เดชรัต สุขกำเนิด หารือแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเสนอให้มีการกำหนดเป้าหมายร่วม ตัวชี้วัด และการติดตามประเมินผลอย่างเชื่อมโยง พร้อมผลักดันการจัดทำฐานข้อมูลลูกหนี้แห่งชาติ การพัฒนาระบบคะแนนเครดิตที่เป็นธรรม การควบคุมการหักเงินเดือนไม่เกินร้อยละ 70 และการปรับโครงสร้างหนี้อย่างครอบคลุม รวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการเอาเปรียบและส่งเสริมสิทธิของลูกหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผม เดชรัต สุขกำเนิด เลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการ ผมขออนุญาตนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน อย่างยั่งยืน ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้มีการพิจารณานะครับ ขออนุญาตนำสไลด์ขึ้นครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เราคิดว่ามี ๘ แนวทาง สำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน
ประเด็นแรก ในเรื่องของการกำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สินนี่น่าจะต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อย กว่าที่จะแก้ไขปัญหาให้อยู่ในระดับเป็นที่มั่นใจ เป็นที่พอใจ เป็นที่ยั่งยืนได้ แต่ว่าขณะนี้ ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินของหน่วยงานต่าง ๆ นั้น ยังไม่ได้ มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันว่า เราจะแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือนไปสู่จุดใด เพราะฉะนั้นอนุกรรมาธิการจึงมีข้อเสนอให้มีการกำหนดเป้าหมายในยุทธศาสตร์ระยะยาว
ประเด็นที่ ๒ หลังจากนั้นเราจะนำมาสู่เรื่องของกลไกในการบริหารนโยบาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เมื่อมีเป้าหมายแล้วเราสามารถที่จะกำหนดตัวชี้วัดที่กระจาย อยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ให้เห็นเป็นภาพรวม แล้วก็มีการกำหนดตัวชี้วัดที่จะแก้ไขปัญหา หนี้สินแต่ละด้านได้ นั่นก็คือ อย่างเช่น หนี้สินเรื่องของข้าราชการ หนี้สินด้านการเกษตร หนี้สินที่มาจากสินเชื่อเรื่องการเช่าซื้อ เป็นต้น ซึ่งเมื่อมีตัวชี้วัดแล้วเราจะนำสู่เรื่องของระบบ การติดตามที่ขณะนี้การติดตามนั้น กระจายแยกกันอยู่ในแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ละด้าน แต่ถ้าเรามีระบบการติดตามที่เชื่อมโยงกันจะทำให้การแก้ปัญหาหนี้สินเป็นระบบ เพราะว่าการเกิดหนี้สินของครัวเรือนนั้น มีการเชื่อมโยงกันระหว่างหนี้สินแหล่งหนึ่ง หรือประเภทหนึ่งกับหนี้สินประเภทอื่น ขณะเดียวกันการดำเนินงานในการติดตาม ประเมินผลโครงการต่าง ๆ ที่ได้มีการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น โครงการ พักชำระหนี้เกษตรกรก็ดี โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้วก็ดี การติดตามประเมินผลนั้น ผมขออนุญาตชี้แจงว่า ไม่ใช่การจับผิดนะครับ แต่เป็นการเรียนรู้ เพราะหากการดำเนินการมีสัมฤทธิ์ผลที่น่าพึงพอใจ การขยายผลก็จะเป็นสิ่งที่สำคัญ ตามมา ประเด็นที่ ๓ ย่อยของข้อ ๒ ก็คือ การที่เราควรจำเป็นจะต้องมีการจัดหมวดหมู่ งบประมาณ ปัจจุบันนี้งบประมาณในการดำเนินงานเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินกระจาย กันอยู่ในหลายหมวดงบประมาณที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ เพราะฉะนั้นถ้ามีการรวบรวม และจัดหมวดหมู่ก็จะทำให้การติดตามเห็นภาพชัดขึ้น สุดท้ายก็คือการปิดช่องโหว่ ทางกฎหมายในเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ขณะนี้มีช่องโหว่ที่อาจจะไม่ได้มีการครอบคลุม ไปถึงอยู่ ๒ จุดใหญ่ ๆ นั่นก็คือสหกรณ์ออมทรัพย์ แล้วก็สินเชื่อเช่าซื้อ ก็ทำให้การที่จะบังคับ ใช้กฎหมายต่าง ๆ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินนั้นทำได้ไม่เต็มที่นะครับ
ประเด็นที่ ๓ มาตรการที่มีความสำคัญมาก ในเรื่องของการแก้ไขปัญหา หนี้สิน ก็คือการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม แต่การให้สินเชื่ออย่างมี ความรับผิดชอบและเป็นธรรมนั้น จะเริ่มต้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีฐานข้อมูลลูกหนี้ทั้งระบบ แต่การรวบรวมฐานข้อมูลหนี้ทั้งระบบยังไม่เกิดขึ้น เพราะเรามีอย่างน้อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะโยงกับเรื่องช่องโหว่ทางกฎหมายที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น ที่ไม่อยู่ในระบบฐานข้อมูล ลูกหนี้แห่งชาติ ซึ่งสิ่งนี้มันจะเป็นปัญหาในแง่ของการที่จะบริหารจัดการ และดูแลให้เกิด การก่อหนี้ หรือการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ขณะเดียวกันหลายท่านก็อาจจะกังวลว่า ถ้ามีฐานข้อมูลลูกหนี้ที่เชื่อมโยงทั้งระบบ อาจจะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อนั้นยากขึ้น ซึ่งอันนี้ ก็จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาระบบคะแนนเครดิต ที่มีการเชื่อมโยงกับข้อมูลในระบบ การเงินดิจิทัลหลาย ๆ รูปแบบ เพื่อที่จะทำให้การประเมินเครดิตของผู้ที่ขอสินเชื่อนั้น มีความแม่นยำ แล้วก็มีความเป็นธรรมมากขึ้น ผมทราบว่าเรื่องนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ ประเด็นถัดมาก็คือ บทบาทของนายจ้าง นายจ้างที่ว่านี้ก็รวมถึง หน่วยราชการต่าง ๆ ด้วย ในการที่จะให้หักหรือตัดชำระหนี้จากยอดบัญชีเงินเดือนนะครับ นายจ้างสามารถที่จะควบคุมให้ภาระในการชำระหนี้ต่อรายได้นั้น ไม่เกินจำนวนที่สมควร ยกตัวอย่างเช่น ไม่เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน เพื่อให้มี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนไว้ เพื่อการยังชีพนะครับ
ผมขอถัดไปที่ประเด็นที่ ๔ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ก็คือเรื่องการกำหนด อัตราดอกเบี้ย และการคำนวณดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายาม ที่จะปรับลำดับการตัดชำระหนี้ ให้ทุกการชำระหนี้ของลูกหนี้นั้น มีการตัดลดทั้งในส่วน ที่เป็นดอกและส่วนที่เป็นต้น แต่การดำเนินการนั้นยังไม่ได้ครอบคลุมในทุกประเภทสินเชื่อ ซึ่งก็มี ๒ ส่วนอย่างที่ได้นำเรียนไปที่อยู่ในลักษณะที่ยังไม่ได้ครอบคลุมไปถึง ก็คือสหกรณ์ แล้วก็สินเชื่อเช่าซื้อ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จำเป็นที่จะต้องหาทางในการที่จะปรับให้การดูแล เรื่องการชำระหนี้เป็นไปในลักษณะเดียวกันทั้งหมดนะครับ ขณะเดียวกันการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของลูกหนี้ แต่ละราย ก็เป็นหลักการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสนอ แล้วก็เป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่การพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงก็ยังเป็นสิ่งที่จะต้องติดตามต่อไป ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็ควรจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ขณะเดียวกันมันมีข้อถกเถียงกันอย่างมากในช่วงที่ คณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการอยู่ นั่นก็คือเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่เหมาะสม เรื่องนี้ก็จำเป็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องกำหนดกรอบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ที่เหมาะสมของสถาบันการเงินแต่ละประเภท เนื่องจากสถาบันการเงินแต่ละประเภทนั้น มีต้นทุน แล้วก็มีวิธีการดำเนินงานที่แตกต่างกัน สุดท้ายเราจำเป็นจะต้องแก้ไขเรื่องของ เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมสำหรับลูกหนี้ อย่างเช่น เรื่องของการบังคับให้มีการประกันชีวิต หรือการทำฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นต้น
ประเด็นที่ ๕ เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้เป็นกลไกสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เป็นหนี้เสีย แล้วก็ผู้ที่เป็นหนี้เรื้อรัง ที่ผ่านมาการปรับโครงสร้างหนี้ จะได้รับการดูแลสำหรับลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย แต่ว่าเราเสนอให้เพิ่มจุดเน้นสำหรับลูกหนี้ กลุ่มที่เป็นหนี้เรื้อรัง หรือ Persistent dept ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะสถาบันการเงินปัจจุบันนี้ยังดำเนินการ หรือเข้าร่วมโครงการของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือของรัฐบาลโดยสมัครใจ เพราะฉะนั้นรัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยควรเพิ่ม มาตรการในการบังคับ แล้วก็เพิ่มแรงจูงใจให้กับสถาบันการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ ขณะเดียวกันก็ควรเพิ่มสิทธิ และทางเลือกให้กับลูกหนี้ในการปรับโครงสร้างนี้ด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะได้รับสินเชื่อที่เป็นทุนหมุนเวียนในระหว่างการดำเนินการ รวมถึงการที่จะลดภาระการชำระหนี้ ไม่ใช่เป็นการยืดหนี้แต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น การปรับโครงสร้างหนี้นั้น อาจจะมีความจำเป็นต้องมีการรวมหนี้มาไว้เป็นก้อนเดียว เพื่อที่จะบริหารจัดการแล้วก็ปรับโครงสร้างหนี้ได้ดีขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในเรื่องเงินทุนและงบประมาณด้วย สุดท้ายสำหรับข้อ ๕ ก็คือเรื่องของการเพิ่ม หรือการพัฒนาผู้ที่จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยหนี้ หรือให้คำปรึกษากับลูกหนี้
ประเด็นที่ ๖ ในสไลด์ถัดไป นั่นก็คือการแก้ปัญหาในเรื่องสิทธิของลูกหนี้ และกระบวนการพิจารณาคดี จำเป็นที่จะต้องมีการชี้แจงสิทธิของลูกหนี้และขั้นตอน การบังคับคดีให้ชัดเจน ปัจจุบันนี้ลูกหนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสิทธิของตน แล้วก็ยังไม่เข้าใจ ในขั้นตอนการบังคับคดีที่ชัดเจนนะครับ ขณะเดียวกันเราควรมีความพยายามในการที่จะ ผลักดันกฎหมายล้มละลาย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถฟื้นฟูสถานะการเงินของตนเอง และกลับมา ชำระหนี้ได้ ผมทราบว่าทางสภาผู้แทนราษฎรกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ประเด็นถัดมา ก็คือการเพิ่มทางเลือกของลูกหนี้ในช่วงระหว่างการดำเนินคดี หรือมีคำสั่งยึดทรัพย์นะครับ อย่างเช่น เรื่อง Asset Warehousing เป็นต้น สุดท้ายก็คือการทบทวนเงื่อนไขการบังคับคดี ในลักษณะที่ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบ ทำให้ลูกหนี้ได้รับมูลค่าทรัพย์ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ออกจากงาน หากถูกประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นต้น
ประเด็นที่ ๗ ก็คือการเพิ่มความรอบรู้ด้านการเงินของประชาชน ซึ่งเรา อาจจะแบ่งตามช่วงวัย เช่น วัยเรียน วัยทำงาน วัยเตรียมเกษียณ หรือวัยผู้สูงอายุ หรือแบ่งตามกลุ่มเป้าหมายการทำงาน เช่น กลุ่มที่ทำงานประจำ กลุ่มที่ทำงานอิสระ กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งแต่ละกลุ่มนั้น จะมีวิธีการในการบริหารต่างกัน