สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เสนอญัตติให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาอัตราการเกิดและคุณภาพประชากรในอนาคต พร้อมทั้งหารือปัญหาโครงสร้างประชากรและคุณภาพการศึกษา โดยเสนอให้รัฐบาลปรับนโยบายส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ ขยายอายุเกษียณ และเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขรองรับสังคมผู้สูงอายุ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผมเป็นผู้ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอัตราการเกิดและคุณภาพของประชากรในอนาคตให้มั่นคงและ ยั่งยืน ผมเสนอเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ก็ปาเข้าไปครึ่งปีแล้ว วันนี้โชคดีที่ได้เข้าร่วม ญัตติกับเพื่อน ๆ ๓-๔ ญัตติด้วยกัน ผมฟังเพื่อนสมาชิกที่เสนอ เนื่องจากว่าเป็นญัตติ ที่ใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นเหตุผลอะไรต่าง ๆ ก็ใกล้เคียงกันนะครับ ด้วยข้อบังคับนะครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตนำเรียนด้วยเหตุผลที่ผมเสนอญัตตินะครับ
ด้วยปัจจุบันปัญหาอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มที่ลดลง เป็นวาระสำคัญ ที่นานาชาติต่างให้ความสำคัญ โดยคาดว่าผลจากสัดส่วนประชากรที่เปลี่ยนไปจะส่งผล กระทบต่อประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไปพร้อมกับ การเคลื่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากพบว่าในปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีอัตราการตาย มากกว่าอัตราการเกิด ปัญหาที่พบก็คือโครงสร้างประชากรของคนไทยเกิดการบิดเบี้ยว ประชากรเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของอัตราการเกิดใหม่น้อยมาก โดยอัตราการเกิดที่เหมาะสมคือ ๒.๑ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ปัจจุบันพบว่า อัตราการเกิดอยู่ที่ ๑.๖ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน หมายความว่าใน ๑ ปีมีจำนวน การเกิดที่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน ในขณะเดียวกันปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือทัศนคติของ Generation ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร และโครงสร้างของครอบครัว สำหรับ Gen X และ Gen Y หรือ Gen Z คือการที่บุคคล มีเป้าหมายในชีวิตลำดับท้าย ในอนาคตประชากรรุ่นใหม่จะเพิ่มมากขึ้น มีค่านิยมแต่งงาน ที่ช้าลงและน้อยลงด้วย แล้วก็จะอยู่ครองโสดมากขึ้น นานขึ้น ที่สำคัญมีลูกไม่ใช่เป้าหมาย ลำดับต้น ๆ ของคนรุ่นใหม่ ส่งผลต่ออัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงในอนาคตและมีแนวโน้ม ที่ประชากรรุ่นใหม่จะเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง ไม่มีบุตรหลานพึ่งพิง ส่งผลกระทบให้ในอนาคต จะเกิดปัญหาทางด้านแรงงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การแบกรับสังคมสูงวัย และอีกมากมาย ทั้งนี้นอกจากจะต้องแสวงหาแนวทางที่ทำให้เด็กเกิดขึ้นมาแล้ว รัฐต้องมีระบบรองรับ เพื่อให้เด็กที่เกิดมามีคุณภาพที่ดี เป็นทรัพยากรมนุษย์ของประเทศชาติที่มีคุณภาพ แล้วก็ ไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในการแก้ปัญหาที่เรื้อรัง และในที่สุดก็เป็น การแก้ปัญหาที่ยากขึ้น ดังนั้นเพื่อแสวงหาความร่วมมือ แสวงหาทางออก ได้รวบรวม เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล เพื่อเป็นแนวทางให้การจัดทำ ร่างกฎหมาย มอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบในระยะยาวต่อไป จึงขอเสนอญัตติดังกล่าว มาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การแก้ปัญหาอัตราการเกิด และคุณภาพของประชากรในอนาคตให้มั่นคงและยั่งยืน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ดังเหตุผลต่อไปนี้ครับ
ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดในเรื่องของการศึกษา ท่านประธานครับ วันนี้ผมอยู่ ในต่างจังหวัด เมื่อก่อนสมัยปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ปีผมเกิดนั้น มีประชากรในประเทศไทย ๒๖ ล้านคนเศษ สมัยนั้นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยชื่อว่า จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ่อแม่ผมอาจจะจำในเรื่องของจอมพล สฤษดิ์ ก็เลยตั้งชื่อพวกเรา สฤษดิ์ บุตรเนียร สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นภาพฝังใจในสมัยผู้นำในยุค ๒๕๐๓ ซึ่งในขณะนั้น ท่านประธานครับ เขาเรียกว่ายุคเบบี้บูม เราสังเกตเห็นว่าในยุคผมเรียนมัธยม ม.๓ โรงเรียน ประจำจังหวัด รุ่นผมมีถึง ๑๔ ห้องเรียน ห้องหนึ่งไม่ทราบเรียนกันได้อย่างไร นั่งกัน ๔๕ คน ในวันนั้นแย่งกันเข้าเรียน สอบก็เข้ามหาวิทยาลัยลำบาก เมื่อก่อนสอบเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้ ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้น โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีปัญหา ก็คือมหาวิทยาลัย เอกชน หาเด็กนักเรียนเข้าไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาไม่ได้ เว้นแต่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือมหาวิทยาลัยที่อยู่ตามภูมิภาคที่มีชื่อ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เรียกว่า มข. มช. ม.อ. อย่างนี้ยังไม่ค่อยมีผลกระทบในเรื่องของ จำนวนนักศึกษาที่จะเข้าศึกษา แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยของเอกชน เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า มีการตกเขียว ตกเขียวนักศึกษา ตกเขียวนักเรียนตั้งแต่ ม.๔ ม.๕ ม.๖ ให้ทุนการศึกษา อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในประเทศที่เป็นภัยที่กำลังจะเข้ามา เพื่อที่จะให้รัฐบาลในการบริหารจำนวนประชากรที่มีคุณภาพ สมัยก่อนนี้เขาทำหมันกัน แต่วันนี้มันหมดยุคในเรื่องของการทำหมัน แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะต้องส่งเสริมให้คนเกิด อย่างไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะให้หนุ่มสาวสนใจแต่งงานในวัยที่เจริญพันธุ์ ที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้บุตรออกมาแล้วนั้นมีความเฉลียวฉลาด อันนี้ครับ เป็นเชิงยุทธศาสตร์ ของประเทศ ประเทศญี่ปุ่นอย่างนี้นะครับ เมื่อก่อนเป็นคนเตี้ย แต่รัฐบาลให้ความสำคัญ วันนี้คนญี่ปุ่นสูง นักกีฬาเรื่องบาสเกตบอล เรื่องอะไรต่าง ๆ ญี่ปุ่นพัฒนาในเรื่องของบุคลากรที่เกิดใหม่ จนมีคุณภาพในปัจจุบัน แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นก็เจอปัญหาในเรื่องของวัยรุ่นไม่อยากมีครอบครัว วัยรุ่นไม่อยากแต่งงาน ก็เจอปัญหาเช่นกัน อย่างกรณีในประเทศจีนเมื่อก่อนก็ถูกจำกัด ในเรื่องของการเกิด ๑ คู่สามีภรรยาห้ามเกิดบุตรเกิน ๑ คนนะครับ วันนี้ไม่ห้ามแล้วครับ มีการยุ มีการส่งเสริม แต่ในขณะเดียวกันนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมที่เป็นระบบนี้ครับ ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงเดียวก็จะทำได้ เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นเชิงนโยบาย ที่หลายกระทรวงเข้าไปทำ และประเทศจะต้องดูแล ต้องให้ความรู้ก่อนตั้งแต่มีคู่กันครับ ก่อนที่จะมีการแต่งงานกัน ก่อนที่จะเข้าสู่การวิวาห์ และก่อนที่จะมีลูกด้วย เพราะฉะนั้น การให้ความรู้ในเรื่องของคู่สมรสก่อนที่จะตั้งครรภ์ก็มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ นำมาซึ่งในเรื่องของประชากรที่เกิดและมีคุณภาพ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีนวัตกรรมเขามี ความเจริญเติบโตมาก สามารถที่จะบอกได้เลยว่านาย ก กับนางสาว ข แต่งงานกันเสร็จแล้ว จะไปมีลูก จะเอาเพศหญิงหรือเพศชาย จะเอาแฝดก็ได้ จะเอาเพศหญิงกับเพศชาย อย่างละคนก็ได้ เอายีนตัวที่ดี มีความเฉลียวฉลาด แล้วก็ยังเก็บเซลล์ของทารกนะครับ เก็บเอาไว้ในธนาคาร เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพ และในเรื่องของความแข็งแรง ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศไทยเราถ้ายังช้าเรื่องอย่างนี้ครับ ผมว่ามันจะมีปัญหา ตามมาอีกมากมาย ตามที่เพื่อนสมาชิกได้พูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพเด็ก ในเรื่องของ การแข่งขัน ๑. ครอบครัวนะครับ ฝ่ายสามีก็มีคุณพ่อ คุณแม่ ๒. คิดว่ามีลูกเดี่ยวละกัน ฝ่ายภรรยา ๑ คนก็มีพ่อ แม่ เพราะฉะนั้น ๑ ครอบครัวใหม่ มีผู้ดูแล ๖ คน เมื่อ ๖ คน แต่งงานเสร็จมีลูก ๑ คน ท่านประธานคิดดูว่าเด็กรุ่นใหม่เขาจะต้องดูแลผู้สูงอายุกี่คน แล้วก็รายได้ค่าครองชีพ การแข่งขันมันเกิดขึ้นอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว เราดูเผิน ๆ แล้วมันเหมือนจะไม่น่ากลัว แต่พอถึงเวลานั้นโครงสร้างในเรื่องของสาธารณสุข ในเรื่องของผู้สูงวัยเรานี้อายุเฉลี่ยของคนไทยอายุยืนขึ้นแน่นอน มีอายุยืนขึ้นนะครับ แต่ปรากฏว่าวัยเกษียณของเรา เราตั้งอยู่ที่ ๖๐ ปี วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาล จะต้องทบทวนในเรื่องของอาชีพบางอาชีพที่จะต้องขยายอายุเกษียณจาก ๖๐ ปี เป็น ๖๓ ปี หรือ ๖๕ ปี ตามความเหมาะสมของอาชีพและการประเมินในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งหน่วยงาน ที่ทำมาก่อนหน้านั้น เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด ศาลอะไรต่าง ๆ นี้ เขาขยายฐาน ในเรื่องของการเกษียณอายุมานานพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบ ในเรื่องของค่าครองชีพ ค่าดูแล ค่าลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในด้านสาธารณสุข ของประเทศ เป็นไปได้ไหมว่าในส่วนของการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล อย่างองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ให้ไปดูแลในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ มันจะต้องมีปัจจัยในประเทศที่จะเชิญชวน คิดว่าเมื่อแต่งงานเสร็จแล้ว มีลูกเสร็จแล้วนั้น มันมีความสบายขึ้น เช่น สิทธิในเรื่องของการลาคลอดของสตรีที่ตั้งครรภ์นี้ครับ จะต้องมีสิทธิ เพิ่มขึ้นอย่างไรหรือไม่ เพิ่มจำนวนวันให้มีค่าชดเชย ประเทศญี่ปุ่นท่านประธานครับ บังเอิญว่า หลานผมนี้ไปแต่งงานกับคนญี่ปุ่น เป็นตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย อยู่มาวันหนึ่ง หลานสาวผมก็ตั้งครรภ์ เมื่อคลอดลูกออกมาปรากฏว่าลาออกจากส่วนราชการ บอกพวกผมมา ซึ่งเราเป็นคนไทย เราก็ตกใจ เมื่อคลอดลูกลาออกอย่างนี้มันจะมีผลกระทบต่อรายได้ ในการเลี้ยงครอบครัวอย่างไรหรือไม่ เขาบอกว่าไม่ครับ รัฐบาลของเขา เขาถามทันทีเลย ว่าสาเหตุลาออกเพื่ออะไร เพื่อที่จะมาเลี้ยงบุตร เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุผลว่าลาออกมา เพื่อที่จะเลี้ยงบุตรด้วยตนเองแล้วนั้น เขาก็จะทำหนังสือถึงหน่วยที่กำกับดูแลที่สามีเขาอยู่ในมหาวิทยาลัย รัฐบาลเขาเพิ่มเงินเดือน ให้สามีด้วยเหตุผลว่า ภรรยาคลอดบุตรแล้วลาออกมาให้นมลูก ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ให้มีความอบอุ่นเพื่อที่จะให้มีรายได้เพิ่ม เพิ่มเงินเดือนให้สามี นี่สวัสดิการเขาไปถึงขนาดนี้แล้ว เพื่อที่จะให้เด็ก ๑ คนของประชากรประเทศญี่ปุ่นได้มีคุณภาพ และมีความอบอุ่นยิ่งขึ้น เขาคิดละเอียดมาก ในขณะเดียวกันหลายประเทศที่เราเคยไปดูงาน ไม่ว่าแถวสแกนดิเนเวีย สวีเดน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ต่างที่มีมาตรฐานในเรื่องของสวัสดิการเรื่องอย่างนี้ครับ เพื่อที่จะให้คู่สมรส เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพประชากรของเขาให้มีคุณภาพที่ดี อย่างกรณี สวีเดนนะครับ เด็กเกิดมานี้เขาดูแลหมดเลยครับ ค่าใช้จ่าย ค่าคลอดบุตร อะไรก็ไม่แพง ไปหมดนะครับ สวัสดิการบางประเทศตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์มีเงินเดือนแล้ว น่าอยู่มากครับ ประเทศเหล่านี้ น่าจะไปแต่งงาน แล้วก็น่าจะตั้งครรภ์นะครับ พอคลอดเสร็จก็มีเงินเดือนเลย แต่ว่าโครงสร้างอย่างนี้เราก็ต้องไปดูในมุมของการจ่ายภาษี เก็บภาษี อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ ประเทศไทย เลยบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่า ทำกระทรวงเดียว แล้วก็ต้องทำในขณะทั้งประเทศ จะต้องให้พ่อแม่ต้องมีความเข้าใจด้วย จะต้องให้เด็กหนุ่มสาวต้องเข้าใจด้วยว่า ชาติพันธุ์ของคนไทยในการแต่งงาน ถ้าหากในกรณี มีโรคประจำตัว แต่งงานกันเสร็จแล้วคลอดลูก ลูกออกมาพิการอย่างนี้ครับ อย่างนี้ประชากร คนไทยที่เกิดมา หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบอย่างนี้มันต้องรับผิดชอบตลอดชีพ แต่ถ้าเรา มีการศึกษา นำเทคโนโลยีขึ้นมานั้นเพื่อที่จะให้เด็กคลอดใหม่นั้นครบ ๓๒ ประการและมีสุขภาพ ที่เข้มแข็ง บวกด้วยสติปัญญา ซอฟต์แวร์ มันสมองมีไอคิวที่เยี่ยม สิ่งเหล่านี้ครับมันจะต้อง เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ อีกหลายประเทศที่เขามีการพัฒนา แล้วก็เจริญแล้ว บางประเทศถ้าผมไปเปรียบเทียบกับสแกนดิเนเวียอาจจะมีข้อแตกต่างว่าประชากรเขา มีน้อยมาก ประมาณไม่ถึง ๑๐ ล้านคนนะครับ เพราะฉะนั้นการดำเนินการสวัสดิการอย่างนี้ อาจจะดีกว่าประเทศไทย อย่างกรณีประเทศสิงคโปร์อย่างนี้ พื้นที่ก็เล็ก คนก็น้อย เขาอาจจะ บริการเป็นชุมชนเมืองได้ทั้งหมดตลอด เพราะฉะนั้นการศึกษาอะไรเขาก็ดีขึ้น แต่ในประเทศไทย เรานี้มันมี Size อยู่ประมาณ ๗๑ ล้านคนอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของโครงสร้าง รายได้ทุกอย่างมันประกอบไปหมดนะครับ อย่างพอเรามาเทียบกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสนี้ ใกล้เคียงประเทศไทย ทุกอย่างนี่ใกล้เคียงประเทศไทย การท่องเที่ยวเขาก็แซงประเทศไทย จำนวนคนไปเที่ยวก็แซงประเทศไทย จำนวนประชากรก็ใกล้เคียงประเทศไทย แต่ในเรื่องของ โครงสร้าง ในเรื่องของเด็ก เรื่องคลอดบุตรอย่างนี้ครับ เขาส่งเสริมในเรื่องของการให้ใช้ นมแม่เลี้ยงลูก และมีสวัสดิการด้านอื่นอีกมากมาย ของเด็กก็ราคาถูก มีคุณภาพดี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้การให้สิทธิสามี การให้สิทธิหัวหน้าครอบครัว การให้สิทธิในเรื่องของแม่ ในเบื้องต้นมันก็จะต้องไปออกแบบ ไปแก้ไขกฎหมาย จะต้องมีการวางแผนว่าโครงสร้าง ทางสังคมอันนี้เราจะดำเนินการเพื่อที่จะให้วัยรุ่นหนุ่มสาวนั้นมีความมองเห็นว่าต้องแต่งงาน ในวัยอายุที่เท่าไรที่เหมาะสม จะมาแต่งงานตอนอายุ ๔๐ ปี และตั้งครรภ์อย่างนี้ มันก็ไม่ได้แล้วครับ สิ่งเหล่านี้มันเป็นวาระแห่งชาติจริง ๆ เหมือนท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร พูด แล้วก็มีสไลด์ที่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นวันนี้เรามองกันว่าเรื่องนี้ถ้าในกรณีมีการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญศึกษาขึ้นมา แล้วก็รวมทั้ง ๔-๕ ญัตตินะครับ ผมก็ขอฝากนะครับว่า เราก็อย่าเร่งรีบในเรื่องของการที่จะดำเนินการให้มันแล้วเสร็จ แต่ขอให้ทุกหน่วยงานเชิญผู้รู้ ไปดูในเรื่องของประเทศต่าง ๆ ที่เขาศึกษา แล้วก็นำผลการวิจัยออกมาแล้วมันมีคุณภาพจริง ๆ ไม่มีอะไรในประเทศในโลกนี้ที่มีความสำคัญมากไปกว่าทรัพยากรมนุษย์ในประเทศนั้น เรามีทรัพยากรมนุษย์ที่ฉลาด อาจจะไม่จำเป็นจะต้องมีเหมืองทองในแผ่นดินด้วยซ้ำไป ผมยกตัวอย่างประเทศใกล้เคียง อย่างประเทศสิงคโปร์ เขามีแต่เม็ดทรายกับน้ำเค็ม แม้กระทั่งแผ่นดินเขายังซื้อดินจากประเทศอินโดนีเซีย ซื้อดินจากประเทศมาเลเซียไปถม แม้กระทั่งน้ำจืดเขายังยืมจมูกหายใจจากมาเลเซียในอดีต ปัจจุบันเมื่อเขาพัฒนาประเทศ เขายืนอยู่บนขาของตัวเองได้ แผ่นดินที่เขาไปถมนี้ครับ เขามีเงินมาก เขาซื้อของ เขาเอาของเสีย พลาสติกอะไรต่าง ๆ Recycle นี้ครับไปถมทะเล วันนี้น้ำจืดไม่จำเป็นต้องซื้อเหมือนกับ เมื่อก่อนที่มากมาย เขาผลิตคิดค้นในเรื่องของการทำน้ำทะเลเป็น RO เข้ามาเป็นคลองข้างใน ประเทศเลย ต้นไม้ก็เขียวชอุ่ม สิ่งเหล่านี้ครับมันเป็นคุณภาพของจำนวนประชากรที่มีคุณภาพ แล้วก็หาเลี้ยงชีพตัวเองได้ เวลาประชากรของประเทศสิงคโปร์มาทำงานในประเทศไทย เขามามือ ๑๐ นิ้ว มีโน้ตบุ๊ก ๑ เครื่อง เขามาขายสมอง เขามาขายวิธีคิด จ้างครั้งละ เป็นล้านนะครับ แต่ในขณะเดียวกันแรงงานไทยเราไปอิสราเอลครับ ดีแล้วนะครับเราเป็น ผีน้อย เราไปเกาหลีใต้นะครับ เรายังได้เงินกลับมาปีละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ประชากร ของสิงคโปร์มาที่จังหวัดกระบี่ มาดูในเรื่องของศึกษาท่าเทียบเรือมารีน่า พูดไม่กี่ชั่วโมง ได้กลับไป ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท เหตุการณ์เกิดขึ้นมาร่วม ๒๐ ปีแล้วครับ มาอธิบาย ไม่กี่ชั่วโมงได้ไป ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท สิ่งเหล่านี้มันมีความเหลื่อมล้ำ มันมีความเทียบชั้นกัน ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเหตุปัจจัยจากการเกิดน้อยกว่าการตาย มันจะนำมาสู่ ในเรื่องของโครงสร้างเชิงเศรษฐกิจและสังคม และระบบอื่น ๆ กระทบไปทั่วหมดเลย มันถึงเวลาแล้วครับท่านประธาน ในการที่จะมองดูตัวเอง เราอย่าไปหลงแต่เรื่องอื่น มากเกินไป สวัสดิการต่าง ๆ ที่จริงแล้วนั้น ถ้าเราวางแผนให้คนเก่ง แล้วก็ให้รู้จักคิด หากินเอง หากินเป็น ไม่ต้องพึ่งพาใคร ยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ไปทำงานต่างประเทศก็ดี เรื่องแรงงานครับ ผมขออนุญาตก่อนที่จะจบนิดหนึ่งเปรียบเทียบให้ท่านประธานได้เห็น ตัวเลขว่า ในส่วนของการนำแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ ท่านประธานครับ เราไปขาย แรงงาน เราส่งทรัพยากรออกไปทำงานในต่างประเทศหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศ เพื่อนบ้าน อิสราเอล ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือในประเทศที่เจริญแล้วนั้น ก็เยอะแยะ ไปหมดนะครับ เราดูตัวเลขสถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมานั้นโอนเงิน กลับบ้านต่อคนนะครับ ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทที่ผมบอก รวมเบ็ดเสร็จยอดตัวเลข ที่โชว์อยู่ ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาท โอนเงินกลับนะครับ ๒๔๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเอาคน ไปทำงานต่างประเทศ แล้วก็โอนเงินสดกลับมา เดี๋ยวนี้โอนเงินสะดวกสบาย อันนี้แก้ปัญหา หนี้ครัวเรือนได้เลยครับ ถ้าพ่อแม่ยากจนติดหนี้ส่งลูกไปฝึกภาษา ส่งลูกไปฝึกในเรื่อง ภาคการเกษตร เอาลูกชายไปหัดช่างเชื่อม ไปเกาหลีใต้เลย ได้มาแน่นอนเลยละครับ เดือนหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท เชื่อมใต้น้ำยิ่งมีราคา แต่เมื่อเรามาเทียบเงิน กลับเข้าประเทศ ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เรามาเทียบในเรื่องของรัฐวิสาหกิจ ๑๐ อันดับ ที่ทำกำไรแล้วเอาเงินเข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ดี ธนาคารก็ดี การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ดี ๑๐ อันดับนะครับท่านประธาน เอาเงินเข้าประเทศ ๘๑,๐๐๐ ล้านบาท ห่างจากการที่ส่งคน ไปทำงานต่างประเทศเป็นแสนล้านบาท เพราะสิ่งเหล่านี้ทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องเร่งดำเนินการในเรื่องของการวางแผนชีวิต วางแผนครอบครัว วางแผนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทยต่อไป ท่านประธานครับ ขอรบกวนเวลาเพื่อนสมาชิกในสภา แค่นี้ครับ