พริษฐ์ วิจารณ์การล่าช้า-เสนอเร่งรื้อโครงสร้างอำนาจ คสช.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. พร้อมแสดงความยินดีที่กฎหมายดังกล่าวได้รับการผลักดัน แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าเกือบ 358 วัน รวมถึงความไม่สม่ำเสมอในการตีความร่างกฎหมายว่าเกี่ยวกับการเงินหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการพิจารณาร่างในสภาชุดก่อน พร้อมเรียกร้องให้ประธานสภาและสำนักงานเลขาธิการมีความชัดเจนและสอดคล้องกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังวิพากษ์การล่าช้าในการรับรองร่างกฎหมายจากฝ่ายค้านที่สะท้อนเจตนาไม่ต้องการให้ร่างดังกล่าวผ่านโดยไม่มีร่างคู่ขนานจากฝ่ายรัฐบาล พร้อมเสนอให้เร่งผลักดันกฎหมายเพื่อรื้อโครงสร้างอำนาจที่ละเมิดสิทธิประชาชนและเปิดทางให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรค ก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ ยกเลิกประกาศและคำสั่งของ คสช. ซึ่งพอนับรวมกันแล้วทุกฉบับนั้น ก็มีการเสนอให้มี การยกเลิกประกาศคำสั่งอยู่ที่ประมาณเกือบ ๘๐ ฉบับด้วยกัน ท่านประธานครับ ในมุมหนึ่งวันนี้ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะมาพิจารณาเดินหน้า ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. แบบยกชุด ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการรื้อมรดก ประเภทหนึ่งของคณะรัฐประหาร และเป็นการยืนยันหลักการที่สำคัญว่าไม่ควรมีกฎหมาย ฉบับไหนที่บังคับใช้กับพี่น้องประชาชน ที่พี่น้องประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ ผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ในอีกมุมหนึ่งครับท่านประธาน วันนี้ ผมก็ต้องยอมรับว่าผมรู้สึกเสียดายที่เราได้ใช้เวลาถึง ๓๕๘ วัน นับตั้งแต่วันที่อดีตผู้ก่อ รัฐประหารและหัวหน้า คสช. ได้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กว่าร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก ประกาศและคำสั่ง คสช. แบบยกชุดเหล่านี้จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น วันนี้ผมอยากจะใช้เวลาในการอภิปรายให้ท่านประธานได้เห็นว่าความล่าช้าที่ผ่านมานั้น มันเกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร และเราควรจะมีบทเรียนอย่างไร สำหรับสภาและรัฐบาล ในการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน เพื่อทำให้การผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์สำหรับ พี่น้องประชาชนนั้นมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ท่านประธานครับ หากเราย้อนไปดูเส้นทางการเดินทางของร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. ที่ถูกเสนอ โดยเพื่อนสมาชิก คุณรังสิมันต์ โรม และ สส. จากอดีตพรรคก้าวไกล ท่านประธานจะสังเกต เห็นครับว่าเราได้เสนอร่างดังกล่าวสู่ท่านประธานตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๖ แต่ร่าง ดังกล่าวก็ต้องเผชิญกับวิบากกรรมในหลายขั้นตอน ที่ทำให้ร่างนั้นถูกบรรจุเข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุมสภาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ แล้วทำให้เรามีบทเรียน ๓ บทเรียน สำคัญด้วยกัน

บทเรียนที่ ๑ ที่เราได้จากวิบากกรรมของการเดินทางร่างของคุณรังสิมันต์นั้น ก็คือบทเรียนที่ว่าทางประธานสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้น ในมุมมอง ของผมควรจะมีความคงเส้นคงวากว่านี้ ในการตีความและวินิจฉัยเรื่องของร่างกฎหมาย การเงิน ท่านประธานครับ ที่ผมพูดแบบนี้ท่านประธานจะสังเกตเห็นว่า เมื่อเราได้เสนอร่าง ของคุณรังสิมันต์ไปที่ท่านประธาน วิบากกรรมแรกที่เราต้องเผชิญครับ คือการที่ร่างดังกล่าวนั้น ถูกท่านประธานวินิจฉัยว่าเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งแน่นอนครับตามขั้นตอนของ รัฐธรรมนูญนั้น ก็จะทำให้ร่างดังกล่าวยังไม่สามารถถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม สภาได้ จนกว่าจะมีคำรับรอง หรือว่าลายเซ็นของนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจครับว่าทุกขั้นตอนนั้น ก็เป็นไปตามมาตรา ๑๓๓ ของรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ผมเข้าใจไม่ค่อยจะได้ครับ ก็คือเหตุใด ร่างดังกล่าวที่ถูกเสนอโดยคุณรังสิมันต์ และ สส. พรรคก้าวไกล ณ เวลานั้นถึงถูกตีความว่า เป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน ทั้ง ๆ ที่ร่างที่ถูกเสนอโดยอาจารย์ปิยบุตร และ สส. พรรคอนาคตใหม่ ในสภาชุดที่แล้ว ชุดที่ ๒๕ ซึ่งมีเนื้อหาที่เหมือนกันในทุกมาตราและทุกคำพูด ทุกประการ กลับไม่ได้ถูกตีความว่าเป็นร่างการเงิน และในที่สุดถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีมติไม่เห็นชอบในชั้นรับหลักการเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ปี ๒๕๖๔

บทเรียนที่ ๒ ที่เราได้จากวิบากกรรมของร่างของคุณรังสิมันต์ในวันนี้ ก็คือบทเรียนที่ว่าทางนายกรัฐมนตรีนั้นควรจะใจกว้างกว่านี้ ในการรับรองกฎหมายการเงิน ที่ถูกเสนอโดย สส. พรรคฝ่ายค้าน โดยที่ยังไม่มีร่างของรัฐบาลนั้นเข้ามาประกบ ในเชิงหลักการครับ แม้ร่างของคุณรังสิมันต์อาจจะถูกตีความในรอบนี้ว่าเป็นร่างเกี่ยวด้วย การเงิน แต่ความล่าช้าทั้งหมดนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลยครับ หากท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ลงนามรับรองให้กับร่างดังกล่าวได้ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาโดยเร็ว แต่ในความเป็นจริงครับท่านประธาน เราจะเห็นว่าแม้ร่างของคุณรังสิมันต์จะถูกส่งไปที่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ปี ๒๕๖๖ แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ดองร่างดังกล่าวไว้ถึง ๙ เดือน กว่าจะเซ็นรับรองให้ร่างดังกล่าวได้เข้าสู่สภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งก็บังเอิญครับตรงกับห้วงเวลาที่ร่างของคณะรัฐมนตรีในหัวข้อเดียวกันถูกจัดทำเสร็จ เรียบร้อยพอดี ถ้าท่านจะอ้างว่าต้องใช้เวลาไปกว่า ๙ เดือน เพื่อจะศึกษาผลกระทบร่างของ คุณรังสิมันต์ต่องบประมาณแผ่นดิน ผมก็คิดว่าฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะภาระงบประมาณเดียว ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น ที่เรากำลังพูดถึงนี้ ก็คือเรื่องของการชดเชยค่าเสียหายต่าง ๆ ที่ก็คงไม่ได้สูง อะไรมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณแผ่นดินในภาพรวม ถ้าท่านจะอ้างว่าต้องใช้ เวลา ๙ เดือน เพื่อศึกษาว่าร่างของคุณรังสิมันต์นั้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ผมก็คิดว่าฟังไม่ขึ้นเช่นกันครับ เพราะว่ารัฐบาลก็ได้ประกาศเรื่องนโยบายของการยกเลิก ประกาศและคำสั่ง คสช. ตั้งแต่วันแรกที่ท่านโฆษกรัฐบาลนั้นแถลงข่าวต่อพี่น้องสื่อมวลชน หรือถ้าท่านจะอ้างว่าต้องใช้เวลาไปกว่า ๙ เดือน เพื่อให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการยกเลิก คำสั่งประกาศ คสช. นั้นได้เข้าสภาพร้อมกันทุกฉบับ ก็ฟังดูจะไม่ค่อยขึ้นเช่นกันครับ ท่านประธาน เพราะสภาแห่งนี้ ชุดนี้ชุดที่ ๒๖ เราก็ได้เดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับ การยกเลิกคำสั่ง คสช. ไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นฉบับที่ ๑๔/๒๕๕๙ เกี่ยวกับการบริหาร ชายแดนใต้ หรือฉบับที่ ๘/๒๕๖๐ เกี่ยวกับการคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น มันเลยอดคิดไม่ได้ ครับท่านประธานว่า เหตุผลหลักที่ร่างกฎหมายของคุณรังสิมันต์นั้นถูกดองไว้เป็นเวลา ๙ เดือน ก็เป็นเพียงเพราะนายกรัฐมนตรีนั้น จะไม่ยอมเซ็นรับรองร่างกฎหมายของฝ่ายค้านให้เข้าสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากไม่มีร่างของ ครม. หรือร่างของพรรครัฐบาลประกบ ซึ่งข้อสันนิษฐานนี้ก็ดูจะมีมูล เพราะพอเราไปดูข้อมูลที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้รวบรวมมา เราจะเห็นครับว่า ในบรรดาร่างกฎหมายการเงิน ๓ ฉบับ นับถึงวันนี้ที่พรรค ก้าวไกล หรือพรรคแกนนำฝ่ายค้านเสนอ และนายกรัฐมนตรีให้คำรับรองนั้น ไม่มีฉบับไหน เลยครับที่ไม่มีร่างของ ครม. หรือของพรรครัฐบาลเข้ามาประกบ

ส่วนบทเรียนสุดท้ายครับ บทเรียนที่ ๓ ที่เราได้จากวิบากกรรมในเรื่องนี้ นั่นก็คือบทเรียนที่ว่ารัฐบาลควรจะมีความหนักแน่นมากขึ้น ในการเสนอและผลักดัน กฎหมายที่มีเนื้อหาสาระที่เพิ่มเติม และนอกเหนือจากเนื้อหาสาระที่หน่วยงานราชการนั้น เสนอขึ้นไป เพราะแม้รัฐบาลจะไม่ยอมให้กฎหมายการเงินของพรรคฝ่ายค้านได้เข้าสภา โดยไม่มีร่างของ ครม. หรือร่างของพรรครัฐบาลเข้ามาประกบ แต่ในเชิงหลักการครับ กระบวนการในการยกร่างของ ครม. นั้น ก็ไม่ควรจะต้องใช้เวลาถึง ๙ เดือน หากรัฐบาล มีธงหรือแนวทางที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าต้องการจะยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. ประเภท ไหนบ้าง ใช้เกณฑ์อะไรบ้าง แต่ในความเป็นจริงครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิก คุณรังสิมันต์ ได้อภิปรายไว้เมื่อสักครู่ และอย่างที่เราได้ทราบจากการพูดคุยกับทางตัวแทนหน่วยงาน และตัวแทนกฤษฎีกา ในการประชุมวิปฝ่ายค้านเมื่อวาน ทาง ครม. กลับไม่ได้มี Idea หรือแนวทางอะไรอยู่ในมือเลย แต่กลับใช้วิธีการในการขอให้หน่วยงานในแต่ละกระทรวงนั้น เขียนความเห็นกลับมาครับว่า ประกาศคำสั่ง คสช. ฉบับไหนบ้าง ที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป หน่วยงานไหนตอบกลับมา ท่านก็เอารายชื่อประกาศคำสั่งดังกล่าวไปอยู่ในบัญชีแนบท้าย ของร่างกฎหมาย หน่วยงานไหนไม่ตอบกลับมาท่านก็ปล่อยผ่านไปเลย แล้วพอรวบรวม ทุกประกาศคำสั่ง คสช. ที่หน่วยงานตอบกลับมาแล้ว ผมก็ทราบจากทางตัวแทนกฤษฎีกา ว่าทาง ครม. นั้น ก็ไม่ได้เพิ่มประกาศคำสั่งอะไรเข้าไปเพิ่มเติมอีกเลย มันเลยไม่น่า แปลกใจครับท่านประธาน เพราะนอกจากจะใช้เวลาหลายเดือนในการทำกระบวนการนี้แล้ว แต่ประกาศคำสั่งหลายฉบับที่อยู่ในร่างของ ครม. ในวันนี้นั้น จึงเป็นเพียงประกาศคำสั่ง ที่หน่วยงานเสนอให้ยกเลิก เพราะเหตุผลทางธุรการ หรือเป็นเพียงประกาศคำสั่งที่สิ้นสภาพไป โดยปริยายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง ที่ ๑๑/๒๕๕๗ เกี่ยวกับเรื่องการสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๗ หรือคำสั่ง ที่ ๑๖/๒๕๖๑ เรื่อง การแบ่งเขตเลือกตั้งและการสรรหาผู้สมัครในการ เลือกตั้ง ๒๕๖๒ ที่เกิดขึ้นไปแล้ว ค่อนข้างแตกต่างจากประกาศคำสั่ง คสช. ที่อยู่ในร่าง กฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส. แม้กระทั่ง สส. จากพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทยที่มี หลายฉบับที่เป็นเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งและประกาศที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนจริง ๆ ดังนั้น แม้เวลาที่เราได้สูญเสียไปจากความล่าช้าที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ทำให้เราได้มาซึ่งร่างกฎหมาย เรื่องการยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. ที่มีเนื้อหาที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับร่าง ต่าง ๆ ที่ถูกเสนอโดย สส. มาก่อนหน้านี้ แต่อย่างน้อยวันนี้ครับ ก็จะเป็นก้าวสำคัญในการ ร่วมมือกันเดินหน้ารื้อมรดกของคณะรัฐประหาร ในส่วนของประกาศคำสั่ง คสช. ซึ่งผมหวังว่า จะถูกต่อยอดด้วยการร่วมมือกันเดินหน้า ยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญ ในที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาในเร็ว ๆ นี้ เพื่อปลดล็อกให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากประกาศ และคำสั่งอื่น ๆ ที่อาจจะยังไม่ได้ถูกยกเลิกผ่านกฎหมายฉบับนี้ มีโอกาสได้โต้แย้งถึง ความชอบด้วยกฎหมาย และความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศและคำสั่งดังกล่าว โดยเฉพาะในกรณีที่ประกาศและคำสั่งดังกล่าวนั้นเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ของพี่น้องประชาชนทุกคนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน