พริษฐ์ วัชรสินธุ แสดงความเห็นคัดค้านการยุบพรรคการเมืองโดยอ้างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่กระทบเจตนารมณ์ของประชาชนและความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยังวิพากษ์การขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความมาตรฐานทางจริยธรรมที่เป็นเรื่องสัมพัทธ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการคัดเลือกและตรวจสอบตุลาการให้มีความหลากหลาย โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อคืนความชอบธรรมทางประชาธิปไตยผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกลไกการแต่งตั้งที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนมากขึ้น
ขอบคุณสำหรับความห่วงใยครับ ท่านประธาน ผมเพียงอธิบายความรู้สึกของสังคม ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าใครเป่ดโทรศัพท์มือถือ ก็น่าจะเห็นคำพูดที่อาจจะมีสีสันกว่านี้ด้วยซ้ำนะครับ แต่ขอบคุณสำหรับความห่วงใยครับ ท่านประธาน แต่นอกจากเรื่องการยุบพรรคจะเปึนปัญหาที่เรื้อรังมายาวนานครับ เราเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก็ได้มีการขยายปัญหาดังกล่าว เพราะถ้าเราไปดู พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา ๙๒ ครับ นอกเหนือจากเงื่อนไขการยุบพรรคที่ถูกระบุไว้ใน (๑) (๒) และ (๓) ซึ่งครอบคลุมถึงหลายการกระทำ ก็มีการเพิ่ม (๔) เข้าไปครับ ที่พูดถึงเหตุอันจะต้อง ยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด เปึนการเป่ดประตูให้สามารถเขียนกฎหมาย ในอนาคตเพื่อขยายเงื่อนไขของการยุบพรรคได้ เมื่อวานครับ ท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะมาเยาะเย้ยพวกเรานะครับ ว่ายุบไปแล้วก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรก็ตั้งขึ้นมาใหม่ได้ ถึงขั้นมาทวงบุญคุณให้เราต้องขอบคุณท่าน ผมก็ต้องย้ำอีกรอบครับ ผมไม่ขอบคุณท่าน หรอกครับ ผมต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนครับที่ยังคงไม่หมดหวังกับการเมืองไทย ภายใต้ ประชาธิปไตยที่บกพร่องแบบนี้ และยิ่งกว่านั้นครับ การที่ท่านมองว่าการกระทำ ของท่านนั้นจะถูกตีความหรือถูกวัดด้วยเกณฑ์ที่ว่า การกระทำดังกล่าวจะสามารถทำลาย พรรคการเมืองของเราได้หรือไม่ ผมคิดว่าสะท้อนให้เห็นชัดว่าท่านไม่ได้เข้าใจถึงสถานการณ์ การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน เพราะการยุบพรรคที่เกิดขึ้นนั้นผมยืนยันว่าไม่สามารถทำลาย พรรคการเมืองได้ แน่นอนครับอาจจะยุบพรรคการเมืองในฐานะนิติบุคคลได้ อาจจะสามารถ ตัดสิทธิบุคลากรที่มีคุณค่าในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้ แต่สิ่งที่ท่านไม่มีทาง ทำลายได้ครับ คืออุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังของพรรคการเมืองดังกล่าวที่สามารถเดินไป ต่อได้ ขับเคลื่อนไปได้ผ่านยานพาหนะใหม่ แต่สิ่งที่มันน่ากังวลครับ นั่นก็คือว่าการยุบพรรค ดังกล่าวนั้นไม่ได้กำลังทำลายล้างพรรคการเมืองครับ แต่กำลังทำลายล้างประเทศ เพราะเปึนการ ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามครับว่า ตกลงแล้วกฎหมาย รวมไปถึงกฎหมายสูงสุดของประเทศ อย่างเช่นรัฐธรรมนูญนั้นกำลังถูกใช้เปึนเครื่องมือทางการเมืองเพื่อขัดขวางเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชนใช่หรือไม่
ส่วนตัวอย่างที่ ๒ ของขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกขยาย ขึ้นมานั้น ก็คือนวัตกรรมทางการเมืองใหม่ที่มีชื่อว่า มาตรฐานทางจริยธรรม ผมต้องยืนยัน อีกรอบครับว่าเรื่องของจริยธรรมนั้นเปึนเรื่องที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Subjective คือ ต่างคนอาจจะนิยามไม่เหมือนกัน ความจริงไม่ต้องมองตัวอย่างไปไกลครับท่านประธาน เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ยังมีทีมงานที่ทำงานให้กับเพื่อนสมาชิกคนหนึ่ง ยังตีความเลยครับ ยังวินิจฉัยเลยครับว่า การที่นักการเมืองคนหนึ่งไปหยุมหัวหรือว่าตบหัวนักข่าวนั้นเปึนเรื่องที่ ดูไม่น่าจะผิดจริยธรรม แต่เปึนเพียงการหยอกล้อกัน ดังนั้นครับท่านประธานผมต้องยืนยันว่า ในเมื่อจริยธรรมเปึนเรื่องที่เรานิยามไม่เหมือนกัน ตีความไม่เหมือนกัน แต่ปัญหามันเกิดขึ้น ตรงที่ว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นกลับนำเรื่องจริยธรรม ที่ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องของการทุจริตที่มีการนิยามไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ไปบรรจุอยู่ใน กฎหมาย และไปเพิ่มอำนาจให้กับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระนั้นมีอำนาจผูกขาด เรื่องจริยธรรมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ผูกขาดทางต้นน้ำ ก็หมายถึงการผูกขาดการนิยามว่า มาตรฐานจริยธรรมนั้นหมายถึงอะไร เพราะว่ามาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไปให้ อำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระในการเขียนมาตรฐานจริยธรรมขึ้นมา ซึ่งถูกบังคับใช้ กับทุกองค์กร แต่ผูกขาดปลายน้ำครับท่านประธาน ก็คือผูกขาดการตีความ เพราะว่า กระบวนการในการวินิจฉัยชี้ขาดนั้นก็เปึนกระบวนการที่เกี่ยวข้องหรือขึ้นอยู่กับศาล และองค์กรอิสระเกือบทั้งสิ้น และยังมีการให้อำนาจในการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้น ประหารชีวิตทางการเมืองด้วยเช่นกัน อันนี้คือปัญหาที่ ๑ ครับ เรื่องของขอบเขตอำนาจ หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาที่ ๒ ครับ หรือสิ่งที่ ๒ ที่ผมเชื่อว่าเราทุกคนในสังคมนั้น กำลังรู้สึกโกรธ ก็คือความโกรธกับอคติ และอาการที่ดูไม่เปึนกลางของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งความโกรธนี้ก็ต้องถูกแปลออกมาเปึนโจทย์สำคัญในการปฏิรูปเรื่องของกระบวนการได้มา ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานถามผมว่าเกณฑ์ที่เราควรจะใช้ในการคัดเลือก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรจะเปึนเช่นไร หรือคุณสมบัติที่เราเห็นว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ควรจะมีควรประกอบไปด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ผมจะขออนุญาตตอบท่านประธานเปึน ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ ผมเห็นว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ควรจะมีความหลากหลายในระดับหนึ่ง หลากหลายความคิด หลากหลายความเชี่ยวชาญ คุณสมบัติที่ ๒ ผมเห็นว่าตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ควรจะมีความยึดโยงกับประชาชน แม้อาจจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน ก็ควรจะถูกรับรองหรือได้รับความเห็นชอบจากตัวแทนที่มาจากการ เลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ส่วนคุณสมบัติที่ ๓ ผมก็เห็นว่าใครที่จะมาทำหน้าที่เปึนตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ควรจะต้องเปึนที่ยอมรับของทุกฝ์าย แน่นอนครับ ลึก ๆ แล้ว มนุษย์แต่ละคนก็อาจจะมีความคิดที่เปึนกลางจริง ๆ ไม่ได้ แต่อย่างน้อยคนที่จะมาทำหน้าที่ เปึนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นควรจะเปึนที่ยอมรับโดยทุกฝ์ายว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ อย่างเปึนกลางได้
ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ครับท่านประธานก็คือว่า กติกาเกี่ยวกับการ ได้มาซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น ไม่ผ่าน ทั้ง ๓ เกณฑ์นี้ครับ หากเราไปดูเกณฑ์ที่ ๑ เรื่องของที่มาที่หลากหลาย เราจะสังเกต เห็นว่าที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ณ ปัจจุบันนั้น ก็มาจากที่ประชุมใหญ่ศาล แล้วก็คณะกรรมการสรรหาที่อาจจะมีตัวแทนศาล ตัวแทนข้าราชการ หรือตัวแทน ฝ์ายการเมือง ในส่วนของตัวแทนนักวิชาการที่เคยมีอยู่ในคณะกรรมการสรรหาตุลาการ ศาลรัฐธรรมมนูญในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้นก็ตกหล่นไป หลากหลายน้อยลง ส่วนเกณฑ์ที่ ๒ เรื่องความยึดโยงกับประชาชนครับ เราก็จะเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น ใครจะมาเปึน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ต้องถูกรับรองโดยสมาชิกวุฒิสภา ท่านอาจจะบอกกับผมว่าอันนี้ ก็เหมือนกับกติกาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แต่ถ้าดูในรายละเอียดไม่เหมือนกันครับ เพราะว่า สว. หรือสมาชิกวุฒิสภาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ในขณะที่ สว. ภายใต้รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไม่ว่าจะเปึนบทเฉพาะกาลก็ดี หรือว่าบทหลักก็ดี ก็ยังคงไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน ส่วนเกณฑ์ที่ ๓ เรื่องของการ เปึนที่ยอมรับของทุกฝ์าย อันนี้ก็ดูจะเปึนปัญหาที่สุดครับท่านประธาน เพราะเราจะเห็นว่า สว. ๒๕๐ คนตามบทเฉพาะกาล ก็มีบทบาทสำคัญในการรับรองตุลาการศาลรัฐธรรมมนูญ แล้วก็ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทุกวันนี้มาจากไหนครับ ก็มาจากการแต่งตั้ง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจาก คสช. ซึ่ง ณ เวลานี้ก็ได้แปรสภาพมาเปึน ผู้เล่นทางการเมืองส่วนหนึ่ง ถ้าเปรียบให้เห็นภาพเหมือนกับเกมฟุตบอล ศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะถูกมองว่าเปึนกรรมการที่มาตัดสินการแข่งขันระหว่างแต่ละทีม ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๖๐ นั้น กำลังให้ทีมฟุตบอลทีมหนึ่งครับ สามารถตั้งกลุ่มคนขึ้นมากลุ่มหนึ่งได้ ที่ไปคัดเลือกว่าจะเอาคนไหนมาเปึนกรรมการ อันนี้ผมคิดว่าสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ชัดเจน ที่สุด ส่วนปัญหาที่ ๓ ปัญหาสุดท้ายหรือสิ่งที่ ๓ ที่ผมเห็นว่าเรากำลังโกรธนั้น ก็คือ การที่ ประชาชนนั้นดูไม่มีช่องทางอะไรเลยที่จะทำได้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชน บอกว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแน่นอนครับก็หมายถึงความสำคัญและความจำเปึน ในการปฏิรูปเรื่องของกลไกตรวจสอบหรือว่ากลไกถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดแบบนี้ ท่านประธานอาจจะตกใจ แต่ผมเชื่อว่าท่านประธานก็ทราบดีครับว่าความจริงแล้วกลไกเรื่องของการถอดถอนตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ได้เปึนแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าเราย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เราจะเห็นว่าก็มีการเป่ดช่องให้ สส. ๑ ใน ๔ คน หรือ ๑ ใน ๔ ของจำนวน สส. ที่มีอยู่ หรือว่าประชาชน ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ สามารถเข้าชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ แน่นอนไม่ได้ถอดถอนตามอำเภอใจ ก็ต้องถอดถอนเฉพาะกรณีที่อาจจะมีพฤติการณ์ร่ำรวย ผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดต่อหน้าที่ หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ และแน่นอนครับ ไม่ใช่ว่าเสนอแล้วก็จะถอดถอนได้เลย แต่ก็มีกระบวนการที่รัดกุมที่เป่ดให้มีการไต่สวนโดย ป.ป.ช. และท้ายที่สุดแล้วคนที่จะชี้ขาดก็คือ สว. ที่มาจากการเลือกตั้งที่ต้องลงมติอย่างน้อย ๓ ใน ๕ ผมเลยจำเปึนครับที่ต้องอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ โดยการตั้งคำถามดัง ๆ กับเพื่อนสมาชิกทุกคนว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจำเปึนจะต้องมีการพิจารณานำกลไก ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นกล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน สำหรับเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอด ๑-๒ วันหลังจากที่มีบทสัมภาษณ์ของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ เราเห็นประชาชนโกรธครับ เราเห็นประชาชนรู้สึกไม่พอใจ พวกเราก็โกรธได้ พวกเราก็รู้สึกไม่พอใจได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้แทนราษฎรก็เปึนคน ก็เปึนประชาชน เหมือนกัน แต่ผมอยากชวนให้เพื่อนสมาชิกทุกคนในที่นี้ตระหนักไว้ว่า แม้เราอาจจะมี ความรู้สึกไม่พอใจเหมือนกับที่พี่น้องประชาชนรู้สึกในสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเรา ผู้แทนราษฎรสามารถทำได้ และเปึนสิ่งที่พี่น้องประชาชนคาดหวังให้เราทำ และเปึนสิ่งที่ พี่น้องประชาชนนอกสภาเขาทำด้วยตัวเองไม่ได้ นั่นไม่ใช่การผู้แทนเขาเท่านั้นครับ แต่คือการลงมือแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยการแก้รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเปึนบ่อกำเนิดของระบบการเมืองที่บิดเบี้ยว และนำมาสู่เหตุการณ์ เมื่อวานนี้ ดังนั้นครับ ผมอยากจะเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าเราไม่ควรจะหยุดอยู่แค่ การอภิปรายในวันนี้ครับ แต่เราจำเปึนต้องร่วมกันเริ่มผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้น โดยเร็วที่สุด แน่นอนครับ ในมุมหนึ่งเราจำเปึนต้องเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และเมื่อวานก็เปึนข่าวดีที่สภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้ให้ความเห็นชอบในวาระที่ ๓ ของร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ แต่ผมก็จำเปึนต้องยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะสะท้อนเสียงของประชาชนทุกกลุ่มได้ดีที่สุด และมีความชอบธรรม ทางประชาธิปไตยที่สุด หากถูกร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชนทั้งหมด แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าถึงแม้เราทำเต็มที่แค่ไหนในการผลักดันให้เกิด การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยเวลา หากเราเดินตาม Road Map ที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าจะมีการทำประชามติ ๓ ครั้ง ผมคำนวณดูแล้วครับท่านประธาน จะเร่งแค่ไหนก็มีโอกาสน้อยมากที่เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ก่อนการเลือกตั้ง ในป้ ๒๕๗๐ ดังนั้นครับท่านประธาน สิ่งที่เราจำเปึนต้องทำคู่ขนานและทันที คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญรายมาตรา ในประเด็นที่จำเปึนเร่งด่วน ซึ่งเราทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย ความจริงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้ว ผมและเพื่อนสมาชิกจาก ณ เวลานั้น เปึนพรรคก้าวไกล ก็ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไป ๓ ฉบับ ที่ล้วนมีเปัาหมาย ในการลบล้างผลพวงรัฐประหาร มาถึงวันนี้ครับ ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนเรา ก็ยืนยันว่า เราพร้อมจะเสนอและสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่จะแก้ปัญหา ที่ต้นตอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ไม่ว่าจะเปึนการทบทวนอำนาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเปึนการปฏิรูปกระบวนการได้มาซึ่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมไปถึงการทบทวนหรือการเพิ่มกลไก ตรวจสอบ ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ เราก็หวัง เปึนอย่างยิ่งครับว่าเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้ หรือเพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้ขัดขวาง การเสนอญัตติในวันนี้จะร่วมมือกันกับพวกเราในการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว เช่นกัน เพื่อสร้างประชาธิปไตยเต็มใบที่อำนาจสูงสุดเปึนของพี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับ