พรรณสิริ กุลนาถศิริ หารือประเด็นการแยกกัญชงออกจากกฎหมายกัญชา โดยคัดค้านแนวคิดการแยกตามที่คณะกรรมการเสนอ และเน้นย้ำความจำเป็นในการแยกแยะกัญชากับกัญชงอย่างชัดเจนทั้งในด้านองค์ประกอบทางวิทยาศาสตร์ การควบคุมการปลูกผ่านเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับรอง รวมถึงการกำหนดแนวทางกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ อุตสาหกรรม และวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ พร้อมเสนอให้ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนากฎหมายรองรับนวัตกรรมในอนาคต โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ด้านเกษตรกรรมและเศรษฐกิจ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคเพื่อไทย ในวาระรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชง ออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ในเบื้องต้นดิฉันขอชื่นชม คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขที่ทำงานได้รวดเร็ว ประชุม ๓ ครั้ง เลือกหน่วยงานที่มีความรู้ ๔ หน่วยงาน ศึกษาดูงานเพียง ๑ ครั้ง ก็สามารถสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างกระชับ แล้วก็ ชัดเจนค่ะ ดิฉันเองไม่ได้ปลูกกัญชา กัญชง ไม่มีส่วนร่วมในระบบการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนในแวดวงธุรกิจใด ๆ ค่ะ แต่ดิฉันสนใจที่จะศึกษาเรื่องนี้ เพราะเล็งเห็นประโยชน์และคุณค่าของพืชกัญชา กัญชงค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะคะ ในประการแรก กัญชงในฐานะที่เป็นพืชวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวม้ง ในส่วนที่ ๒ กัญชงที่เรียกว่า Hemp เป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่เส้นใยคุณภาพ เปลือกก็สามารถเป็น Hempcrete น้ำมันในเมล็ด ตลอดจนเมล็ด Superfood และที่สำคัญยิ่งค่ะ CBD มีประโยชน์มากในภาคอุตสาหกรรมสุขภาพ แล้วก็ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายเหล่านี้ในฐานะรัฐบาลที่ผ่านมา ดิฉันเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชง ได้ไปศึกษาดูงานที่กระทรวง อุตสาหกรรมค่ะ มีผลผลิต ผลิตภัณฑ์จากกัญชงมากมายนับพันชนิด ดังนั้นในประเด็น ของกัญชงดิฉันมองว่ามีประโยชน์และคุณค่าสูงมาก ในส่วนของกัญชาค่ะ THC มีประโยชน์ ทางด้านการแพทย์แล้วก็สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุว่า ผลิตภัณฑ์ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมุนไพรแล้ว มีถึง ๙๘ ตำรับ ระบุว่ามีผู้ได้รับอนุญาตในการที่จะผลิต สมุนไพรมากกว่า ๙๐ รายการ ผลิตเป็นอาหารมากกว่า ๕๗๐ รายการ และผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางราว ๒,๐๐๐ รายการ ดังนั้นพืชทั้ง ๒ ชนิดมีประโยชน์มาก ขึ้นอยู่กับ การจะเลือกใช้อย่างไร อย่างไรก็ตามรายงานสรุปว่า ไม่ควรแยกกัญชงออกจากกฎหมาย ว่าด้วยกัญชา โดยมีเหตุผล ๔ ประการ ดิฉันมีข้อคิดเห็นดังนี้ค่ะ
ในประการที่ ๑ กัญชาและกัญชงไม่สามารถแยกทางกายภาพด้วยตาเปล่า ต้องแยกด้วยปริมาณสาร Cannabinoid ในห้องปฏิบัติการ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกคะ ในปัจจุบันนี้มีข้อมูลการศึกษาค้นคว้าในเรื่องของการผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือในการแยก ปริมาณสารเคมี Cannabinoid จากการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อตรวจหา สารประกอบดังกล่าว ราคาก็ไม่แพงมากนัก อีกทั้งมีความพยายามที่จะคิดค้นเครื่องมือ ในการตรวจหาสาร THC ที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยจากลมหายใจ เขาทำกันได้แล้วค่ะ
ในประการที่ ๒ จากบทสรุปผู้บริหารบอกว่ากัญชาและกัญชงมีต้นกำเนิด จากพืชชนิดเดียวกัน ผสมกันได้ สายพันธุ์เดียวกัน ปริมาณ Cannabinoid ก็อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมค่ะ ดิฉันมีข้อมูลกรณีตัวอย่างจากต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา และแคนาดาสามารถแยกกัญชาและกัญชงออกจากกัน โดยระบบการควบคุมการปลูก จากเมล็ดพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วค่ะ มีพันธุ์ของกัญชงที่ขึ้นทะเบียนในต่างประเทศมากกว่า ๘๐ สายพันธุ์ ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ยังคงให้ปริมาณ THC และ CBD ในเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับประเทศไทยค่ะ จากข้อมูลในเดือนเมษายน ๒๕๖๗ ข้อมูลใหม่ ๆ เลยค่ะ สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการรับรองพันธุ์พืชกัญชงที่มีค่า THC น้อยกว่าร้อยละ ๑ จำนวน ๓๔ สายพันธุ์ค่ะ ถ้าเราใช้เป็นเกณฑ์การควบคุมในการปลูกโดยเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม ดิฉันคิดว่ากลไก ของการแยกกัญชาและกัญชงก็อาจจะเป็นช่องทางที่ดีขึ้น ๓๔ สายพันธุ์นะคะ สำนัก สวพส. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ก็ได้ค้นคว้า แล้วก็เป็นที่ยอมรับในสายพันธุ์ RPF1-RPF4 ในส่วนของภาครัฐค่ะ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาสายพันธุ์แม่แตง ๓ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีก็มีอีก ๓-๔ สายพันธุ์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นค่ะ ดังนั้นไม่ว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนพยายามที่จะวิเคราะห์ศึกษาในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งดิฉันมองว่าจะเป็นต้นทางของการควบคุมการปลูกได้นะคะ
ในประการที่ ๓ ประเด็นนี้สำคัญมากนะคะ ภาคีอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วย ยาเสพติดให้โทษ ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของภาคี มีข้อบัญญัติกฎหมายที่จะต้องเกี่ยวข้อง กับ Convention นี้ โดยเฉพาะการระบุในมาตรา ๒๘ เรื่องของการควบคุมกัญชาค่ะ โดยระบุไว้ใน ๓ ประเด็นด้วยกันค่ะ
ในประเด็นแรก ภาคีประเทศใดเพาะปลูกจะต้องควบคุมเช่นเดียวกับ กฎหมายฝิ่น โดยอ้างถึงมาตรา ๒๓ ในอนุสัญญาเดี่ยวนี้เช่นกัน และยกเว้นไม่ต้องบังคับ สำหรับกัญชาเพื่ออุตสาหกรรม กัญชาเพื่ออุตสาหกรรมก็คือเส้นใยและเมล็ด นั่นก็คือกัญชง นั่นเองค่ะ หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Industrial Hemp
และในประเด็นที่ ๒ กรณีที่มีการควบคุมจะต้องคำนึงถึงใบของต้นกัญชา ที่มีปริมาณ THC พอสมควรด้วย จะเห็นได้ว่าอนุสัญญาเดี่ยวได้คัดแยกกัญชงออกจากกัญชาค่ะ ในประเด็นของการควบคุมในมาตรา ๒๓ การควบคุมการปลูกกัญชาให้กระทำประหนึ่ง เช่นเดียวกับฝิ่นค่ะ ต้องมีสถาบันที่ได้รับอนุญาตการเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง จะเห็นได้ว่ากัญชาและกัญชงถูกแยกออกจากกันนะคะ ถ้าสังเกตให้ดี ๆ ตั้งแต่ Convention ของอนุสัญญาเดี่ยวนี้แล้วค่ะ
ในประเด็นที่ ๓ การไม่แยกกัญชงออกจากกัญชา ได้ข้อสรุปว่าจะทำให้ง่าย ต่อการปฏิบัติ ดิฉันไม่อยากจะมอง ไม่อยากจะให้คิดแค่เพียงว่าง่ายต่อการปฏิบัติ แต่อยากจะ ให้เห็นประโยชน์และเงื่อนไขที่ควรจะแยกออกจากกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณ THC ที่มีอย่างมากในกัญชาและมีไม่มากเลยนะคะ มีจำนวนน้อยในส่วนของกัญชง แต่มี CBD มากกว่าค่ะ อย่างไรก็ตามดิฉันก็ไม่ปฏิเสธผลการพิจารณาศึกษาในภาพรวมค่ะ เนื่องด้วย ห้วงเวลาและโอกาสในห้วงเวลานี้ โดยขอฝากในโอกาสต่อไปค่ะ ด้วยนวัตกรรมและ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะทำให้การจำแนกพืชทั้ง ๒ อย่างนี้ง่ายแล้วก็รวดเร็วขึ้น จึงเห็นสมควรที่ จะเสนอให้มีการวางรากฐานกฎหมายไว้สำหรับอนาคตด้วยค่ะ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าใน ณ วันนี้ยังคงเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน ก็ควรได้ระบุความแตกต่างของกัญชาและกัญชง แยกกันให้ชัดเจนในแต่ละหมวด แต่ละมาตรา ให้ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการปลูก จำนวนพื้นที่ปลูก การใช้เมล็ดพันธุ์ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และการส่งเสริมการใช้ ให้ชัดเจนค่ะ ที่สำคัญยิ่งขอให้แยกพืชกัญชงในส่วนของการเป็นพืชวัฒนธรรม และเป็นพืช เศรษฐกิจของชาติพันธุ์ออกมาให้ชัดเจนด้วยค่ะ
ในส่วนของกระท่อม บทสรุปผู้บริหารก็มีข้อสรุปว่า มีกฎหมายพืชกระท่อม พ.ศ. ๒๕๖๕ ออกมาบังคับใช้ก็ครอบคลุมดีแล้ว ดังนั้น การควบคุมการใช้พืชกระท่อม ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ แต่ในขณะเดียวกันนัยของ พ.ร.บ. พืชกระท่อมก็มีนัยของเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมในเรื่องของ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม โดยที่มีข้อมูลระบุไว้ว่า สำนักงานอาหารและยาอนุญาตให้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีกระท่อมเป็นส่วนประกอบ ต้องมีสาร Mitragynine ไม่เกินร้อยละ ๐.๒ มิลลิกรัมต่อวันที่ประชาชนจะรับได้ ดังนั้น จึงมองว่าการศึกษาวิจัยในเชิงลึกในระยะนี้ ควรจะได้ทำ เพื่อให้กฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้สอดคล้องกับการที่จะส่งเสริมให้เป็นในเรื่องของ ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ด้วย ตามนัยแล้วก็เจตนารมณ์ของกฎหมายค่ะ ก็ขอเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกที่จะได้ร่วมกันขับเคลื่อน ในสิ่งเหล่านี้เพื่อประโยชน์ประชาชนต่อไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ