เอกราช อุดมอำนวย หารือเรื่องการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ และเสนอข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับหนี้ของ SMEs รวมถึงการฟื้นฟูหนี้ภาษีอากร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประนอมหนี้และปลดล้มละลายให้เร็วขึ้น และยังตั้งคำถามถึงความยืดหยุ่นของกฎหมายในอนาคต นอกจากนี้ยังเสนอให้ร่างนี้ผ่านด้วย
ท่านประธานครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชนนะครับ ผมขออภิปราย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งของท่านโกศล ปัทมะ แล้วก็ของท่าน วรภพ วิริยะโรจน์ ซึ่งในฐานะที่เป็นนักกฎหมายก็พิจารณาจากทั้ง ๒ ฉบับแล้วก็เป็นหลักการ ในทำนองเดียวกัน ท่านประธานครับ แต่ว่าผมก็มีเรื่องที่อยากจะตั้งเป็นประเด็นเอาไว้ให้ สำหรับเพื่อนสมาชิกหรือว่ากรรมาธิการที่อาจจะมีการตั้ง หรือว่าการศึกษาเพิ่มเติม ในประเด็นเรื่องของข้อกฎหมาย ท่านประธานน่าจะทราบดีนะครับว่า เรื่องของการปรับหนี้ ลงไป ปกติกลไกเงินเฟ้อกฎหมายเดิมแน่นอนว่าเงินเฟ้อกับสภาพการณ์ในของการปรับลด วงเงินจาก ๒ ล้านบาท เหลือ ๑ ล้านบาท ก็เป็นไปตามทิศทางที่เราอยากจะให้ SMEs ได้เข้า สู่กระบวนการฟื้นฟู เข้าสู่กระบวนการที่จะทำให้เขาสามารถยืนได้ ซึ่งเป็นหลักการที่ดีทั่วไป ที่สากลยอมรับ เพราะว่าเราพึ่งพา SMEs ในการที่จะให้ดูแลพยุงเศรษฐกิจ ถ้าหากว่า SMEs เหล่านั้นจะต้องล้มหายตายจากไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ซึ่งจริง ๆ นักธุรกิจที่ประสบ ความสำเร็จมาก ๆ หลายคน ซึ่งผมคงไม่เอ่ยชื่อในที่นี้ ก็ล้วนแต่อาจจะเคยมีประสบการณ์ ผ่านจากการล้มละลาย แล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่จนสามารถสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ดังนั้นผมคิดว่าอันนี้คือการให้โอกาส เป็นการให้โอกาสบุคคลเหล่านั้นได้เติบโต แล้วก็ได้ เรียนรู้ถอดบทเรียนในการทำธุรกิจ
แต่อีกเรื่องที่ผมตั้งเป็นประเด็นนะครับ เรื่องของการฟื้นฟูหนี้ภาษีอากร หรือว่าหนี้ที่รัฐจัดเก็บนะครับ เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ เช่น ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต รวมถึงภาษีที่รัฐจะได้ช่วยเหลือประชาชน เช่น กองทุนประกันสังคมเหล่านี้ ถ้าเข้าสู่แผนกิจการฟื้นฟู ซึ่งตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ จะต้องคำนึงถึง มาตรการของการล้มละลายเพื่อช่วยให้ลูกหนี้มีการหลุดพ้นจากหนี้สินได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การประนอมหนี้ หรือการปลดจากล้มละลายนะครับ แต่ว่าหนี้ภาษีอากรสามารถยินยอม ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา ๕๖ ได้หรือไม่ ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้ก็มาบังคับใช้กับแผน ฟื้นฟูที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบโดยอนุโลมด้วยนะครับ ผมก็เลยตั้งเป็นประเด็นเอาไว้ว่า หนี้ของรัฐเหล่านี้จะเป็นอย่างไร อันนี้ก็เป็นข้อกังวลที่จะต้องไปพิจารณากันในอนาคตนะครับ
ส่วนเรื่องของการกำหนดอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นะครับ ซึ่งทั้ง ๒ ร่างนี้ก็เขียนคล้าย ๆ กันนะครับ ก็ไม่มีประเด็นอะไร แต่ว่าผมอยากจะฝากทาง ผู้ที่ร่างกฎหมายในการพิจารณานะครับ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องของจำนวนหนี้ตามร่าง หมวด ๓/๑ ซึ่งสำหรับลูกหนี้สอดคล้องกันทั้ง ๒ หมวด ก็สามารถฟื้นฟูกิจการได้ แล้วก็ การแก้ไขตรงนี้ก็สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่า ณ วันนี้ สอดคล้อง แต่ว่าสมมุติกฎหมายบังคับผ่านไปสัก ๕ ปี ๑๐ ปี อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นหรือว่า รายละเอียดต่าง ๆ ตรงนี้พอที่จะเขียนเพื่อให้มันมีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ได้หรือไม่นะครับ ตรงนี้ก็เป็นข้อที่ผมอยากจะฝากเอาไว้นะครับ แล้วก็กระบวนการ บริษัทที่เข้าสู่การฟื้นฟู กิจการ ถ้าหากว่าจำนวนหนี้สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่มากนี่นะครับ แบบสูงไปเยอะ ขึ้นไปเลย อันนี้องค์การธุรกิจใหญ่ ๆ ก็จะเกิดปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำหรือไม่ อันนี้ก็ตั้งเป็นประเด็นเอาไว้ ก็อยากจะให้ทุกท่านลองดูนะครับ
ส่วนสุดท้ายนะครับท่านประธาน ที่ผมอยากจะเป็นข้อเสนอ ซึ่งไม่แน่ใจนะครับว่า การฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ที่เป็นผู้ทำแผนเท่านั้น กรณีที่ลูกหนี้ที่ไม่สุจริตก็อาจจะใช้ช่องทาง ในการที่เข้ามาทำคำขอนะครับ แล้วพอนั่นปุ๊บก็เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ตรงนี้ก็จะ กระทบกับการปล่อยสินเชื่อของบรรดาธนาคารหรือไม่ เพราะว่าพอรู้ว่าถ้าให้สินเชื่อ SMEs ไป ซึ่งต้องยอมรับว่ารากฐานของ SMEs ส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยเงินกู้จากธนาคาร แล้วก็อีกอย่าง ธนาคารรัฐหรือว่านโยบายรัฐเวลาออกคำขอเงินกู้ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไปใช้ธนาคารพาณิชย์ ในการปล่อยสินเชื่อ แม้กระทั่งสินเชื่อของรัฐเอง แบบนี้ก็จะกระทบกับการปล่อยสินเชื่อ ในอนาคตหรือไม่นะครับ อันนี้ก็ตั้งเป็นประเด็นฝากเอาไว้ให้กรรมาธิการหรือว่าเพื่อนสมาชิก ได้พิจารณา แต่ว่าโดยหลักการทั้งหมดนี่เห็นด้วยนะครับ ก็อยากให้ร่างนี้ผ่านแล้วก็ไม่ถูกอุ้มไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ