อาสพลธ์ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ศาลภาษีอากร ยันเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดคดีค้าง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗

อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร โดยชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายฉบับใหม่เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและข้อจำกัดของกฎหมายเดิมปี 2528 เสนอให้มีการเพิ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ กำหนดขั้นตอนชัดเจน ขยายเขตอำนาจ และจัดตั้งศาลในภูมิภาค เพื่อเร่งกระบวนการพิจารณาคดี ลดการหลีกเลี่ยงภาษี และส่งเสริมความโปร่งใส เชื่อมั่นว่าจะยกระดับประสิทธิภาพระบบภาษีให้ทันสมัย รองรับความต้องการได้ดียิ่งขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณา คดีภาษีอากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยในการอภิปรายของผมจะแบ่งออกเป็น ๕ หัวข้อ ดังนี้ ส่วนที่ ๑ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ส่วนที่ ๒ ความแตกต่างของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กับกฎหมายเดิม ซึ่งตั้งตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ส่วนที่ ๓ ประโยชน์ของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ส่วนที่ ๔ ข้อเสนอแนะ และสุดท้ายคือข้อสรุป

ในส่วนที่ ๑ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธี พิจารณาคดีภาษีอากร แบ่งออกเป็น ๔ หัวข้อย่อย คือ ส่วนที่ ๑ การปรับปรุงโครงสร้าง ศาลภาษีอากร ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการปรับปรุงโครงสร้างของศาลภาษีอากร ให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของศาลภาษีอากร ในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ครอบคลุมทั้งการอุทธรณ์ คำวินิจฉัย ของเจ้าพนักงานภาษีอากร การขอคืนภาษี และข้อพิพาทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี

ส่วนที่ ๒ การระบุอำนาจและขอบเขตของศาล ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ระบุอำนาจของศาลภาษีอากรในการพิจารณาคดีต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยให้ศาลภาษีอากร มีอำนาจตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา รวมถึงการพิจารณาอุทธรณ์ คำวินิจฉัยจากเจ้าพนักงานภาษี ทำให้ประชาชนมีช่องทาง ในการต่อสู้ทางกฎหมายที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น

ส่วนที่ ๓ การกำหนดกระบวนการพิจารณาคดี ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กำหนดกระบวนการพิจารณาคดีภาษีอากรให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการกำหนดขั้นตอนที่ชัดเจนในการยื่นอุทธรณ์และดำเนินคดี ซึ่งจะช่วยลดปัญหา ความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม และมีการเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้มีการระบุจำนวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ในศาลภาษีอากรอย่าง ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดี สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่อาจจะเกิดขึ้น ความแตกต่างระหว่างร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้กับกฎหมายเดิม ซึ่งตราตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ มีทั้งหมด ๓ ข้อ ส่วนที่ ๑ โครงสร้างศาลภาษี อากร ในพระราชบัญญัติฉบับเดิม การจัดตั้งศาลภาษีอากรมีการเน้นที่การตั้งศาลภาษีอากรกลาง ที่กรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าและความแออัดในการ พิจารณาคดี แต่ในร่างฉบับใหม่มีการปรับปรุง โดยกำหนดให้มีศาลภาษีอากรที่สามารถ พิจารณาคดีได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจมีการพิจารณาจัดตั้งศาล เพิ่มเติมในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งศาลในส่วนของภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก แม้กระทั่งภาคใต้ เพื่อรองรับคดีที่มีจำนวนมากขึ้น การพิจารณาคดี ในพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๒๘ กระบวนการพิจารณาคดีมีความล่าช้า เนื่องจากการขาดแคลน ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จากเอกสารสถิติของศาลภาษี อากรกลาง พ.ศ. ๒๕๖๕ จะพบว่ามีคดีที่ค้างเก่ามา ๑๙๔ คดี และมีคดีรับใหม่ในปี ๒๕๖๕ ๑๙๖ คดี รวมทั้งหมด ๓๙๐ คดี แต่ในปี ๒๕๖๕ นี้สามารถพิจารณาพิพากษาเสร็จไปเพียงแค่ ๒๑๘ คดี เหลือคดีค้างอีก ๑๗๒ คดี ซึ่งจะทบไปในปี ๒๕๖๖ ที่ผมยกตัวอย่างมานี้เป็นข้อมูล จากศาลภาษีอากรกลาง โดยในร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ได้มีการกำหนดจำนวน ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่มากขึ้น เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาคดีให้รวดเร็ว ลดคดีค้าง ไม่ให้มีเยอะเหมือนในปัจจุบัน อำนาจศาลมีการขยายขอบเขตอำนาจของศาลภาษีอากร ให้ครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ระบุขั้นตอนการดำเนินคดี อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น

ประโยชน์ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ การปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย ภาษีอากรในร่างพระราชบัญญัตินี้ ส่งผลให้การพิจารณาคดีภาษีอากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนจะได้รับ ความยุติธรรมที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน ในระบบยุติธรรมและกฎหมายภาษีอากร ลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีและเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตามนะครับ ผมเองฝากข้อเสนอแนะ ๓ ข้อไปยังคณะกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนี้ครับ

ข้อเสนอแนะข้อที่ ๑ การเพิ่มทรัพยากรและบุคลากรที่เพียงพอ เพื่อให้ศาล ภาษีอากรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการจัดสรรทรัพยากร ที่เพียงพอ รวมถึงการเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้านภาษีอากรอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับจำนวนคดีที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต

ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรศาล ควรจัดให้มีการ อบรมและพัฒนาศักยภาพของผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดีภาษีอากรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและยุติธรรม

ข้อเสนอแนะข้อที่ ๓ ควรส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรม ในกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระบบยุติธรรมและกฎหมายภาษีอากร เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระบบยุติธรรมและกฎหมายภาษีอากร ซึ่งจะเป็นพื้นฐาน สำคัญในการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและมีเสถียรภาพ

สุดท้ายข้อสรุปร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณา คดีภาษีอากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายภาษีอากรให้มี ประสิทธิภาพและทันสมัยมากขึ้น การแก้ไขข้อบกพร่องของกฎหมายเดิมจะช่วยให้ประชาชน ได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น รวมทั้งส่งเสริมความเชื่อมั่นในระบบภาษีอากร นอกจากนี้หากเรามีศาลภาษีอากรที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพแล้ว จะทำให้ประเทศไทย ได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติมากขึ้น ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา แคนาดาและเยอรมนี ต่างมีศาลภาษีอากรที่ทำหน้าที่พิจารณาคดีภาษีอากร อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับ ระบบภาษีของประเทศ การมีศาลภาษีอากรที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทยจะไม่เพียงแค่ ส่งผลดีต่อประชาชนในประเทศ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นคงให้กับ ประเทศไทยในสายตาของนานาชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป

ด้วยเหตุนี้ผมและสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ อย่างเต็มที่ เนื่องจากเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติ เศรษฐกิจ และสังคมของเราในอนาคต ขอบคุณครับ