พลเอก สายัณห์ สวัสดิ์ศรี หารือประเด็นปัญหากิจการกระจายเสียงที่ค้างคามายาวนานตั้งแต่สมัย กสทช. ชุดก่อน โดยชี้ถึงปัญหาการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างวิทยุชุมชน วิทยุธุรกิจ และกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมเสนอให้ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะเดียวกันเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายและสนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมบทบาท กตป. ให้สามารถทำงานร่วมกับ กสทช. ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบการดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติครับ กระผม รองศาสตราจารย์ คลินิก พลเอก นายแพทย์สายัณห์ สวัสดิ์ศรี กตป. ด้านกิจการกระจายเสียง ผมขออนุญาต พาดพิงไปยังท่านนิคม แล้วก็ท่านวิทยานะครับ ที่ถามมาเรื่องของกิจการกระจายเสียง คือผมขออนุญาตพูดภาพรวมสักนิดหนึ่งว่า ปัญหาของกิจการกระจายเสียงมีมาตั้งแต่ กสทช. ชุดที่แล้ว โดยการอนุมัติคลื่นความถี่ให้กับวิทยุสาธารณะก็คือ กองทัพบกและกรมประชาสัมพันธ์ ก็คือวิทยุสาธารณะ อันดับที่ ๒ ก็ได้ทำการประมูลคลื่นความถี่ให้กับกิจการกระจายเสียง ที่เป็นเชิงธุรกิจ ก็จะมี อสมท. Green Wave ลูกทุ่ง Radio ต่าง ๆ นะครับ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง
และส่วนสุดท้ายที่ท่านนิคมถามมาก็คือ เรื่องของวิทยุชุมชน ผมเรียนได้ว่า วิทยุชุมชนก็กำเนิดเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปีนะครับ ในส่วนนี้สิ่งที่ผม ไปสัมผัสก็คือ ด้วยความเห็นใจ แต่ก็อย่างที่เรียนแล้ว คือทาง กสทช. ก็ต้องดำเนินการ ตามข้อกฎหมายที่จะต้องไม่ให้คลื่นความถี่มีการซ้ำซ้อนกันนะครับ คราวนี้ประเด็นก็คือว่า ขณะนี้ ๓ ส่วนที่ผมกล่าวมานี้ มันมีความขัดแย้งและย้อนแย้งตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น วิทยุสาธารณะ ก็มีการเช่าช่วงออกอากาศต่าง ๆ ซึ่งก็ทำให้วิทยุของภาคธุรกิจ เขาก็ต่อว่า มายัง ๒ ส่วนนี้ แล้วก็วิทยุชุมชนด้วย ดังนั้นการแก้ปัญหาตรงนี้ผมก็ได้เรียนกับทาง กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียงแล้วว่า ขณะนี้ทาง กตป. กิจการกระจายเสียง แล้วก็ทาง กสทช. กิจการกระจายเสียง ก็จะทำงานคู่ขนานกัน ก็คือ Check and Balance ก็หมายความว่า เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเราเข้าไปที่ อสมท. ด้วยกัน แล้วก็รับฟังปัญหาต่าง ๆ ก็เลยเข้าใจ มากยิ่งขึ้น ก็เป็นการติดตาม ตรวจสอบเชิงรุก แล้วก็เป็นการเรียกว่า มีความมีส่วนร่วมด้วย และในวันพรุ่งนี้ทาง กสทช. กิจการกระจายเสียง แล้วก็ กสทช. ด้านโทรทัศน์ รวมทั้ง กสทช. ด้านกฎหมาย ก็จะไปที่กรมประชาสัมพันธ์ก็จะมีการคุยกับ สวท. ทั่วประเทศนะครับ เช่นเดียวกันปัญหาของกรมประชาสัมพันธ์ ก็จะมีปัญหาเรื่องงบประมาณน้อย กิจการ กระจายเสียงซึ่งเป็นหลักอยู่ก็ดำเนินการได้ค่อนข้างจะจำกัด สุดท้ายเลยเรื่องของตัววิทยุ ชุมชนนะครับ ก็มีปัญหาว่าในสิ้นปีนี้ก็จะต้องยุติการทดลองออกอากาศ ประเด็นตรงนี้ ผมคิดว่า กสทช. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องเยียวยา แต่การเยียวยาของทาง กสทช. เท่าที่ผมได้ติดตามอย่างใกล้ชิดก็ทราบว่า กระทำได้ยาก เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ ให้อำนาจ กสทช. ในการที่จะเยียวยาโดยตรง ไม่เหมือนกับโทรทัศน์ดิจิทัลที่เมื่อเอาคลื่น มารวมกันแล้วไปประมูลให้กับมือถือ แล้วก็ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง ก็เอาเงินจำนวนนี้มาเยียวยา ทางโทรทัศน์นะครับ อันนี้ผมขออนุญาตกลับมายังส่วนของกิจการกระจายเสียง กับกิจการ โทรทัศน์เช่นเดียวกันมีปัญหาคล้ายกันก็คือในปี ๒๕๗๒ ก็คงจะเริ่มมีผู้ล้มหายตายจาก จากวงการนี้ ผมอยากจะเสนอว่าในส่วนนี้ทาง กสทช. จะต้องมีนโยบายในการไม่เอาเรื่องของ ประโยชน์ก็คือ การประมูลคลื่นความถี่จากกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ แต่กฎหมาย ทาง พ.ร.บ. ได้กำหนดให้ต้องประมูล นี่ก็คือสิ่งที่ทาง กสทช. ก็ลำบากใจ แต่สิ่งนี้มันมี ความลึกซึ้ง ผมอยากจะให้ทางท่านประธาน ผ่านไปยังผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรตินะครับ เข้าใจถึงความยากในขั้นตอนต่าง ๆ ดังนั้นสำหรับกิจการกระจายเสียงคงจะต้องแก้ โดย ๓ Party ก็คือ กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพบก ในการคืนคลื่น เช่าคลื่นอะไรต่าง ๆ ต้องมาตกลงกัน ส่วนที่ ๒ ก็คือทางวิทยุธุรกิจ แล้วส่วนที่ ๓ ก็คือวิทยุชุมชน ขณะนี้ ผมเรียนได้ว่า เรากำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น แล้วก็จะได้เรียนในรายงานครั้งต่อไปนะครับ
ประเด็นสุดท้ายนะครับ ในส่วนเรื่องของการทำงานของ กตป. กับ กสทช. ผมเรียนได้ว่าการทำงานของ กตป. กับ กสทช. เป็นการทำงานแบบคู่ขนาน Check and Balance นะครับ ขณะนี้ผมเรียนว่าด้านการพิจารณางบประมาณ และค่าใช้จ่ายตอบแทน ต่าง ๆ ของ กตป. จำเป็นจะต้องมีการแก้ไขข้อกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนว่าทาง กสทช. ก็มีความตั้งใจที่จะพยายามช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ แต่มันมีหลายอย่างที่กฎหมายต่าง ๆ ยังไม่ได้ให้ไว้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้ทาง กตป. เราก็ได้เสนอไปยังคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อให้ทาง กตป. สามารถ ที่จะทำงานคู่ขนานกับ กสทช. เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ โดยตั้งโครงการสนับสนุน การทำงานของ กตป. และให้ กตป. สามารถที่จะแต่งตั้งอนุกรรมการในการทำงานให้กับ กตป. แต่ละด้านซึ่งเรามีอยู่ ๕ ด้านนะครับ ด้านละ ๑ คณะ แล้วก็จะเป็นด้านรวม ๑ คณะ ซึ่งตรงนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้งบประมาณจาก กสทช. และยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกที่ทาง กตป. เราจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๓๔ ในการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นแก๊ง Call Center หรืออะไรต่าง ๆ แต่ที่ผ่านมา กตป. ไม่ได้ใช้อำนาจตรงนี้เลย เพราะการจะเชิญใครมาก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าเครื่องบิน ค่าที่พักอะไรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่เรา กตป. อึดอัดนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากทาง กสทช. ด้วยนะครับ จบเรื่องชี้แจงครับ ขอบพระคุณครับ