ภคมน หนุนอนันต์ อภิปรายสนับสนุนรายงานการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำบทบาทของพรรคการเมืองในฐานะสถาบันที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน และเรียกร้องให้มีการปกป้องพรรคการเมืองจากการยุบเลิกโดยอำนาจภายนอกที่อาจเป็นภัยต่อทุกพรรคในอนาคต พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการยุบพรรคที่มาจากการเลือกตั้ง และผลักดันให้มีการแก้ไขกระบวนการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้ประชาชนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบททางการเมืองอย่างรอบด้าน
เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ดิฉันขออภิปราย สนับสนุนรายงานการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้ยึดโยงกับประชาชนค่ะ ก่อนอื่นดิฉันขอชื่นชมอนุกรรมาธิการนะคะ ที่เห็นความสำคัญ และความจำเป็นที่ประเทศไทยควรมีการศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง เพื่อหาแนวทางให้พรรคการเมืองสามารถยึดโยงกับประชาชนได้จริง ๆ ท่านประธานคะ ดิฉันไม่ขออ้อมค้อมนะคะ ดิฉันลุกขึ้นอภิปรายวาระนี้ในฐานะ สส. ของพรรคก้าวไกลค่ะ นับจากนี้ไปอีก ๗ วัน จะเป็นการพิพากษาคดียุบพรรคก้าวไกล ดังนั้นการอภิปรายสนับสนุน รายงานฉบับนี้นะคะ เพื่อเป็นการยืนยันค่ะ ว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันที่เกิดขึ้น จากเจตจำนงของประชาชน ดังนั้นต้องเกิดขึ้นง่าย ดำรงอยู่ได้และสิ้นสุดยากค่ะ ตามที่ รายงานของอนุกรรมาธิการได้ศึกษาเอาไว้ ตามมาตรา ๙๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๙๓ เมื่อพรรคการเมืองกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ต้องพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการล้มล้าง การปกครองก่อน ศาลรัฐธรรมนูญจึงอาจสั่งยุบพรรคการเมืองได้ และรายงานฉบับนี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการปกป้องเจตจำนงของประชาชนที่ส่งผ่านพรรคการเมือง เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นพรรคสุดท้ายที่อาจถูกยุบโดยอำนาจ ของคนไม่กี่คน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคก้าวไกลค่ะ แต่เป็นเรื่องของพรรคการเมือง ทุกพรรค เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับพรรคไหนก็ได้นะคะ เมื่อไรก็ตามที่คุณอาจจะไม่เป็น ที่พึงปรารถนาแล้ว ท่านประธานคะ วงจรการเมืองไทยวน Loop ไม่ไปไหนเลยนะคะ มีฉากทัศน์แค่ไม่กี่ฉากที่สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปค่ะ สารตั้งต้นคล้าย ๆ กันค่ะ เมื่อมีพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชน แต่บังเอิญไปขัดผลประโยชน์ กับกลุ่มผู้มีอำนาจ ชะตากรรมอาจลงเอยด้วยการถูกใช้อำนาจนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็น การรัฐประหาร การใช้องค์กรอิสระแทรกแซง ไปจนถึงการยุบพรรคการเมือง
กล่าวโดยสรุปค่ะ วงจรนี้คือการนำอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาใช้ ทำลายอำนาจจากประชาชน และวงจรนี้ก็ดำเนินการต่อมาเรื่อย ๆ ค่ะ ในขณะเดียวกัน เราก็อ้างมาตลอดค่ะว่าประเทศไทยเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานคะ ไม่มีระบอบประชาธิปไตยในประเทศไหนบนโลกแห่งนี้ที่เขาไล่ยุบพรรคการเมืองกันเป็นว่าเล่น แบบนี้ แถมยังบิดเบือนหลักการของกฎหมาย หลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และไม่สนใจเสียงคัดค้านของประชาชน ดังนั้นนะคะ ดิฉันขอตั้งคำถามว่า พรรคการเมือง มันจะเข้มแข็งได้อย่างไรคะ ถ้าพรรคการเมืองยังถูกยุบได้พร่ำเพรื่อแบบนี้ กลายเป็น ความเคยชินค่ะ เคยชินจนเชื่อว่าการยุบพรรคการเมืองสามารถทำได้อย่างปกติ ปกติอย่างไร ดิฉันขอยกตัวอย่างการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนนะคะ เมื่อมีคดีความเกี่ยวกับ พรรคการเมืองที่รอคำพิพากษา แนวทางการนำเสนอส่วนใหญ่ค่อนข้างสรุปว่าท้ายที่สุดแล้ว พรรคการเมืองนั้นอาจจะโดนยุบ ดิฉันคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของสื่อมวลชนนะคะ แต่เพราะ บริบทการเมืองไทยที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เกิดขึ้นบ่อย ๆ เกิดขึ้นจนขนาดที่สื่อและสังคมสามารถ คาดเดาได้ล่วงหน้าโดยไม่มีใครสนใจข้อกฎหมายอีกต่อไปค่ะ เมื่อไรที่มีการพิพากษาคดี ของพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ ทุกคนก็เชื่อไปก่อนแล้วค่ะว่า ผลของมัน จะออกมาเป็นโทษสำหรับพรรคการเมืองนั้น ๆ สุดท้ายแทนที่สื่อต่าง ๆ สังคมจะวิเคราะห์ ไปถึงข้อต่อสู้ทางกฎหมาย ก็กลายเป็นการวิเคราะห์คดีในฐานะยุทธศาสตร์ทางการเมือง ของผู้มีอำนาจว่าจะชี้ไปในทิศทางไหนแทน รายงานฉบับนี้นะคะ สรุปเอาไว้ว่า การยุบพรรคการเมืองควรจะเป็นเครื่องมือในการปกป้องประชาธิปไตย ไม่ใช่ทำลาย ประชาธิปไตยเสียเองค่ะ ปกป้องจากการขึ้นสู่อำนาจของเผด็จการและระบอบการปกครองอื่น ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเท่านั้น และเป็นกรณีจำเป็นที่ต้องทำค่ะ ถ้าไม่ทำแล้วระบบอื่น ระบอบอื่น จะเข้ายึดปกครองและเปลี่ยนระบอบการปกครองไม่ให้เป็นประชาธิปไตย แต่ต้องทำสิ่งนี้ เป็นสิ่งสุดท้ายนะคะไม่ใช่สิ่งแรก ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่การแทรกแซงขององค์กรอิสระอย่างที่ เป็นอยู่มายาวนานเกือบ ๒ ทศวรรษในการเมืองไทย และนี่เป็นประเด็นสำคัญหนึ่งค่ะ ที่อนุกรรมาธิการได้ศึกษาและรายงานเสนอความเห็นออกมาว่าควรมีการแก้ไขกระบวนการ ยุบพรรคการเมืองให้เป็นเช่นนั้น ท่านประธานคะ ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาไม่ถึง ๒๐ ปี อย่างน้อย ๆ มีการยุบพรรคการเมืองมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๗ พรรคค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็น การยืนยันแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยมันเปราะบางแค่ไหน การยุบพรรค กลายเป็นเครื่องมือที่คนขี้ขลาด แต่อยากมีอำนาจ ใช้เพื่อเข้าสู่อำนาจโดยไม่ต้องแข่งขัน อะไรเลย ทางเดียวที่ดิฉันคิดว่าเราจะหยุด Loop วงจรเหล่านั้นได้คือรายงานฉบับนี้นี่ละค่ะ และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำนุบำรุงพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันที่เข้มแข็ง สามารถ ยึดโยงกับประชาชนได้จริง ๆ และยุติวงจรที่มักง่ายกับระบอบประชาธิปไตยลงได้ค่ะ
สุดท้ายนี้ดิฉันขอตั้งคำถามค่ะ ว่าในประเทศที่การยุบพรรคการเมืองที่มาจาก ฉันทามติของคนเป็นล้าน ๆ เสียง ทำไมทำได้โดยง่าย จากความคิดเห็นของคนแค่ไม่กี่คนคะ แบบนี้เรายังเรียกว่าประชาธิปไตยได้เต็มปากอีกหรือไม่ ดิฉันคิดว่าวิญญูชนที่มีสามัญสำนึก ตอบคำถามนี้ได้ไม่ยากค่ะ และท่านประธานคะ ดิฉันไม่อยากรบกวนสภาแห่งนี้ไปมากกว่านี้ เพราะอย่างไรก็ตามก็เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ เพียงแต่ว่าถ้าพี่น้องประชาชนที่รับชม อยู่ในขณะนี้อยากเห็นและเข้าใจวงจรการเมืองได้ชัดและลึกขึ้น ดิฉันมีบทความ ๆ หนึ่ง ที่อยากแนะนำให้ไปอ่าน ชื่อบทความว่า ทำไมชนชั้นนำไทยจึงหน้าด้าน ขอบคุณค่ะ