พรภัทร์ ตันติกุลานันท์ พูดถึงกระบวนพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดและวิธีพิจารณาคดี โดยเฉพาะในเรื่องของคดีอาญาและทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมกับหารือเรื่องเขตอำนาจศาลและประเภทคดีต่าง ๆ และเรียกร้องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร และการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลและการจัดตั้งศาล โดยชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีการใช้ผู้พิพากษาที่เหมาะสมตามจำนวนคดีที่มี และงบประมาณที่ใช้ไม่มากนัก เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภานะครับ กระผม พรภัทร์ ตันติกุลานันท์ รองเลขานุการ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกาครับ ผมขออนุญาตเรียนดังนี้ สำหรับประเด็นที่ท่านสมาชิก อภิปรายนะครับ
ในประเด็นที่ ๑ เรื่องเกี่ยวกับกระบวนพิจารณานะครับ ซึ่งเป็นการอภิปราย ถึงเรื่องของข้อกำหนดตามมาตรา ๒๐ ที่อยู่ในมาตรา ๑๗ ของร่างมาตรา ๖ จะเรียนอย่างนี้ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวจะมีอยู่ในกฎหมายปัจจุบันอยู่แล้วนะครับ แล้วก็มีการเขียนไว้ เพื่อใช้กับคดีแพ่ง สำหรับการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ก็คือมีการบัญญัติเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้ เอามาใช้กับคดีอาญาได้นะครับ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าข้อกำหนดคดีภาษีอากรดังกล่าวนี้ จะมีลักษณะคล้ายกับข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาที่ออกตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็วิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาโดยข้อกำหนดของคดี ทรัพย์สินทางปัญญาก็จะมีการบัญญัติถึงกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของทางอาญาเช่นกันนะครับ ดังนั้นในตัวของมาตรา ๑๗ ที่มีการกำหนดดังกล่าวนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งไปจาก กฎหมายเดิมแต่อย่างใดนะครับ แล้วก็เป็นรูปแบบของกฎหมายโดยปกติอยู่แล้ว
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงมาตรา ๒๒ ซึ่งอยู่ในร่างของมาตรา ๗ ที่บอกว่าเรื่องของการแจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาที่มีท่านสมาชิกอภิปรายถึงข้อกังวลนะครับว่า การแจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาอาจจะทำให้คู่ความเสียเปรียบได้ ในกรณีที่เขาไม่ได้มาศาล ในวันนัด จะขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า ในมาตรา ๒๒ ซึ่งอยู่ในร่างของมาตรา ๗ เป็นตัวบทนะครับ เนื้อหาที่มีอยู่แล้วเดิม ส่วนที่อยู่ในร่างพระราชบัญญัติปัจจุบันเพียงแต่ กำหนดขึ้นมาว่าไม่ให้เอามาใช้กับคดีอาญาเท่านั้น เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สำหรับอีกประเด็นหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของเขตอำนาจศาล แล้วก็ประเภทคดีต่าง ๆ ขออนุญาตเรียนว่าตามร่างกฎหมายของมาตรา ๗/๑ เรากำหนดว่า คดีที่จะนำขึ้นสู่ศาลภาษี อากรได้ตามกฎหมายฉบับนี้ก็คือคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ซึ่งก็ได้แก่ ความผิดตามประมวลรัษฎากร คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร คดีความผิด ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตและคดีความผิดตามกฎหมายอื่นที่กำหนด ในพระราชกฤษฎีกานะครับ จะขออนุญาตเรียนว่าถ้าเกิดเป็นคดีความผิดอื่นซึ่งไม่ใช่คดีอาญา ตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร จะไม่สามารถขึ้นสู่ศาลภาษีอากรได้นะครับ ดังนั้นที่มี ท่านสมาชิกอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องกรณีของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของ ภาษีอากร เราจะมีศาลที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว นั่นก็คือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ คดีดังกล่าวก็จะไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่วนที่มีการอภิปรายต่อไปนะครับว่า เหตุใดจึงไม่มีการบัญญัติไว้นะครับว่า คดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต้องขออนุญาตเรียนครับว่าในชั้นนี้ตามร่างกฎหมาย ของสำนักงานศาลยุติธรรมที่เสนอมาในตอนต้นมีการบรรจุความผิดตามกฎหมายอื่นไว้อีก หลายฉบับนะครับ แต่ต่อมาได้มีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่งในชั้นกฤษฎีกา และเราก็คิดว่า ในเบื้องต้นเราจำกัดไว้ที่ตัว ๓ พระราชบัญญัติ ตามร่างมาตรา ๗/๑ ก่อนนะครับ ส่วนในอนาคตหากจะมีการเพิ่มกฎหมายอื่นเข้ามาอีกก็สามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกาได้
สำหรับประเด็นสุดท้ายที่มีการพูดถึงเรื่องของงบประมาณและบุคลากร ต้องขออนุญาตเรียนว่าอย่างนี้นะครับ ในการออกกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลนะครับ หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล เราจะมีคณะกรรมการในการพิจารณาเสียก่อนว่า ในการจัดตั้งศาลขึ้นมาใหม่ หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลจะต้องมีการใช้ ผู้พิพากษาทั้งหมดกี่คน โดยดูจากจำนวนสถิติคดีในแต่ละปีย้อนหลังและนำมาพิจารณา เปรียบเทียบ พอมาพิจารณาเปรียบเทียบเสร็จแล้วถึงกำหนดขึ้นมาว่าอัตราบุคลากรที่จะ เกิดขึ้นมีเท่าไร ยกตัวอย่างเช่นตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ เรามีการเปรียบเทียบ ออกมาแล้วว่า สถิติคดีเฉลี่ยตาม ๓ พ.ร.บ. ทั้งหมดนี้จะอยู่ที่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าคดีต่อปี จำนวนผู้พิพากษาที่ต้องใช้มีอยู่ทั้งหมด ๑๐ คน นอกจากนี้ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะไม่มีการจัดตั้งศาลภาษีอากรขึ้นมาใหม่ หรือมีการปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่ เพราะฉะนั้น งบประมาณที่ใช้ในช่วง ๓ ปีแรกนี้จะอยู่ที่ ๓๐ ล้านบาทเท่านั้น ผมขออนุญาตเรียนชี้แจง เท่านี้ครับท่านประธาน