สฤษดิ์ เสนอวาระแห่งชาติแก้ปัญหาสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือปัญหาสังคมที่เกิดจากโครงสร้างประชากรไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการลดลงของอัตราการเกิดและการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด และผลักดันให้รัฐบาลถือเป็นวาระแห่งชาติเพื่อบูรณาการทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคม โดยเน้นความจำเป็นในการดูแลทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ปราจีนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส. นักพัฒนาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้ผมขอมีโอกาสร่วมในการที่ จะเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ในชุมชนแออัด เช่นเดียวกับผู้เสนอญัตติร่วม ๆ กันไป ปัญหาทุกวันนี้ครับ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นปัญหาสังคม ซึ่งจริง ๆ รัฐบาลได้รับรู้ว่า ปัญหาตอนนี้มีผู้สูงวัยอยู่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ จะก้าวเข้าสู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ประชากร ๖๖ ล้านคน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่เป็นชุมชนเขตเมืองแล้วนี้นะครับ ประชากร ที่มีผู้สูงอายุเกิน ๖๐ ปี เป็นจำนวนมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ โดยที่ประเทศหรือว่าโลกของเรามุ่งเน้นการแข่งขันทางด้านภาคอุตสาหกรรม เร่งสร้าง ความเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เพราะฉะนั้นโครงสร้างประชากรเราก็เริ่ม จะเปลี่ยน ผมขอสไลด์เลยครับที่จะให้เพื่อกระชับ แล้วก็นำเสนอ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมอยากจะบอกว่าญัตตินี้ จริง ๆ แล้ว ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลน่าจะกำหนดเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว เพราะเห็นอยู่แล้วว่าประชากร ของประเทศไทยในโอกาสต่อไปนี้ การที่ผู้สูงวัยมากขึ้นมันไม่ใช่แค่เฉพาะผู้สูงวัยมากขึ้นนะครับ เด็กเกิดก็น้อยลง และปัญหาต่อไปก็คือปัญหาแรงงานที่เราคาดกันว่าแรงงานจะลดลงไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ก็เนื่องจากปัญหา ดูนั่นสิครับ จำนวนประชากรใน ๕ ปี จากปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๖ ลดลงถึง ๕๐๐,๐๐๐ คน จาก ๖๖ ล้านคน แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ตัวเลข มันบอกชี้ชัดเลยว่าอีกไม่เกิน ๕๐ ปี จะเหลือ ๓๐ กว่าล้านคน อะไรจะเกิดขึ้น สาเหตุ ทางประชากร จากการที่เมื่อก่อนหน้านี้เราพูดถึงการคุมกำเนิด กำเนิดก็ได้ผลจริง ๆ ประชากรก็เกิดน้อยลง การศึกษาผู้หญิงเองอย่างที่บอกนะครับ ยิ่งมีการศึกษามากเท่าไร ความคิด ความก้าวหน้าในสังคมก็มากยิ่งขึ้น ก็อยากจะก้าวหน้าในสังคมเท่าเทียม ทัดเทียมกัน การที่จะมีบุตรก็ต้องคิดมากขึ้นนะครับ ทำให้ปริมาณของการมีลูกน้อยลง ไปเรื่อย ๆ ด้วยค่าใช้จ่าย เศรษฐกิจ แล้วก็ปัญหาสังคมมากขึ้น ผลกระทบเกิดแน่นอนครับ คือแรงงาน ผู้สูงอายุมากขึ้น เด็กเกิดน้อยลง แรงงานอย่างที่เห็นมันกระทบไปตลอดทุกอย่าง เรื่องค่าใช้จ่าย จนกระทั่งผมเห็นจากวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๗ ทางท่านวราวุธ ศิลปอาชา ก็ได้มีการประชุมกันเรื่องวิกฤติประชากร เพื่อจะนำข้อมูลปัญหาต่าง ๆ นำเสนอคณะรัฐมนตรี โดยที่จะนำเรื่องของทำอย่างไร จะมีการพัฒนาความมั่นคงของครอบครัวผ่านพ้นวิกฤติได้ ท่านได้พูดถึงวัยแรงงาน วัยเด็ก วัยสูงอายุ แม้แต่คนพิการ ปัญหาเหล่านี้ครับ ท่านได้รวบรวม ที่จะทำให้สร้างปัจจัยเอื้อให้กับคนที่จะมีบุตรได้ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ ผมถึงอยากจะกำชับ จากที่ท่านผู้อภิปรายต่าง ๆ ที่ท่านแรกก็ได้พูดไปแล้วเรื่องของเน้นไปที่ผู้พิการ แล้วก็ ผู้ที่ติดบ้านในชุมชนแออัด อันนี้ผมก็ไม่อยากจะไปกล่าวซ้ำอีก ส่วนทางท่านผู้อภิปราย อีกท่านก็พูดเรื่องการเกิดนะครับ โดยที่ท่านวราวุธที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านย้ำแล้วย้ำอีกที่ทำอย่างไร และยังมีตั้ง อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนสวัสดิการภาครัฐ ที่เรากำลังเร่งถึงปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจน ๖ ปี จริง ๆ ตอนนี้เราให้แค่ ๒ ล้านคน จากประชากรถึง ๔ ล้านคน ๖๐๐ บาท จริง ๆ น่าจะปรับครับ ปรับเคลื่อนไปถึงเป็น ๒,๐๐๐ บาท เพื่อเอื้อให้กับ ผู้ที่อยากจะมีบุตร ลดภาระลงตรงนี้ ไปตั้งศูนย์เด็กเล็ก ผู้สูงวัยก็เช่นเดียวกัน ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี อาจจะมีการให้อย่างเป็นมาตรฐานถึง ๑,๐๐๐ บาท ให้ผู้พิการ การดูแล สิ่งเหล่านี้ครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ รัฐบาลควรจะเอาอันนี้เป็นวาระแห่งชาติ แล้วแยกประเด็นให้ชัด ๆ ว่าเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยการบูรณาการทุกหน่วยงานครับ อย่างวันนี้เราพูดกัน แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ก็ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างใช้งบประมาณทุกกระทรวงเลย โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นผมอยากให้เข้ามาจับมือร่วมกัน กับ พม. พม. อาจจะเป็นเจ้าภาพก็ได้ มองไปที่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการก็เช่นเดียวกัน วันนี้เด็กลดลง ลดลง ลดลง โรงเรียนขนาดเล็กก็มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันงบประมาณก็เพิ่มขึ้น จะเอาอย่างไรกันแน่ครับในเรื่องเหล่านี้ ผมอยากให้ รัฐบาลใส่ใจมองดูถึงความจำเป็น มันเป็นวาระที่จะต้องนำประเด็นยกขึ้นมาในการบูรณาการ แล้วดึงภาคต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม เรามาพูดกัน ถ้าเราไม่มีคนล่ะครับ แล้วโดยเฉพาะตอนนี้ ๖๖ ล้านคน อีก ๔๐-๕๐ ปี มันไม่ได้นานนะครับ อย่างวันนี้ผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น อย่างเต็มแผ่นดินอยู่แล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรถ้าหากว่าโดยเฉพาะผมเป็น สส. ต่างจังหวัด ได้พยายามเน้น ผมได้พูดถึงปัญหาผู้สูงวัย ผมพยายามที่จะพูดถึงแนวทางในการแก้ไข เพื่อจะนำเสนอรัฐบาล ผมพยายามนำเสนอไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ท่าน สสส. หรือหน่วยงาน ที่สนับสนุนหรือส่งเสริมสุขภาพมา ผมก็พยายามให้ท่าน ทำไมท่านถึงไม่ยิงประเด็นที่จะทำ ในสิ่งที่สังคมต้องการ ในเรื่องผู้สูงอายุ เรื่องเด็กแรกเกิด บางทีท่านก็ทำในโครงการสิ่งที่ท่าน อยากทำ เรื่องต่าง ๆ ถ้าจะยิงประเด็นรวบรวมทรัพยากรอยู่ ผมอยากนำเสนอครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ Care Economy เศรษฐกิจใส่ใจนะครับ ไม่ว่าจะเป็นดึงภาคเอกชน ชุมชน สังคม หรือประชาชนเข้ามาครับ โดยเฉพาะสังคมไทยเรานี้เป็นสังคมเอื้ออาทร สังคมที่ช่วยเหลือกัน เราทำบุญ ทุกวันนี้ เราสร้างวัดกัน วัดแต่ละวัดร้อยล้านบาท พันล้านบาท แต่ถ้าเรามีการที่จะมาร่วมมือทุกภาคส่วน โดยผมนำเสนอ Model ที่เรียกว่าทฤษฎีสามเหลี่ยม ซึ่งภาครัฐเรามีองคาพยพที่พร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่ากระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารท้องถิ่น มี รพ.สต. หรือกระทรวงต่าง ๆ แต่วันนี้ เราลืมภาคสังคมไปครับ เรามีภาคสังคมที่แข็งแรง ถ้าเราช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการซีเอสอาร์ โครงการที่จะดึงมาแล้วให้การสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะภาคประชาชนก็เช่นเดียวกัน เรามาร่วมมือกัน ผมได้เคยนำเสนอท่านในเรื่องของผู้สูงอายุ เราตั้งธนาคารเวลา เราตั้งกองทุนผู้สูงอายุ เราตั้งชมรมเหล่านี้เอามาร่วมกันในการจะแก้ปัญหา เราต้องดึง ภาคสังคมครับ เพราะปัญหาเหล่านี้มันไม่มีทางที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวของตัวเอง แต่ถ้าเกิดว่าเราดึงมา มาร่วมกันให้สร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือครับ เรื่องของเด็ก ก็เช่นเดียวกัน ถ้า ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘,๐๐๐ ตำบล ถ้าทุก ๆ หมู่บ้านมองเห็นปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องขององค์การบริหารท้องถิ่น เรากระจายอำนาจลงไปให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วน เพราะทุกคนมาจากการเลือกตั้ง เขาเป็นพี่น้องพ่อแม่เขา ทุกคนเหมือนเครือญาติกัน จับมาพิจารณาแก้ไขปัญหากัน โดยเฉพาะวันนี้ผมลงไปพื้นที่ ตำบลกบินทร์เห็นชัด ๆ เลย ผมคุยกันกับท่านกำนันสมใจ พุทธิสังข์ ท่านก็บอกว่า ท่าน สส. เราเตรียมเงินไว้สำหรับให้กับเด็กแรกเกิด เรามี ๑๒ หมู่บ้าน ประชากรทั้งหมดประมาณ เกือบหมื่นคน ท่านเชื่อไหมครับ ๑๒ หมู่บ้าน ตั้งแต่มกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคมมีคนเกิด ไม่ถึง ๑๕ คน ทั้งที่กำนัน ท้องถิ่น ท้องที่ เตรียมเงินที่จะเป็นของขวัญคนแรกเกิด ไม่มีคนเกิดครับ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้อีก อีก ๕ เดือนส่งท้ายปี อย่างดีเฉลี่ย ๒ คน ทั้งตำบลเกิดแค่ ๒๐ คน เอา ๒๐ คนนี้ไปโรงเรียนทั้งหมด โรงเรียนนี้ยังน้อยไปเลย แล้วอย่างนี้ฉันใดก็ฉันนั้นนะครับ วันนี้ผมถึงเป็นห่วงใยเหลือเกินว่า ถ้ารัฐบาลไม่มาร่วมมือกันจัดเป็นวาระแห่งชาติ เรามาตั้งเป้าหมายร่วมกัน มีภารกิจร่วมกัน แล้วแบ่งงานกันทำตามกระทรวงต่าง ๆ ผมเป็นกรรมาธิการการศึกษามองถึงการศึกษา โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการศึกษาวันนี้ เราเขียนกันขึ้นมา เราต้องดูเด็ก ๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ปี จนถึงสิ้นลมหายใจ เราเรียก การศึกษาตลอดชีวิตนี้ครับท่าน โดยเฉพาะเด็ก ๓ ปีไปแล้ว เราก็ให้เข้าศูนย์เด็กเล็ก หรือ สพฐ. รับผิดชอบไป แต่วันนี้นะครับ แล้วเด็กแรกเกิดล่ะครับ ใครจะเป็นคนดูแล ผมพยายามในการที่จะนำเสนอโครงการเล็ก ๆ ซึ่งทุกหมู่บ้าน โดยที่วันนี้ผมได้ไปมีศูนย์เด็กเล็ก หรือเราจะไม่เรียกว่าศูนย์หรอกครับ เราเรียกว่าบ้านเด็กเล็ก เชิญดูสไลด์เลยครับ ซึ่งวันนี้ ผมไปสนับสนุนศูนย์เด็กเล็ก แต่ผมอยากจะเรียกว่าบ้าน Baby Care มากกว่า โดยที่ทุกคนครับ ถ้าเราเอาปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผู้สูงวัยเรามาร่วมกันครับ กระทรวงศึกษาธิการ ถ้าเกิดว่ารับเด็ก ช่วงเด็ก ๓ ปีไปแล้ว แล้วเด็กตั้งแต่แรกเกิดจน ๒ ปี ๓ ปีนี่ล่ะครับ แต่ถ้าทุกบันได ทุกขั้นตอน ถ้าเรามาจับมือกัน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยดูแลเด็กนะครับ แล้วให้ชาวบ้านหรือที่มีศักยภาพพอรับเลี้ยง หรือดูแลเป็น Baby Care นะครับ แต่ละบ้าน แต่ละหมู่บ้านนี้มันจะเกิดสังคมที่อบอุ่นเหมือนอย่างที่ผมบอกว่าแค่ Care Economy สังคมเอื้ออาทร ใช่ มันต้องมีค่าจ้าง แต่ถ้าทุกแบบอย่าง ทุกหลักการและเหตุผล เรามาร่วมมือกัน สังคมก็จะเกิดความเอื้ออาทรเป็นแนวทางครับ ผมดีใจเมื่อสักเดือนที่แล้ว กรมอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขลงไปเยี่ยมที่ตำบลกบินทร์ ตำบลลาดตะเคียนนะครับ ที่มีทั้งนายก ทั้งกำนันอัครเดช แล้วก็ท่านนายกเทศมนตรีที่ตำบลลาดตะเคียน ได้จัด Baby Care รับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ปี เอามาดูแลกัน เป็นการช่วยเหลือสังคม แล้วใครที่อยากจะไปทำงานหรือคุณพ่อคุณแม่ นี่ครับมันก็จะตรงกับแนวนโยบายของ ท่านวราวุธ ศิลปอาชา ที่จะสร้างระบบนิเวศของสังคมให้มีการเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างนี้นะครับ

ผมถึงอยากกราบเรียนเพื่อเป็นบทสรุปว่าการที่สังคมจะอยู่เย็นเป็นสุข หรือคนจะเริ่มเกิดได้ ทุกภาคส่วนต้องลงมาจับมือกันแล้วหาแนวทาง ผมเองเป็น สส. ต่างจังหวัด อยู่กับปัญหา เห็นปัญหา เสนอแนวทางที่จะแก้ปัญหา ก็อยากจะเรียนให้ท่าน โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข ลงมือใช่ไหม เพราะถ้าหากว่า เหตุการณ์อย่างนี้ ผมว่าอีก ๒๐ ปีเราจะเอาฐานภาษีที่ไหน วันนี้ประชาชนข้าวยากหมากแพง ผมหันไปตรงไหน ถามใครล้วนแต่ไม่มีรายได้ มันยากจนไปหมดทุกหย่อมหญ้า แล้วเงิน ที่จะต้องแจกกันไปจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเกิดว่าประชาชนไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ได้เงินไป ครั้งหนึ่งเดี๋ยวก็หมด ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังรัฐบาล เอามาเป็น ภาระที่จริงจังเถอะครับ เรื่องของคน ถ้าไม่มีคนเกิด อะไร ๆ ก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาไปได้ โดยเฉพาะวันนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าด้วยระบบของ AI อย่างที่ท่านสฤษฏ์พงษ์ที่เอา ChatGPT ขึ้นมา ผมยังตกใจเลยว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ถามปุ๊บตอบปั๊บ แล้วนับวัน วันนี้ครับ คนก็จะเริ่มมีคนเทียมอีกแล้ว มีคนหุ่นยนต์ มีหุ่น AI ดังนั้นถ้าสังคมเป็นอยู่อย่างนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าประเทศไทยจะเหลือได้อย่างไรถ้าไม่มีประชาชน สุดท้ายไม่ว่าท่าน จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรือส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผมอยากจะบอกว่าญัตตินี้เป็นญัตติ ขนาดใหญ่ เป็นญัตติระดับประเทศชาติ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลควรจะใส่ใจนำมาพิจารณา ไม่ใช่แค่กรรมาธิการนี้เท่านั้น ควรจะให้รัฐบาลเอาเป็นวาระแห่งชาติ มิฉะนั้นแล้ววันนี้ผมมองว่า มันสายไปเสียแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเลยอีกหน่อยหนึ่งแล้วเราจะเลี้ยงดูผู้สูงวัยอย่างไร อัตราการเกิดก็ต่ำลง ๆ โรงเรียนก็จะยุบตัวลง ๓๐,๐๐๐ โรง ผมเชื่อว่าไม่ต้องถึง ๒๐ ปีหรอก อีกไม่เกินกี่ปีนี้โรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ ๓๐,๐๐๐ โรง เป็น ๑๕,๐๐๐ โรง อีกหน่อยคงจะเป็น โรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด

สุดท้ายก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาครับ ที่ให้โอกาสผม ปิดช่วงท้ายดึก ๆ ทุกครั้ง ผมเองก็รอที่จะนำเสนอญัตติมาตั้งหลายเดือน ก็ต้องขอ กราบขอบพระคุณทุกท่าน ขอให้ร่วมกันนำญัตตินี้มาพิจารณา และรัฐบาลก็ควรจะใส่ใจ ในเรื่องของปัญหาผู้สูงวัย ปัญหาแรกเกิด ควรเอาจริงเอาจัง มิใช่มองแต่เป็นงานฝาก ของแต่ละกระทรวง ขอกราบขอบคุณมากครับ