ธีรัจชัย สนับสนุนศาลภาษีอากรแต่เสนอเพิ่มอำนาจสอบสวนเพื่อความยุติธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗

ธีรัจชัย พันธุมาศ หารือร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากร โดยเห็นด้วยในหลักการ แต่เสนอให้เพิ่มอำนาจศาลในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อความยุติธรรม พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ระบบกฎหมายปัจจุบันที่เอื้อต่อรัฐและไม่เป็นธรรมต่อประชาชน โดยเฉพาะการขาดอำนาจสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและการแจ้งนัดผ่านการปิดหมายที่อาจทำให้เกิดการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง

นายธีรัจชัย พันธุมาศ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน พรรคผู้ต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด ท่านประธานครับ ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีคดีภาษีอากรนั้น เคยเสนอมาแล้ว ในสมัยที่ ๒๕ แต่ว่าพิจารณาวาระที่ ๒ ก็ตกไปไม่ทันเสร็จ แล้วรัฐบาลชุดนี้ก็นำมาเข้าใหม่ ในเชิงของหลักการเบื้องต้น ผมไม่ได้ขัดข้อง เห็นพ้องในระดับพอสมควร แต่มีข้อสังเกต ที่จะต้องอภิปรายไว้ เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญและในส่วนของการร่างกฎหมายของรัฐบาล จะต้องพิจารณาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ความยุติธรรมมันเกิดขึ้นอย่างแท้จริง สิ่งที่ ๑. ในคดีภาษีอากร คดีภาษีอากรตามร่างฉบับนี้ คือไม่ใช่ศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาคดีแพ่งอย่างเดียว แต่ให้ พิจารณาคดีอาญาได้ เนื้อแท้ของคดีภาษีอากรนั้น เป็นคดีปกครองนะครับ แต่เนื่องจากว่า ศาลภาษีอากรนั้นตั้งก่อนที่จะมีศาลปกครอง และเดิมนั้นศาลยุติธรรมเป็นผู้ที่จะตั้งเป็น ศาลอำนวยความยุติธรรมพิจารณาคดีทั้งปวง โดยแยกศาลภาษีอากรเป็นศาลชำนัญพิเศษ แต่วิธีมันไม่เท่ากันของทั่วไปครับ คดีปกครองก็คือรัฐพิพาทกับเอกชนในเรื่องการไม่จ่ายภาษี การเก็บภาษีต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ข้อมูลทุกอย่างอยู่ที่รัฐหมด เอกชนไม่ค่อยมี การต่อสู้ ๒ ฝ่าย ไม่เท่ากัน โดยหลักแล้วอยู่ที่ศาลปกครองนะครับ เยอรมนี ฝรั่งเศส จะใช้ให้ศาลปกครอง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาด แต่ของเรามาอยู่คดีในส่วนของศาลยุติธรรม จะต้องสู้กันในระบบกล่าวหา ระบบกล่าวหาหมายถึงว่าศาลต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช้ระบบ ไต่สวน ระบบไต่สวนคือศาลต้องลงไปล้วงหาความจริงทั้งหมด ระบบกล่าวหาไม่เป็นกลางปั๊บ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสู้กัน ถ้าฐานะเท่ากันไม่เป็นไรครับในการต่อสู้คดีอาญา นั่นหมายความว่า ทุกอย่างสู้เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ก็ยกฟ้องไป แต่คดีอาญาซึ่งเป็นคดีภาษีอากร เป็นคดีไม่ใช่ความผิด ที่มันเกิดขึ้นโดยแท้แล้วผิดอาญา แต่คดีที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด กลไกสิ่งที่ให้ผิด เช่น ศุลกากร กระบวนการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ มันอยู่ในกลไกของรัฐ ระบบเสียภาษีอยู่ใน กลไกของรัฐ คนที่เป็นเอกชนที่ตกเป็นจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้โดยแท้ โดยง่าย นี่คือความ ไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นข้อเสนอนะครับ เป็นไปได้หรือไม่ จะเพิ่มระบบให้ศาลมีอำนาจกึ่งไต่สวน เพราะร่างนี้มาไม่ใช่ไต่สวนนะ ระบบกล่าวหาอยู่แล้ว ให้ศาลมีอำนาจที่จะไม่ใช่เป็นกลาง อย่างแท้จริง แต่ว่าสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม แต่ร่างฉบับนี้ไม่มี มิฉะนั้นฝ่ายเอกชนหรือฝ่ายประชาชนจะเสียเปรียบ แต่ข้อดีของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็คือย้าย จากศาลอาญาทั่วไป เช่น ศาลแขวงและศาลอาญาในคดีอาญาภาษีมาอยู่ศาลภาษีอากร ซึ่งชำนาญเฉพาะ อันนี้ดี อันนี้เห็นด้วย แต่ระบบโครงสร้างในการพิจารณาคดีนั้นอาจจะยัง ไม่ได้อำนวยความยุติธรรมอย่างแท้จริงเท่าไรนัก ทำให้ฝ่ายประชาชนนั้นยังเสียเปรียบอยู่

ประเด็นที่ ๒ การแก้กฎหมายฉบับนี้ มันยังแก้ไม่สุด นั่นคือแก้เพียงตัว พ.ร.บ. ในส่วนศาลอย่างเดียว แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นน้ำด้วย กระบวนการยุติธรรมมันมีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้นน้ำคือในส่วนของการสอบสวน ตำรวจ อัยการ แล้วก็ศาล อัยการอยู่ตรงกลาง ศาลอยู่ปลาย ที่แก้ที่ปลายให้ศาลไปอยู่ชำนัญพิเศษ แต่ต้นน้ำไม่ใช่นะครับ ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนคดีภาษีจะต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายพนักงาน สอบสวน ซึ่งมีตำรวจหรือพนักงานปกครอง แต่มีข้อโต้แย้งนะครับ เดี๋ยวท่านจุลพงศ์จะมาพูด ถึงเรื่องว่ามีอำนาจสอบสวนในคดีภาษีอะไรหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเขาได้ตัดสินไว้แล้ว แต่ผมจะลงตรงนี้ไปก่อนปูไปก่อนว่า พนักงานศุลกากร สรรพากร สรรพสามิต ผู้ที่มี ความเชี่ยวชาญจริง ๆ ในชั้นต้นน้ำไม่มีอำนาจสอบสวนเอง จะต้องไปแจ้งตำรวจ หรืออาจจะ เป็นคดีพิเศษก็ได้ DSI ก็ได้นะครับ แล้วตำรวจก็ไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ทำไมต้นน้ำไม่แก้เสียทีเดียว ละครับ ให้มีอำนาจสอบสวนให้เสร็จเลย แล้วก็ส่งฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่งได้เลย ตรงนี้ยังมี ความลักลั่นอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ ขอฝากด้วยตรงนี้ไม่ได้แก้ขึ้นมานะครับ แต่ว่าเรื่องนี้ มีความสำคัญมากนะครับ เพราะมิฉะนั้นแล้วกระบวนการยุติธรรมก็อาจจะเป็นในเชิงรูปแบบ แต่เนื้อหาอาจจะไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก เพราะชำนาญต้องชำนาญให้ตลอดสาย ไม่ใช่ชำนาญ เฉพาะตัวปลาย แล้วปลายก็ยังมีปัญหาเรื่องของระบบการไต่สวนกับระบบกล่าวหาด้วย อันที่ ๒

อันที่ ๓ ที่ผมอยากจะเรียนก็คือในส่วนของมาตรา ๒๒ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับอาญา เท่าไรนัก มาตรา ๒๒ บัญญัติไว้ว่าในคดีภาษีอากรที่มิใช่คดีอาญา เมื่อศาลภาษีอากรแจ้งกำหนด นัดพิจารณาให้คู่ความฝ่ายใดทราบแล้ว คู่ความฝ่ายนั้นไม่มาศาลภาษีอากรตามกำหนดนัด ให้เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายนั้นมารับทราบข้อกำหนดนัดต่อไปจากศาลภาษีอากรเอง หากไม่มารับทราบให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นได้รับทราบกำหนดนัดต่อไปแล้ว โอ้ อันนี้เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับความยุติธรรมโดยแท้ กระบวนการส่งหมาย ผมเคยเป็นทนายความมานะครับ การส่งหมายของศาลบางทีไปปิดหมาย แต่ปิดหมายบางทีบ้านนั้นเขาไม่ได้อยู่นะครับ เป็นบ้านตามทะเบียนบ้าน แต่บ้านเขาไม่ได้อยู่ เขาไปอยู่บ้านอื่นทำงานต่างที่ไม่อยู่ ไม่รับทราบ เมื่อมาศาลในนัดนี้แล้วศาลกำหนดนัดในตอนนั้นเขาไม่รู้ แล้วถือว่าทราบเลย แล้วตรงนี้เขาจะ ทราบเขาจะต่อสู้คดีได้อย่างไร จะทราบนัดในการต่อสู้คดี อันนี้คือใช้กฎหมายระดับ พระราชบัญญัติมาปิดปากคนนะ เรื่องนี้กระทบต่อความชอบธรรมอย่างยิ่ง ผมไม่เห็นด้วย การแจ้งกำหนดนัดจะต้องแจ้งสม่ำเสมอ ถ้าไม่เจอให้เขามีโอกาส บทแก้ไม่มีนะครับ ถ้าจะแก้ ถ้าเขาไม่มา เขาจะแก้อย่างไรครับ พิจารณาคดีฝ่ายเดียวไปเลยใช่ไหม วิธีพิจารณาความแพ่ง ให้พิจารณาฝ่ายเดียวนะครับ เมื่อจำเลยไม่มาก็ขอขาดนัดยื่นคำให้การ ขาดนัดพิจารณา พิจารณาฝ่ายเดียวไป แล้วเขาจะสู้คดีได้อย่างไร ปิดปากมัดขึ้นมานี่คือความไม่ยุติธรรม ที่ฝ่ายรัฐบาลไม่รอบคอบ เป็นข้อเสนอฝ่ายตุลาการอย่างเดียว ทำไมไม่กลั่นกรองมา ผมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะอย่างไร เขาไม่ได้อยู่บ้านตลอด แล้วบางทีเกิดไปไม่แปะจริง แปะแล้วมันหลุดแล้วมันปลิวหายไป แล้วเขาไม่ได้มานัดนั้น นัดอื่นไม่มีสิทธิสู้เลยหรือครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากกรรมาธิการวิสามัญไปแก้ รัฐบาลควรจะแก้ตรงนี้ให้ด้วย และผม เชื่อว่าความยุติธรรมไม่ใช่เป็นเพียงรูปแบบ แต่เนื้อหาต้องยุติธรรมด้วย และกระบวนการ ไม่ใช่ฟังแต่เฉพาะทางฝ่ายศาลส่งมาแล้วก็ต้องประทับตราแล้วส่งสภา แต่ผมไม่เห็นด้วยครับ อันนี้ ขอให้ทางกรรมาธิการวิสามัญช่วยแก้ด้วยครับ