ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายรายงาน กสทช. ประจำปี 2566 โดยเน้นปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคและเรียกร้องให้เร่งแก้ไขอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดจากผู้ให้บริการในพื้นที่ชายแดน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง โดยวิพากษ์วิจารณ์มาตรการของ กสทช. ที่ยังเป็นเพียงการตั้งรับและไม่ทันกับสถานการณ์ พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในโครงการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์และการควบคุมการใช้ซิมการ์ดจำนวนมากที่อาจเอื้อให้เกิดการหลอกลวงประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายรายงานของ กสทช. ประจำปี ๒๕๖๖ ที่ได้รายงาน แล้วก็ท่านประธาน กสทช. และท่านกรรมการได้กรุณาชี้แจงถึง รายงานปี ๒๕๖๖ กสทช. มีอำนาจในการจัดสรรวิทยุคลื่นความถี่ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กำกับดูแลการประกอบกิจการให้สอดคล้องกับ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ควบคู่กับคุ้มครองผู้บริโภค และคุ้มครองเสรีภาพในการสื่อสาร นี่คือภารกิจของ กสทช. ภารกิจที่กว้างขวางนี้ผมไม่สามารถอธิบายใน ๗ นาทีได้ ผมขอเลือก เฉพาะประเด็นเดียว นั่นคือประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภค ท่านประธาน กสทช. ได้เขียนไว้ ในรายงานฉบับนี้บอกว่า การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคม และการส่งเสริมเสรีภาพของประชาชนนั้น ได้กำหนดมาตรการไว้ทั้งหมด ๕ มาตรการ ก็คือแนวทางปฏิบัติดูแลการส่ง SMS ยกระดับการกำกับลงทะเบียน เร่งตรวจสอบการจับกุมผู้กระทำผิดลักลอบสัญญาณ ให้บริการโทรคมนาคม และดำเนินการ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แล้วก็สร้างความรู้ให้กับประชาชน ผมนั่งดูแล้วนะครับ ในการที่จะป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ท่านเขียนไว้นั้นค่อนข้างเป็นแบบตั้งรับ ตัวผมเองอยู่ใน กรรมาธิการในส่วนของคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ เคยไปดูตรงชายแดนจังหวัดสระแก้ว ในการให้บริการของผู้ให้บริการที่ทาง กสทช. กำกับดูแลผู้ให้บริการหลายสิบบริษัทนั้น บางทีไปตั้งสายตั้งเสา ส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีสัญญาณไป ๓๐ กิโลเมตร ระยะหวังผล ๕-๘ กิโลเมตร แล้วบริษัทที่เป็นพวกอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่อยู่นะครับ เขาก็ไปตั้ง บริษัทตามแนวตะเข็บชายแดนรอบประเทศไทย คือ กัมพูชา พม่า เมียนมา มาเลเซีย และประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ แล้วก็มาหลอกลวงทางเทคโนโลยีกับพี่น้องประชาชนคนไทย ถามว่าเราเปิดบริการให้ผู้ใช้บริการนั้น ให้บริการได้สตางค์นะครับ แต่หนึ่งในผู้ให้บริการ ทำไม กสทช. ไม่ไปกำกับดูแลเลยว่า มาตรการในการป้องกันไม่ให้อาชญากรรมตรงนี้ เข้ามาหลอกลวงเรา ตอนนี้แก้ไม่ได้ครับ มีมูลค่าสูญเสีย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ทางรัฐบาล ได้แถลงขึ้นมา ตรงนี้ กสทช. ได้ทำอะไรอยู่ มาตรการที่ท่านพูดไว้แค่ตั้งรับ ผมได้ดูลึก เข้าไปในประเทศข้างเคียงของเรา ประเทศสิงคโปร์ เขามีการบล็อกเว็บไซต์ โดยตำรวจ และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ให้ผู้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อกเว็บไซต์สงสัย ๕๐๐ เว็บ ในปี ๒๕๖๓ ตั้งนานแล้วนะครับ ปี ๒๕๖๗ มากกว่านี้อีก และอีก ๑๒,๐๐๐ เว็บไซต์ ในปีถัดมา ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ เพิ่มเรื่อย ๆ นะครับ มีการบล็อกการโทรเข้าจากต่างประเทศ เป็นสายที่ต้องเข้าข่ายหลอกลวง เป็นสัญญาณประดิษฐ์ กรองให้บริษัทโทรคมนาคมผู้บริโภค และมีสัญญาณบอกเตือน Spam แล้วมีเครื่องหมายบอกว่านี่ Spam ตรงนี้ไปในการคัดกรอง เขาทำครับ เรามีอะไรบ้างที่ต้องทำ เราเคยเตือนประชาชนไหมครับ เขาจัดทำโครงการ นำร่องเพื่อลงทะเบียนระบุตัวตนผู้ส่งข้อความสั้น เราทำแค่ไหนในการป้องกันในเชิงรุก และเขารุกจนกระทั่งเขาตรวจสอบโดยละเอียด แล้วมีหน่วยงานที่กำกับดูแลให้ทันท่วงที กับสถานการณ์ ไม่ใช่แค่ออกประกาศ มีมาตรการอย่างโน้น มาตรการอย่างนี้ แต่ไม่ได้ ทำอะไรเลย ผมดูในรายงานฉบับนี้ตอนท้ายมันก็มีในส่วนของรายงานในส่วนของหน้าที่ ๒๖๗ ก็มีโครงการอันหนึ่งเขาบอกว่า ยุทธศาสตร์ที่ ๕ โครงการประสิทธิภาพในการตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ มีงบประมาณทั้งหมด ๑๙,๘๙๖ ล้านบาท ปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ เบิกเสร็จแล้ว บอกว่าทำเสร็จแล้ว ถามว่าในการตรวจสอบข้อมูลวิเคราะห์ เอามาทำอะไรครับ เพราะการแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็ไม่มี นี่คือใช้เงิน ๑๙,๖๐๐ ล้านบาท แต่ไม่ได้มีการป้องกันในการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ได้ใช้อะไรเลย เพียงแค่เบิกไปใช้ ๒ ปีแล้ว แล้วบอกว่า ทำเสร็จแล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีไม่มีครับ ผมมาตรวจสอบดูอีกอันหนึ่งก็ลงไปอีก ก็คือในเรื่องของผู้ถือ SIM นะครับ ผู้ถือ SIM Card จำนวนคนละ ๑-๑๐๐ รายเลขหมาย กรรมาธิการได้ตรวจสอบแล้วครับ ประมาณ ๔ ล้านคน ๔ ล้านคน คูณ ๑๐๐ เลขหมายไปเถอะครับว่าเท่าไร ๔๐๐ ล้านนะครับ ถ้าไม่ถึงนะครับ แล้ว ๑๐๐ ล้านเลขหมายขึ้นไป ๕ ล้านคน อย่างต่ำคือ ๑๐๐ ล้าน ก็คือ ๕๐๐ ล้าน เป็น ๑,๐๐๐ ล้านเลขหมาย ที่อยู่ในคนที่ถือ มีข้อตอบจากที่กรรมาธิการได้ถามในส่วนของ กสทช. มาตอบ เขาบอกว่า มีบางหน่วยบริการ เช่น Grab เช่น การสั่งซื้อเขาใช้ ทำไมไม่ตรวจสอบให้ละเอียดว่าอันไหนที่สั่งซื้อ แล้วทำไมปล่อยให้ทั่วไปให้มาใช้บริการ อย่างนี้แล้วมาหลอกลวงคนในประเทศ ไม่กลั่นกรองอย่างละเอียดล่ะครับ ผมได้สอบถาม ตอนต้นปี ๒๕๖๗ บอกว่า มีการเรียกมาแล้วแต่เพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เข้ามาในส่วนของ ประมาณ ๖-๑๐๐ เลขหมาย แต่ในส่วนอื่นเพียงแค่ประมาณสัก ๑๕ เปอร์เซ็นต์เอง แล้วทำ อะไรอยู่ครับ ปี ๒๕๖๖ ไม่ทำอะไรเลยในส่วนนี้นะครับ แล้วปล่อยให้คนเขาไปทำได้อย่างไร ต่อมาในส่วนของบริษัทที่ให้บริการ ต่างประเทศเขามีการตรวจสอบกันอย่างละเอียดแล้ว แต่ของเราไม่ทำสัญญา ไม่มีข้อตกลงเพิ่มเติม ไม่ออกกฎเพิ่มเติม อันไหนที่ไม่มีอำนาจ เสนอเข้ามาเดี๋ยวเราออกกฎหมายให้ การประสานกับธนาคารที่จะทำเทคโนโลยีในการโอน เราได้ประสานบ้างไหมครับ หรือว่าทำงานแบบเหมือนข้าราชการประจำทั่วไป แค่ออก ประกาศ แล้วนี่คือมาตรการนี้เสร็จแล้ว แค่ทำระบบวิเคราะห์ข้อมูลแต่ไม่เคยทำอะไร ในเชิงรุกเลย แล้วเงิน ๑๙,๖๐๐ ล้านบาท ใน ๒ ปีที่ผ่านมาไปทำอะไรอยู่ ท่านมาเยอะนะครับ วันนี้มาเยอะมาก แต่ถามว่าท่านได้ทำและปกป้องคนได้หรือไม่ ผมยังไม่เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ ของงานที่ท่านได้ใช้เงินมากขนาดนี้ได้ป้องกันบุคลากร ประชาชนที่ถูกหลอกลวงโดยแก๊ง ออนไลน์ แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติจะแก้ไขปัญหาได้เลย ท่านมีอำนาจในอยู่มือ ท่านไม่ได้ทำ ขอฝากให้ท่านกลับไปทบทวน อย่าใช้แต่แค่ที่ท่านประธานเขียนไว้ในรายงานฉบับนี้ แต่ไม่ได้ มีมรรคผลอะไรเลย เพียงแค่รูปแบบแต่เนื้อหาทำอะไรไม่ได้ เพียงแค่ตั้งรับ แต่รุกอะไร แก้ไขปัญหาไม่ได้ ประเทศอื่นเขาไปถึงไหนแล้ว กสทช. อย่าอ่อนแอขนาดนี้ครับ ผมฝาก ด้วยความเคารพครับ