สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับใหม่ โดยเน้นว่ากฎหมายดังกล่าวจะช่วยปรับปรุงกระบวนการฟื้นฟูกิจการให้เข้าถึงได้ง่ายและครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการขนาดเล็กและบุคคลธรรมดา ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูธุรกิจ ลดการล้มละลาย ป้องกันหนี้นอกระบบ และลดภาระงบประมาณรัฐในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและคุ้มครอง SMEs การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างทันท่วงที
เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เพื่อนสมาชิกเสนอครับ ท่านประธานครับ สาระสำคัญของกฎหมาย ฉบับนี้ คือทำอย่างไรให้คนที่เป็นหนี้ คนที่ขาดสภาพคล่อง สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู กิจการได้ง่ายขึ้น ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ คนเป็นหนี้ คนล้มละลาย จำนวนมาก ไม่ได้ทุจริต ไม่ได้ทำชั่ว ไม่ได้อยากเจ๊ง หลายคนทำงานหนัก ทำงานสายตัวแทบขาด แต่อาจจะด้วยภาวะเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไม่ดีบ้าง หรืออาจจะเพราะนโยบายรัฐบาลบ้าง หรืออาจจะเพราะสินค้าต่างชาติราคาต่ำที่เข้ามาถล่มผู้ประกอบการไทยจำนวนมากนะครับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องบอกว่าหลายกิจการที่ไปต่อไม่ได้ มันมีหลายสาเหตุเหลือเกิน แต่ที่แน่ ๆ เขาไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่ได้อยากเป็นหนี้ เขาไม่อยากทำชั่ว คำถามคือปัจจุบันพอเขา ประสบปัญหาเหล่านั้น ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่สามารถพาเขาออกจากปัญหาได้ดีแค่ไหน ก็ต้อง บอกว่า ปัจจุบันแทนที่กลไกภายใต้กฎหมายที่มีอยู่จะพาเขาออกจากปัญหาได้อย่าง มีประสิทธิภาพหรือออกจากปัญหาได้ง่าย กฎหมายปัจจุบันกลับซับซ้อน ทำให้เขาลำบาก ทำให้เขาเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ ดังนั้นกฎหมายที่เพื่อนสมาชิกของผม คุณวรภพ พรรคประชาชน เสนอร่วมกับท่านโกศล ปัทมะ และคณะเสนอ สาระสำคัญของกฎหมาย ฉบับนี้ ช่วยให้ลูกหนี้ยื่นฟื้นฟูกิจการได้ง่ายขึ้น และยังขยายประโยชน์ไปถึงลูกหนี้ที่เป็นบุคคล ธรรมดาให้สามารถเข้าถึงกลไกนี้ได้ ท่านประธานครับ ขณะเดียวกันเรายังคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ มีข้อบังคับเรื่องการรับรอง แผนฟื้นฟู ให้คำนึงถึงสัดส่วนหนี้ที่ถืออยู่ด้วย ในภาพรวมทั้งหมดกฎหมายฉบับนี้ หากถูกแก้ไข ยังทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ เติบโตดี ไม่หยุดชะงัก สามารถช่วยรักษาการจ้างงานในระบบ เศรษฐกิจได้ ท่านประธานครับ หลักฐานที่แสดงว่ากฎหมายปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพ ก็คือจำนวนกิจการที่ล้มละลายในแต่ละปี เมื่อเทียบกับจำนวนกิจการที่ยื่นฟื้นฟูสำเร็จ ในปี ๒๕๖๖ มีจำนวนกิจการที่ล้มละลาย ถ้าคิดเป็นจำนวนคดีนะครับ ประมาณ ๙,๕๐๐ คดี พูดง่าย ๆ เกือบ ๑๐,๐๐๐ คดี แต่มีจำนวนกิจการที่ยื่นฟื้นฟู ปี ๒๕๖๖ แค่ ๓๔ คดีครับ ความแตกต่างตรงนี้มันสะท้อนอะไร มันสะท้อนว่ากระบวนการฟื้นฟูภายใต้กฎหมายปัจจุบัน มันไม่มีประสิทธิภาพ และเมื่อไปดูตัวเลขก็ยิ่งน่าสนใจว่า ส่วนใหญ่กิจการที่ประสบความสำเร็จ ในการยื่นฟื้นฟูเป็นกิจการขนาดใหญ่ ในขณะที่กิจการขนาดกลางหรือขนาดเล็ก หรืออย่างที่เรา เรียกกันว่า SMEs กลับไม่ประสบความสำเร็จ หรือสำเร็จน้อยมาก สิ่งนี้สะท้อนกระบวนการ ภายใต้กฎหมายปัจจุบันที่มีปัญหาจริง ๆ และเมื่อเราไปดูจำนวน SMEs ว่าที่มีหนี้เกิน ๑๐ ล้านบาท แต่ไม่อยู่ในขอบเขตของการขอฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายที่ใช้อยู่มีจำนวนเท่าไร จากข้อมูลของ สสว. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พบว่า SMEs ที่มีหนี้เฉลี่ยเกิน ๑๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๔ อันนี้คือข้อมูลล่าสุดที่ผมค้นได้ มีประมาณ ๑๕,๐๐๐ กิจการ ดังนั้นกฎหมายใหม่ที่เพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ท่านเสนอ จึงเป็นการแก้ไข ให้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบคลุมให้คนเข้าถึงประโยชน์ของกฎหมายฉบับนี้มากขึ้น เป็นการขยับเพดานจากเดิมที่กำหนดเพดานหนี้ของ SMEs ที่จะได้ประโยชน์เพียง ๑๐ ล้านบาท ทำให้คนที่มีหนี้เกิน ๑๐ ล้านบาท ได้ประโยชน์ด้วย ขณะเดียวกันบุคคลธรรมดาที่แต่เดิม ไม่สามารถเข้าถึงหรือพึ่งพากลไกนี้ได้ ก็สามารถพึ่งพากลไกนี้ได้ด้วย ดังนั้นถ้าให้ผมสรุปง่าย ๆ กฎหมายฉบับนี้ช่วยเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างน้อย ๕ เรื่อง มี ๕ ฝ่ายที่จะได้ประโยชน์ จากเศรษฐกิจหรือกฎหมายฉบับนี้
ประเด็นแรกครับ ลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้หรือกิจการ โดยเฉพาะที่ควรจะได้ไปต่อ เขาสามารถไปต่อได้ สมาคมธนาคารไทยประเมินว่าวันนี้มีลูกหนี้ที่กำลังเสี่ยงถูกฟ้อง ล้มละลายอยู่ที่ ๕,๕๐๐,๐๐๐ ราย ถ้ากฎหมายนี้ออกมาทันการ ก็จะช่วยให้ลูกหนี้ที่อยู่ใน กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ได้ประโยชน์
ขณะเดียวกันกลุ่มที่ ๒ ที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้คือเจ้าหนี้ครับ แน่นอนถ้าลูกหนี้ไปต่อได้ ไปต่อได้อย่างดี บังเอิญเศรษฐกิจกลับมาดี รัฐบาลบริหารกิจการดี บริหารนโยบายดี เจ้าหนี้ก็ไปต่อได้ด้วย จากการที่ลูกหนี้ไปต่อได้
กลุ่มที่ ๓ ที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ คือแรงงานครับ ถ้าธุรกิจล้มหาย ตายจากไป ไม่สามารถช่วยให้ธุรกิจไปต่อได้ แรงงานก็ตกงาน จากจำนวนคดีที่ผมเล่าให้ ท่านประธานฟังว่า ปี ๒๕๖๖ มีกิจการที่ล้มละลายเกือบ ๑๐,๐๐๐ กิจการ ถ้าตีกลม ๆ SMEs จ้างงานสัก ๕๐ คน นั่นหมายความว่ามีแรงงานที่อาจได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ราย เอาสักครึ่งหนึ่ง ก็ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คนที่ได้ประโยชน์
ประการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อย่างข้อที่ ๔ คือช่วยแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ในการแก้ปัญหาหนี้ ถ้าป้องกันให้เขาไม่ต้องไปพึ่งพาหนี้นอกระบบได้ ช่วยทำให้เขาฟื้นฟูได้ง่าย นี่คือหัวใจ ของการแก้หนี้ และต้องบอกว่ายิ่งเราปล่อยให้เขาเป็นหนี้เสียนานแค่ไหน ยิ่งนานยิ่งแก้ยาก เพราะมันกระทบมูลค่ากิจการ กระทบมูลค่าสินทรัพย์ โอกาสในการหลุดออกจากหนี้ก็จะยิ่ง ยากขึ้น ถ้าเราทำสำเร็จยังช่วยลดงบประมาณที่รัฐบาลต้องใช้ ผมไปลองค้นดูนะครับ ปลายปี ที่แล้วรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ตามมติ ครม. เดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๖ อนุมัติ แนวทางในการแก้ไขหนี้ทั้งระบบ ใช้งบทั้งสิ้นเกือบ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ากฎหมายฉบับนี้ ออกไปช่วยแก้ปัญหาหนี้ได้ ก็ช่วยประหยัดทรัพยากรตรงนี้ลงนะครับ
สุดท้ายช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ กฎหมายฉบับนี้เมื่อถูก นำมาบังคับใช้ทันการ ช่วยรักษาความมั่นคงของกิจการของ SMEs ช่วยรักษาการจ้างงาน ช่วยรักษาคุณภาพชีวิตแรงงานที่เกี่ยวข้อง วันนี้ก็ต้องเรียนท่านประธานนะครับ ผมดีใจที่เห็น เพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลอภิปรายสนับสนุนเห็นด้วยต่อร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ก็อยากขอให้ รัฐบาลรีบรับไปทำโดยไว เพราะต้องบอกว่าสภาชุดที่แล้ว ในชั้นกรรมาธิการก็มีการศึกษา มีการรับฟังข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เพราะความล่าช้าที่ยิ่งยืดออกไป หมายถึงเรา แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ล่าช้ามากขึ้นเท่านั้น กราบขอบคุณท่านประธานครับ