณขาดความโปร่งใส ขาดการรับผิดชอบต่อประชาชน พร้อมเสนอให้คืนบทบาทและความรับผิดชอบแก่รัฐมนตรีว่าการที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้การบริหารกองทัพสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและเพิ่มความรับผิดชอบต่อรัฐสภาและประชาชนมากขึ้น รวมถึงเสนอปรับโครงสร้างสภาความมั่นคงแห่งชาติให้มีขนาดเล็กลงและมีสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญที่รัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งได้ เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
ท่านประธาน ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ขอร่วม อภิปรายใน ร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฉบับนี้ด้วยค่ะ จุดประสงค์ สำคัญก็เพื่อทำให้สภากลาโหมมีความยึดโยงกับอำนาจที่มาจากประชาชน ไม่ทำให้รัฐมนตรี เป็นเพียงตรายาง หรือเป็นแค่หนังหน้าไฟของกองทัพ หรือเป็นเพียงแค่โฆษกที่คอยมาแก้ต่าง ๆ ให้กับกองทัพเพียงเท่านั้น แต่เพื่อให้รัฐมนตรีได้มีอำนาจในการดำเนินนโยบายที่หาเสียง กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนเอาไว้ แล้วก็รับผิดรับชอบทางการเมือง หากทำไม่ได้ตามที่สัญญา ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะสนับสนุนใน ๓ ส่วนค่ะ ส่วนแรกคือ การเอาอำนาจการแต่งตั้ง นายพลให้กลับมาอยู่ในมือของรัฐมนตรี โดยใช้ระบบความรู้ความสามารถในการแต่งตั้ง ข้อ ๒ ก็คือลดขนาดสภากลาโหม ความใหญ่เทอะทะที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ยึดโยงกับพ่อแม่ พี่น้องประชาชน ข้อ ๓ ก็คือการเปลี่ยน เปลี่ยนการบริหารทุก ๆ อย่างในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายหรืองบประมาณจากสภากลาโหม ให้มาอยู่ในมือของรัฐมนตรี ให้ท่านรัฐมนตรีได้เป็น ผู้กำหนดนโยบาย แล้วก็บริหารจัดการกองทัพตามนโยบายที่รัฐบาลได้สัญญาเอาไว้อย่างแท้จริง
ก่อนอื่นค่ะท่านประธาน ในส่วนแรกนะคะ ดิฉันจะอธิบายให้ฟังอย่างนี้ว่า ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ การแต่งตั้ง โยกย้ายตำแหน่งข้าราชการทหาร ก็เป็นของรัฐมนตรี แต่เมื่อมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. กลาโหม ๒๕๕๑ อำนาจจากรัฐมนตรีเปลี่ยนมาอยู่ในมือของคณะกรรมการพิจารณายศนายพล ซึ่งดูเหมือนจะดีใช่ไหมคะ มีคณะกรรมการ แต่เมื่อดูในรายละเอียดของคณะกรรมการ มีสัดส่วน ที่มาจากรัฐบาลเพียง๒ คนเท่านั้น จาก ๘ คน ก็คือรัฐมนตรี แล้วก็รัฐมนตรีช่วยว่าการ นอกนั้น ก็คือสัดส่วนที่มาจากกองทัพ ก็คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ. สูงสุด ผบ. กองทัพบก ผบ. กองทัพเรือ ผบ. กองทัพอากาศ แล้วก็มีเจ้ากรมเสมียนตราอีก ๑ คน จะเห็นได้ว่า สัดส่วนส่วนใหญ่ที่มาพิจารณาตำแหน่งนายพล ก็มาจาก ผบ. สูงสุดเหล่าทัพทั้งนั้นค่ะ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ การใช้อำนาจในลักษณะนี้ เป็นการเซาะกร่อนระบบความรู้ ความสามารถ และเป็นบ่อนทำลายค่ะ บ่อนทำลายอำนาจที่ยึดโยงกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ทำให้อำนาจการแต่งตั้งนายพลยิ่งห่างไกลจากความยึดโยงกับประชาชนออกไปเรื่อย ๆ ค่ะ ท่านประธาน ๓๐ ปีที่ผ่านมา เราให้อำนาจ ผบ. เหล่าทัพได้มีอำนาจในการแต่งตั้งทหาร ยศนายพล ซึ่งมันเป็นการหยั่งรากแก้วให้ลึกลงไปในระบอบเส้นสาย ให้ลึกลงไปในกองทัพ ให้มีโอกาสได้เอื้อให้ทหารชั้นสูงสุดมาจากพวกพ้องเดียวกันทั้งหมด เป็นการสร้างเครือข่าย อำนาจ ดึงพรรคพวกของตัวเองขึ้นมา แล้วมันก็เป็นที่รู้กันดีว่าการจะเสกตำแหน่งนายพล ขึ้นมาสักตำแหน่งหนึ่ง หรือขึ้นมาสักเก้าอี้หนึ่ง จะมาแจกให้เพื่อน ๆ หรือจะมาแจกให้คนที่ อยู่ในเส้นสาย อยู่ในเครือข่ายของท่าน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากนะคะ แล้วก็นโยบายของกองทัพ ที่ท่านบอกเองว่าท่านอยากที่จะลดจำนวนนายพล ชาตินี้อย่างไรมันก็ลดไม่สำเร็จค่ะ ท่านประธาน ถ้าระบบมันยังเป็นแบบนี้อยู่ เพราะว่ามองไปมองมามันก็เพื่อน ๆ ท่าน มันก็คน รู้จักท่านทั้งนั้นที่ท่านแต่งตั้งมาเป็นนายพล แต่งตั้งมามีอำนาจด้วยกัน แล้วทุกวันนี้สภาแห่งนี้ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายพลจากกองทัพทุก ๆ เหล่าทัพรวมกันมีกี่คน ดิฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ท่านรัฐมนตรีรู้หรือไม่ เพราะเมื่อกรรมาธิการ เมื่อสภาขอข้อมูลไป ว่าจำนวนนายพลมีจำนวน เท่าไร ไม่เคยได้รับการตอบกลับมาจากกองทัพเลย ดิฉันนั่งอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ขอเอกสารจากกองทัพไป ๑๐๖ ฉบับ กองทัพตอบกลับมา ๐ ค่ะ นี่คือความไม่ต้อง ยึดโยง ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรของกองทัพกับประชาชนเลย และสภาด้วยนะคะ
ส่วนที่ ๒ คือการลดขนาดสภากลาโหม ลดความใหญ่เทอะทะ แต่ไม่ยึดโยง กับประชาชนลง จากเดิมมีขนาดใหญ่ มีจำนวนตำแหน่งมากถึง ๒๘ คน ดิฉันก็เห็นด้วย ให้ลดลงมาเหลือเพียง ๗-๑๒ คน แล้วก็เพิ่มโควตาให้ท่านรัฐมนตรีได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ได้เพิ่มมากขึ้น ให้มันเป็นสัดส่วนที่ยึดโยงกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ส่วนที่ ๓ คือปัจจุบันสภากลาโหมกลายเป็นว่าเปรียบเสมือนเป็นผู้บริหาร กองทัพไปแล้วค่ะท่านประธาน จากกฎหมายในปัจจุบัน สภากลาโหมนี้แทบจะกุมชะตา กุมอำนาจ กุมนโยบายในการบริหารกองทัพทั้งหมดค่ะ ท่านรัฐมนตรีเป็นเสมือนเพียงตุ๊กตา หรือเป็นไม้ประดับ เป็นตรายางให้สภากลาโหมเท่านั้นค่ะ น่าสงสารท่านด้วยนะคะ สภากลาโหมสามารถมีอำนาจในการที่จะบริหารนโยบายทางการทหาร สามารถระดม สรรพกำลัง ปกครอง บังคับบัญชาภายในกองทัพได้เบ็ดเสร็จ แล้วก็สามารถพิจารณา งบประมาณต่าง ๆ ที่จะใช้ในกองทัพได้ แถมการเสนอกฎหมายนี่ค่ะ ท่านประธาน ก่อนที่จะเข้าสู่ ครม. ก่อนที่จะมาสู่สภา ยังจะต้องผ่านสภากลาโหมก่อนด้วยนะคะ อะไรมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่สิ่งที่ออกมาจากสภากลาโหม ถ้าท่านทำไม่ดี ไม่ทำตามที่พูดไว้ ไม่สามารถทำตามนโยบายของรัฐบาลได้สำเร็จ สภากลาโหมไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย คนที่โดนด่า คือท่านรัฐมนตรี ดังนั้นสุดท้ายนี้ที่ดิฉันอยากจะฝากไว้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องของว่ารัฐมนตรีจะเป็นใคร หรือว่ามาจากพรรคไหน ตระบัดสัตย์หรือเปล่านะคะ แต่มันเป็นเรื่องของระบบ มันเป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจที่เราต้องทำให้ดี ไม่ว่าพรรคไหน ไม่ว่ารัฐบาลไหนที่มาดำรงตำแหน่งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะต้องสามารถดำเนิน ตามนโยบายที่สัญญาเอาไว้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ เพราะเรื่องของความรับผิดรับชอบ เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าสภากลาโหมไม่ทำตามนโยบาย หรือไม่ทำตามสิ่งที่สัญญาไว้ เขาไม่ต้อง รับผิดชอบอะไร แต่อย่างน้อยท่านรัฐมนตรีที่มาจากรัฐบาลที่มาจากประชาชน มีความยึดโยง กับประชาชน ถ้าท่านไม่ทำตามนโยบายที่ท่านได้หาเสียงไว้ ท่านถูกประชาชนด่าได้นะคะ ท่านไปเดินหาเสียงกลางตลาด ท่านอาจจะถูกด่าได้ แต่สภากลาโหมไม่มีใครสามารถแตะต้อง อะไรได้เลย และประชาชนก็จะได้เรียนรู้เองค่ะว่า จะสนับสนุนรัฐบาลที่เอาคนไร้คุณภาพ แบบนี้มาเป็นรัฐมนตรีหรือเปล่า แต่ถ้าท่านเอาอำนาจทั้งหมดไปอยู่กับสภากลาโหม ต่อให้ เป็นคนไร้คุณภาพมาบริหาร ประชาชนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นดิฉันเห็นด้วยกับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่จะคืนอำนาจให้กับท่านรัฐมนตรี เพราะว่าขนาดเพื่อนร่วมพรรค ของท่าน ท่านเมื่อสักครู่ที่อภิปรายไปยังบอกเลยว่า ๑ ปีที่ผ่านมาท่านไม่มีผลงาน น่าสงสาร ท่านนะคะ ที่เพื่อนร่วมพรรคของท่านเองก็มา Guarantee ในสิ่งนี้ ดิฉันก็อยากที่จะสนับสนุน เพื่อที่จะให้สภากลาโหมได้วางตน ได้ครองตนให้อยู่ในสถานะที่ปรึกษาเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน