วรภพ วิริยะโรจน์ ตั้งคำถามถึงความชัดเจนในการกำกับดูแลค่าไฟฟ้าภายใต้นโยบายคาร์บอนเท็กซ์ และเรียกร้องให้ กกพ. ชี้แจงการจัดสรรต้นทุนจากสัญญา PPA ว่าจะไม่ผลักภาระให้ประชาชน พร้อมเสนอให้มีความโปร่งใสในการนำเข้าก๊าซ LNG การเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยขายไฟคืนระบบได้ภายใต้นโยบาย Direct PPA และเรียกร้องให้ทบทวนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ วันนี้ขออนุญาตอภิปรายถามทาง กกพ. ถึงความชัดเจนในการเตรียมการกำกับค่าไฟในอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับ เรื่องของ Carbon Tax นะครับ ขอคำตอบชัด ๆ นิดหนึ่งครับ ที่ผมยังไม่มั่นใจก็คือในสัญญา ที่รัฐทำกับโรงไฟฟัาไว้ ซึ่งแน่นอนโรงไฟฟัาส่วนใหญ่มีการทำสัญญา PPA ไว้แล้วนะครับ ถ้าเกิด Carbon Tax เพิ่มขึ้นมา โรงไฟฟัาเหล่านั้นสามารถผลักภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น มาเปึนค่าไฟของประชาชนได้หรือไม่ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าค่าไฟเราจะต้องจ่ายแพงขึ้นหรือไม่ ในอนาคต ในยามที่มี Carbon Tax หรือมีเพดานคาร์บอน หรือคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้น ขอคำยืนยัน เพราะมันระบุในสัญญา PPA ไว้อย่างไร แล้วถ้าจะไปไกลกว่า Carbon Tax หรือคาร์บอนเครดิต ผมก็อยากจะเข้าใจด้วยว่าถ้าในกรณีนโยบายของภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปึนภาษีที่ดิน ภาษีนิติบุคคลเหล่านี้ โรงไฟฟัาเหล่านี้มีความเสี่ยงหรือสามารถผลักภาระ ได้ทั้งหมดเลยหรือไม่ หรือเขาไม่มีความเสี่ยงอะไรเลยใช่หรือไม่ ที่รัฐไปทำสัญญาใน PPA ไว้ เพราะว่าอันนี้เปึนเรื่องเกี่ยวข้องกับค่าไฟที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
คำถามข้อที่ ๒ ก็อยากจะได้ความชัดเจนนิดหนึ่งว่า Direct PPA นี้ท่านจะเป่ด ให้ Solar Rooftop ของภาคครัวเรือน หรือภาคเอกชนก็ตาม ที่เขาสามารถขายไฟคืนได้ ให้เปึนหนึ่งในผู้ที่สามารถขายเข้าเงื่อนไข Direct PPA ที่ท่านกำลังจะเป่ดออกมาหรือไม่ เพราะว่าปัจจุบันก็ต้องยอมรับครับ มันมีครัวเรือนจำนวนหนึ่ง แล้วก็เช่นเดียวกันมันก็มี เอกชนจำนวนหนึ่งที่ติดโซลาเพื่อใช้เองในบ้าน แต่ในบางวันเวลานี้เขาก็มีกำลังการผลิตเหลือ เขาสามารถขายคืนได้ ถ้าท่านเป่ด Direct PPA มี Wheeling Charge ที่ชัดเจน ก็คือ ให้เช่าระบบสายส่ง แล้วก็ขายไฟให้กับผู้ซื้อที่ต้องการพลังงานหมุนเวียนได้ มันก็เปึน อีกช่องทางหนึ่งที่จะสามารถเพิ่มรายได้ แล้วก็เพิ่มแรงจูงใจให้คนติด Solar Rooftop บนหลังคาตัวเองมากขึ้น คำถามมันอยู่ที่ว่า ในนโยบายท่านจะกันไว้ให้เฉพาะผู้ลงทุนรายใหม่ แน่นอนซึ่งก็คือเจ้าสัวไม่กี่คน ท่านจะกันไว้แบบนี้ หรือท่านจะเป่ดให้ประชาชนที่ติด Solar Rooftop อยู่แล้ว สามารถเข้ามาเปึนเงื่อนไข Direct PPA ได้หรือไม่ อันนี้คำถามที่ ๒ ผมต้องการความชัดเจนตรงนี้
คำถามข้อที่ ๓ ในการกำกับก๊าซธรรมชาติที่เปึนต้นทุนสำคัญของค่าไฟ ของประเทศไทย เพราะว่าเราใช้ก๊าซธรรมชาติเปึนต้นทุนการผลิตไฟฟัาประมาณเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ คำถามก็คือว่า เมื่อต้นป้ท่านมีทำบอกว่า ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทย ที่มีราคาถูกกว่านำเข้าเอามาเปึนต้นทุนในการคำนวณค่าไฟ หรือเปึน Pool Gas นี้ก่อน แต่หลังจากนั้นยังไม่มีความชัดเจนต่อเนื่องมาว่านโยบายนี้มันสืบเนื่องมาจนถึงการเปึน มาตรการถาวรแล้วหรือไม่ หรือเปึนแค่มาตรการชั่วคราวเฉพาะในงวด ๔ เดือนแรกหรือเปล่า อันนี้ขอความชัดเจนด้วย และใน Step ขั้นต่อไปครับ เช่นเดียวกันก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ที่มีราคาถูกกว่าก๊าซนำเข้า ก็ถูกบางส่วนใช้ร่วมกัน คือใน Energy Pool ใช้ร่วมกันกับโรงงาน อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผมก็ต้องเน้นตรงนี้นะครับว่าเปึนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนยิ่งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหล่านี้ใช้ Pool Gas มากเท่าไร เท่ากับโรงไฟฟัา ที่ผลิตค่าไฟให้ประชาชนใช้นี่ก็ต้องไปจ่ายต้นทุนก๊าซที่นำเข้าที่แพงกว่ามากขึ้นเท่านั้น Step ต่อมาเลยเปึนว่า คำถามคือเมื่อไร หรือเหตุผลอะไรที่ท่านทำไมถึงไม่เอาก๊าซธรรมชาติ ที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมออกจาก Energy Pool ให้เขาใช้ต้นทุนของก๊าซนำเข้า เพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานในตลาดโลก แล้วให้ต้นทุนจากก๊าซในอ่าวไทยที่ราคาถูกกว่าเปึน ต้นทุนของค่าไฟฟัาให้ประชาชนได้ใช้ นี่คือความเปึนธรรมทางพลังงาน เพราะก๊าซธรรมชาติ ที่อยู่ในอ่าวไทยเปึนของประชาชนทุกคน คำถามก็คือ ท่านจะตัดสินใจอย่างไรนะครับ
คำถามต่อมาครับ ท่านเป่ดนโยบายให้มีการนำเข้าก๊าซ LNG ก็คือ Shipper รายใหม่ แต่ในการเป่ด Shipper รายใหม่นี้นะครับ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าราคาที่ Shipper รายใหม่นำเข้ามานั้นจะเปึนราคาที่ถูกที่สุด ในเมื่อผู้ที่นำเข้ามาขายให้กับโรงไฟฟัา โรงไฟฟัา ก็สามารถผลักภาระมาเปึนต้นทุนค่าไฟให้ประชาชนเปึนคนแบกรับได้ แต่ในกระบวนการ เวลา Shipper รายใหม่นำเข้ามามันไม่ได้เปึนการประมูลเปึน Lot นะครับ คำถามก็คือว่า ท่านมีมาตรการอย่างไรที่จะมั่นใจได้ว่า Shipper รายใหม่นั้น ซึ่งก็เปึนเจ้าสัวอีกเช่นกัน จะไม่ทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงขึ้นจากการที่เขานำเข้า LNG ที่ราคาแพงกว่าที่รัฐวิสาหกิจ ของไทยทำได้
คำถามต่อมาครับ ในการเป่ดประมูลตามแผนของ กกพ. ที่จะมีเป่ดเรื่อง พลังงานหมุนเวียนถัดจาก ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ก็คือรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี้ ขอความชัดเจนว่า ประมูลอันนี้จะยังเดินหน้าต่อหรือไม่ หรือจะรอแผนพีดีพี (PDP) ฉบับใหม่ก่อนนะครับ เพราะว่า มันเปึนการประมูล Lot ใหญ่นะครับ จริง ๆ อยากเปึนข้อสังเกต แล้วก็เปึนคำถาม ด้วยว่าท่านจะรอแผนพีดีพี (PDP) ฉบับใหม่หรือไม่ ส่วนข้อสังเกตที่ผมอยากจะฝากไว้ แน่นอนครับก็คือ ควรจะมีการเป่ดแข่งขันราคา และเป่ดให้รัฐวิสาหกิจมาเปึนผู้แข่งขัน ประมูลราคาได้ด้วยเพื่อความมั่นใจว่าต้นทุนที่ผลิตได้ในพลังงานหมุนเวียนเปึนต้นทุนที่ถูกที่สุด ที่ประชาชนจะต้องเปึนคนจ่าย เพราะราคาที่ท่านประกาศรับซื้อนั้นไม่ใช่ กกพ. เปึนคนจ่าย แต่มันคือประชาชนทุกคนนะครับที่เปึนคนจ่าย ดังนั้นมันควรจะต้องมีการแข่งขันราคาด้วย
ประเด็นสุดท้ายครับ ในการกำกับโรงไฟฟัานะครับ ปัจจุบันผมคิดว่ามันมี เรื่องของกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับความเปึนจริงอยู่ก็คือ ท่านบอกว่ามีโรงไฟฟัาพลังงาน หมุนเวียนหลาย ๆ โรง กลายเปึนว่ามันมีข้อจำกัดคือกำลังผลิตน้อยกว่า ๑๐ เมกะวัตต์ ทั้ง ๆ ที่บางที่เขาก็สามารถมีศักยภาพทำได้เกิน ๑๐ เมกะวัตต์ มันก็เลยเกิดเหตุการณ์ที่ โรงไฟฟัาขยะ ๑๐ เมกะวัตต์ ๓ โรงตั้งอยู่ติดกัน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายตรงนี้ แต่ในความ เปึนจริงแล้วอันนี้คือต้นทุนของกฎหมาย ถ้าเกิดว่าให้ปลดล็อกตรงนี้ โรงไฟฟัาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีศักยภาพ มีเชื้อเพลิงที่สามารถทำได้ ก็ควรจะทำได้ตามขนาดที่เหมาะสม มันก็จะเปึนการ ลดต้นทุนของค่าไฟให้กับประชาชนได้ด้วยคำถามก็คือเมื่อไรท่านจะทบทวนกฎระเบียบที่ เกี่ยวข้องตรงนี้บ้างครับ ขอบคุณมากครับ