รังสิมันต์ โรม หารือร่างพระราชบัญญัติเพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดหลักนิติธรรม พร้อมตั้งคำถามต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่เกิดจากคณะรัฐประหาร และเรียกร้องให้ขจัดมรดกทางกฎหมายจากการรัฐประหารเพื่อผลักดันการคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งมีหลักการที่กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มีเนื้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดกับ หลักนิติธรรม
สำหรับเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้นั้น ผมต้องเรียนต่อ ท่านประธานว่าตลอดช่วงเวลาของการครองอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำโดย หัวหน้าคณะรัฐประหาร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้กระทำการยึดอำนาจไปจาก ประชาชน เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยจำนวนมากนั้น มีเนื้อหาที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน ขัดต่อหลักนิติธรรม ขัดต่อหลัก ความยุติธรรม หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตัวมันเอง แต่ประกาศและคำสั่งเหล่านี้ ไม่มีทาง ที่จะขัดต่อกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๙ ได้รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไว้ทั้งหมด แม้ว่าคณะรัฐประหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะได้ยกเลิกประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติไปแล้วหลายฉบับ แต่ก็ยังคงหลงเหลือประกาศ และคำสั่ง อีกจำนวนมากที่ยังมีเนื้อหาละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน ขัดกับหลักนิติธรรม และปราศจากการมี ส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในด้านเสรีภาพ เศรษฐกิจ สังคม และชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ประกาศและคำสั่งเหล่านี้ ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขัดกับหลักประชาธิปไตย ในขณะที่ประเทศไทยของเราครับท่านประธาน กำลังทยอยกลับเข้าสู่ระบบปกติ จึงไม่มี ความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องคงประกาศและคำสั่งเหล่านี้ไว้ เพื่อให้ประเทศไทยได้เริ่มต้น กลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ เพื่อทำความเข้าใจถึงสภาพปัญหาของบรรดาคำสั่งประกาศของ คสช. นั้น ผมจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอรรถาธิบายให้เข้าใจถึงสภาพปัญหาของระบบกฎหมายไทยตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือ ระบบกฎหมายของเรานั้น โดยเฉพาะศาลได้ยอมรับประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหาร เสมอมา ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๔๕/๒๔๙๖ ข้อเท็จจริงได้ความว่า พ.ศ. ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ การบริหารประเทศชาติ ในลักษณะเช่นนี้ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก และออก กฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติ เพื่อบริหารประเทศชาติต่อไป มิฉะนั้นประเทศชาติ จะตั้งด้วยความสงบไม่ได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์ หรือคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ ที่วินิจฉัยว่า เมื่อคณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติ สั่งบังคับประชาชน ก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมา ด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร สภานิติบัญญัติ ก็ถือเป็นกฎหมายที่ใช้ บังคับในการปกครองในลักษณะเช่นนั้นได้ หรือใหม่ ๆ เลยครับท่านประธาน คำพิพากษาที่ อ. ๑๘๐๕/๒๕๕๘ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจาก รัฐบาลรักษาการไปอย่างเบ็ดเสร็จ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรีและวุฒิสภาสิ้นสุดลง ประเทศไทยในขณะนั้นจึงไม่มี หน่วยงานใดที่จะทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ แต่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาใช้ อำนาจรัฏฐาธิปัตย์แทน ซึ่งแม้การได้มาซึ่งอำนาจนั้นเป็นวิธีการที่ไม่เป็นไปตามครรลองของ ระบอบประชาธิปไตย ดังที่โจทก์ทั้ง ๑๕ กล่าวอ้าง และจะมีความชอบธรรมในการได้มา ซึ่งอำนาจหรือไม่ ก็เป็นกรณีที่ต้องไปว่ากล่าวกันในด้านอื่น แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังมีอำนาจในเชิงข้อเท็จจริงว่าเป็นคณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารนิติบัญญัติ โดยควบคุม กลไกและหน่วยงานของรัฐได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่บัญญัติโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีสภาพเป็นกฎหมาย
ท่านประธานครับ ผมหยิบยกคำพิพากษาของศาลฎีกามานำเรียนต่อ ท่านประธาน ก็เพื่อจะบอกว่า ระบบกฎหมายไทยของเรายอมรับให้คณะรัฐประหารเป็น รัฏฐาธิปัตย์ เป็นการทำลายรากฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่เรายอมรับกันว่า อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชน เพราะการรัฐประหารตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยึดอำนาจ รวบอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ การรัฐประหารเป็น การกระทำความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง มีความผิดฐานกบฏ มีโทษทางอาญาสูงสุด คือการประหารชีวิต ท่านประธานครับ พวกเราสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ บนความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน เรามีพันธกิจ ๒ กรณี คือ ๑. ต้องป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารอีกต่อไป และ ๒. คือการขจัดมรดกของ คณะรัฐประหารออกไปจากระบบกฎหมายไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ คณะรัฐประหารจะไม่ถูกรับรองให้มีความชอบธรรมใด ๆ ทางกฎหมายอีกต่อไปท่านประธานที่เคารพครับ หากเรามาพิจารณาในส่วนของเนื้อหา ของประกาศ หรือคำสั่งของ คสช. กันบ้าง เราจะพบว่าในช่วงที่ คสช. นั้นเรืองอำนาจ ได้มี การใช้อำนาจของ คสช. อย่างแพร่หลายและรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเรียก รายงาน หรือควบคุมตัวนักการเมืองในค่ายทหาร ไม่ว่าจะเป็นท่านประธานเอง คือท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็เคยถูกเรียกตัว ท่านสุทิน คลังแสง ซึ่งปัจจุบันเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และมีอีกหลายท่านในสภาแห่งนี้ ก็เคยถูกเรียกตัว หรือควบคุมตัวไปในค่ายทหารทั้งสิ้น นอกจากนั้นครับ แม้กระทั่งสื่อมวลชน อย่างกรณีของ คุณประวิตร โรจนะพฤกษ์ นักข่าวอาวุโส ก็ถูกเรียกรายงานตัวไปยังกองทัพภาคที่ ๑ หรือกรณีของนักธุรกิจครับ นักธุรกิจก็ไม่เว้นนะครับ ก็มีการเรียกรายงานตัว หรือควบคุมตัว ในค่ายทหารเช่นเดียวกัน ก็คือนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรี และแน่นอน ท่านประธานครับ นักกิจกรรมทางการเมือง นักวิชาการ ล้วนได้รับผลกระทบจาก คสช. ทั้งสิ้น นอกจากนี้ การใช้อำนาจของ คสช. ยังได้รวมไปถึงการระงับการทำธุรกรรมทางการ เงินของบุคคลที่ไม่ไปรายงานตัวตามที่กำหนด การห้ามชุมนุมทางการเมือง การดำเนินคดี ทางการเมืองต่อบุคคลต่าง ๆ ในศาลทหาร หลายรายตัดสินใจขอลี้ภัยยังต่างประเทศ การดำเนินคดีต่อชาวบ้านในประเด็นปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนไป ถึงผลกระทบจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ต่อผังเมือง เหล่านี้ล้วนเป็นผลกระทบที่ใหญ่หลวง และมากมาย จนยากที่จะคะเนได้ ยังไม่นับว่าในช่วงเวลาดังกล่าว การใช้อำนาจของ คสช. ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อยู่เหนือการตรวจสอบทางกฎหมาย นับเป็นการใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จ เด็ดขาดอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แม้ว่าอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ คสช. จะมากล้น จนเชื่อได้ว่า สามารถเสกสรรทุกสิ่งให้ปรากฏอย่างไรตามใจปรารถนาก็ได้นั้น ก็ปรากฏว่าในยุคของ คสช. นี้เอง กลับมีนักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ลี้ภัยทางการเมืองถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้าย ถูกรัดคอ ถูกทุบใบหน้าจนเละ คว้านท้องและยัดเอาเสาปูนเข้าไป แล้วนำศพไปทิ้งน้ำลอยมา ติดอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโขง เช่น นายชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือสหายภูชนะ นายไกรเดช ลือเลิศ หรือสหายกาสะลอง และยังรวมไปอีกหลายรายครับ นักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ลี้ภัยทาง การเมืองที่ได้หายสาบสูญไปในระหว่างยุคที่ คสช. มีอำนาจ เช่น นายสุรชัย แซ่ด่าน นายอิทธิพล สุขแป้น หรือ DJ ซุนโฮ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ นายชูชีพ ชีวสุทธิ์ หรือลุง สนามหลวง นายกฤษณะ ทัพไทย หรือสหาย Young Blood นายสยาม ธีรวุฒิ หรือสหาย ข้าวเหนียวมะม่วง และยังมีกรณีของคุณต้าร์ วันเฉลิม ที่ถึงแม้ว่าการสูญหายจะเกิดขึ้น หลังจากที่ยุค คสช. ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่คุณต้าร์ วันเฉลิม ต้องหนีไปที่ต่างประเทศ ต่อสู้กับ อำนาจเผด็จการ ก็เพราะ คสช. เรืองอำนาจ ยึดอำนาจไปจากประชาชน ท่านประธานครับ การกระทำของ คสช. เหล่านี้ เป็นเครื่องหมายของอำนาจอันแสนอุจาด ที่เราจะปล่อยเอาไว้ต่อไปในระบบของกฎหมาย ของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ บรรดาการใช้อำนาจเหล่านี้ คือเครื่องที่บ่งชี้ว่าครั้งหนึ่งรัฏฐาธิปัตย์ โดยการยอมรับของศาล ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางเพียงไร นำพลเรือนขึ้นศาลทหาร เพียงเพราะเขา ยืนหยัดต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของพวกเราทุกคน ครั้งหนึ่งรัฏฐาธิปัตย์โดยการ ยอมรับของศาล ได้เรียกรายงานตัวคนจำนวนมาก หากไม่ปฏิบัติตามก็อาจจะเผชิญกับโทษ จำคุก และครั้งหนึ่งรัฏฐาธิปัตย์โดยการยอมรับของศาล ได้ใช้อำนาจด้วยคำพูดสวยหรูว่า ทวงคืนผืนป่า แต่กลับกลายเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนทั่วไป อย่างมโหฬาร ท่านประธานครับ ผมทราบดีครับว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นั้น ได้ครองอำนาจมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึง ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ คิดเป็นเวลา ๕ ปี ๕๕ วัน มีการออกคำสั่งและประกาศมากมาย ซึ่งรวมไปถึงการใช้อำนาจทั่วไป เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน หากมีการรื้อบรรดาการกระทำใด ๆ ของคณะรัฐประหารเสียทั้งหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก และหลายเรื่องก็เป็นเรื่องทั่วไปของขั้นตอนทางราชการ ด้วยเหตุนี้ ในการเสนอร่างกฎหมาย ฉบับนี้จึงมุ่งเน้นไปที่เรื่องสำคัญ ๆ ซึ่งผมมีความเห็นว่าเรื่องดังกล่าวสมควรที่จะเป็นฉันทามติ ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน เช่น ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๗/๒๕๕๗ เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ที่ให้อำนาจ ข้าราชการทหารอย่างกว้างขวาง อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ ซึ่งน่าเสียดาย ทั้งสองคำสั่งที่ผมพูดมา แม้จะประจักษ์อย่างชัดเจนว่าเลวร้ายเพียงใดต่อระบบกฎหมาย ของประเทศเรา กลับไม่อยู่ในร่างของคณะรัฐมนตรีที่ถูกเสนอเข้ามา ซึ่งท่านประธานครับ ผมเองได้สอบถามเรื่องนี้ไปที่กฤษฎีกา ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านเมื่อวานว่า เพราะเหตุใด ถึงไม่มีคำสั่ง ๒ ฉบับนี้อยู่ในร่างกฎหมายของ ครม. คำตอบที่ผมได้สั้น กระชับ แต่เข้าใจ คือส่งไปถามแล้ว ไปถามหน่วยงานแล้ว แต่เขาไม่ตอบกลับมา แล้วก็จบแค่นี้ ท่านประธานครับ ไม่เป็นไร ผมพยายามมองในแง่ดีว่าทาง ครม. ในฐานะผู้รับผิดชอบกฎหมายฉบับนี้ อาจจะเห็นว่าร่างของนายรังสิมันต์ มันมีคำสั่งฉบับนี้อยู่แล้ว จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องใส่มาก็ได้ นี่ผมแก้ตัวให้กับท่าน อย่างไรก็ดี ร่างของ ครม. และร่างของผมก็มีหลายส่วนที่เห็นตรงกัน เช่น สมควรยกเลิกประกาศ คสช. ที่ ๒๖/๒๕๕๗ เรื่อง การดูแลและสอดส่องการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ หรือประกาศ คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง การกำหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติ ตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวเป็นความผิด เป็นต้น นอกจากนี้ท่านประธานครับ ผมยังมีความเห็นว่า หากเรารับหลักการในวาระนี้เรียบร้อยแล้ว เรายังสามารถที่จะใช้ โอกาสนี้ในการที่จะเพิ่มบรรดาคำสั่งประกาศของ คสช. อื่น ๆ เข้าไปอีก ในวาระที่มีการตั้ง กรรมาธิการแล้ว เพื่อทำให้การขจัดมรดกของ คสช. ออกไปให้มากที่สุด บรรดาการกระทำใด ที่ได้ริเริ่มเอาไว้เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยึดอำนาจสูงสุดไปจากปวงชนชาวไทยมาเป็นของตนเอง ถึงเวลาที่จะได้สะสางกันเสียที อย่างน้อยนี่ก็จะเป็นก้าวแรก ก้าวสำคัญของประชาชนในการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ อำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชน ขอบคุณครับท่านประธาน