คำพอง เทพาคำ หารือเรื่องความแตกต่างระหว่างการเมืองประชาธิปไตยประชาชนและเสรี โดยชี้ให้เห็นพัฒนาการทางการเมืองไทยภายใต้เผด็จการ และเสนอว่าพรรคการเมืองต้องเป็นพื้นที่บ่มเพาะสมาชิกที่มีความเสียสละเพื่อประชาชน โดยอำนาจรัฐควรมาจากเสียงส่วนมากของราษฎรผ่านการเลือกตั้ง พร้อมทั้งหารือถึงความเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และประชาชน เพื่อเสนอให้สถาบันพรรคการเมืองยึดโยงกับประชาชนอย่างสร้างสรรค์และตรวจสอบได้
เรียนประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในภาคอีสานนะครับ ท่านประธานครับ ในสังคมการเมืองประชาธิปไตยนี้มันก็จะแบ่งออกเป็นสัก ๒ ประเภท คือการเมืองประชาธิปไตยประชาชนและการเมืองประชาธิปไตยเสรี พรรคการเมืองในสังคม ประชาธิปไตย ประชาชนเขาก็อาจจะมีประวัติศาสตร์หรือว่ามีพัฒนาการทางด้านการเมือง เขาสถาปนาพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อการต่อสู้ปลดปล่อยประเทศชาติ ปลดปล่อยสังคมเขา อย่างกรณีของ สปป. ลาวนี้นะครับ เขาก็มีพรรคการเมืองเดียว อุดมการณ์ที่เขาใช้ก็คือ อุดมการณ์ Marxism นะครับ แต่ว่าผมก็คงจะไม่อธิบายความให้ไปมากกว่านี้นะครับ เรามาพูดถึงประเทศไทยเราซึ่งมีพัฒนาการทางด้านการเมือง ประชาธิปไตยเสรีนะครับ ถึงแม้ว่าบางช่วงบางตอนซึ่งเป็นช่วงเวลาเสียส่วนมากเราอยู่ภายใต้การครอบงำของ กลุ่มเผด็จการทหารหรือกลุ่มเผด็จการคณาธิปไตยพลเรือน นักการเมืองหลายคนนะครับ ถูกสังหาร ถูกสั่งประหาร อย่างนายครอง จันดาวงศ์ อย่างนี้นะครับ เป็นผู้แทนราษฎร ของทางภาคอีสานก็ถูกอำนาจเผด็จการสั่งประหารนะครับ พอยุคหลัง ๆ นี้ผลพวง จากการก่อรัฐประหารเราจะเห็นว่ามันจุดจบนะครับ มันจุดจบสักจุดหนึ่งกระมัง อย่างกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นี่ก็จากการฆ่ายิงเป้านักการเมือง ก็หันปากกระบอกปืนมาสังหาร ประชาชน หรือแม้แต่พฤษภาคม ๒๕๓๕ อย่างนี้นะครับ แต่ช่วงนี้นะครับเรารู้สึกว่าการเมือง ของเรานี้ จากการประหารผู้คนก็มาประหารพรรคการเมือง ซึ่งข้อหาก็วาทกรรมที่สร้างสรรค์ ขึ้นมา ก็คือกำหนดขึ้นมาเอง บัญญัติขึ้นมาเองนะครับ เซาะกร่อนบ่อนทำลายประมาณนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องของพรรคการเมืองถ้าในประเทศเสรีมันจะต้องให้โอกาส ของทุกคนนะครับ ซึ่งคนเราในสังคมมนุษย์มีความคิด มีอุดมการณ์ ศึกษาเรียนรู้ทฤษฎี มาแตกต่างกันมากนะครับ ผมยกตัวอย่างอย่างประเทศที่เขาเจริญแล้ว อย่างฝรั่งเศส การเมืองเขาเจริญแล้วนะครับ ลงตัวแล้วในสาระที่ ๕ ผู้คนของเขา พรรคการเมืองของเขา มีตั้งแต่โน่น ขวาตกขอบ อนาธิปไตย ขวา ขวากลาง ๆ กลาง ๆ ขวา ๆ ซ้าย ซ้ายตกขอบ คอมมิวนิสต์ มีหมด แต่สิ่งที่เขาสามารถที่จะนำพรรคการเมืองหรือให้พรรคการเมืองเข้าสู่ อำนาจได้ก็คือ อำนาจของราษฎร อำนาจของประชาชน ฝรั่งเศสเขาเลือกตั้งตั้ง ๒ รอบ ใช่ไหมครับ รอบแรกไม่มีใครมีเสียงส่วนมากเด็ดขาด เขาก็เลือกตั้งรอบ ๒ ให้มีเสียงเด็ดขาด ในประธานาธิบดีก็ดี ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ฉะนั้นก็จะเห็นว่าอุดมการณ์ทางการเมือง หรือพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่นะครับ ซึ่งมีคนชื่นชมหรือว่ามีคนมีส่วนร่วมเป็นสมาชิกน้อย เลือกกากบาทให้น้อย ก็มาหับมาหายไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ว่าตายไปไหม ไม่ตาย สมัยหน้าเขาก็ลงใหม่ พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสเขาก็ยังลงอยู่แต่ว่าไม่มีโอกาสเข้าไปนั่ง ในสภา แต่ฝ่ายซ้ายก็เข้าไปบ้าง ฝ่ายขวาเข้าไปบ้างนะครับ เป็นเสียงเด็ดขาด ดังนั้นอำนาจรัฐ เขาถึงบอกว่ามันมาจากปลายปากกาครับ ชาวบ้านเขาเข้าคูหากากบาท เสียงส่วนมาก ก็เป็นผู้ที่กุมอำนาจรัฐไปนะครับ ส่วนเสียงส่วนน้อยก็เป็นฝ่ายค้าน เป็นผู้ที่ให้ความเห็น เล็ก ๆ น้อย ๆ ในสภาก็ว่ากันไปนะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องของพรรคการเมืองนี้ มันเป็นพื้นที่ในการบ่มเพาะสมาชิกด้วย มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องว่าการเข้ามาทำพรรคการเมือง มันจะต้องเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎร เข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเสมอไปใช่ไหมครับ สมาชิกพรรคการเมืองที่มันยึดโยง ที่มันเป็นพรรคมวลชนทุกคนมีบทบาทหน้าที่หมด อาจจะเป็นคณะทำงานจังหวัด เป็นสมาชิกเฉย ๆ เป็นอาสาสมัครในการรณรงค์หาเสียง หรือว่าอยากจะเป็นผู้แทนราษฎรก็อาสา มิตรสหาย พรรคพวก มวลชนทั้งหลาย สมาชิก ให้สรรหาเข้าสู่กระบวนการลงสมัครรับเลือกตั้งนะครับ แต่ว่ากว่าจะผ่านกระบวนการ สรรหาก็ต้องแสดงความเป็นผู้ที่มีความเสียสละ เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์มุ่งมั่น ทำงาน เพื่อประชาชน ทำงานเพื่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ส่วนตัว เสียสละ จนเป็นที่ยอมรับของมวลสมาชิก จนเป็นที่ยอมรับ สุดท้ายก็ต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน ให้ประชาชนกากบาทถึงจะมี โอกาสได้เข้าไปเป็นผู้แทนราษฎรหรือเข้าไปเป็นผู้ที่มีอำนาจในรัฐ ซึ่งสุดท้ายประชาชน สมาชิกพรรคก็จะต้องจับจ้องการทำงานว่าไปทำอะไรรุ่มร่ามเสียหาย ไปอยู่ไปกิน กินบ้าน กินเมืองนะครับ ไปกินเล็กกินน้อย กินมาก กินเกินหรือเปล่านะครับ ก็ประชาชนหรือสมาชิก ก็ช่วยกันดูแลในฐานะพรรคการเมือง ในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง หรือในฐานะ Voter ให้พรรคการเมืองนั้นได้มีอำนาจในสภา หรือในการบริหารราชการแผ่นดิน
ท่านประธานครับ สิ่งที่คู่กับพรรคการเมืองอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของ กลุ่มผลประโยชน์นะครับ กลุ่มผลประโยชน์เมื่อพรรคการเมืองทำงานควบคู่กันไปกับ กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มผลประโยชน์มันต้องมีตั้งแต่กลุ่มผลประโยชน์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่กี่บาทใช่ไหมครับท่านประธาน อาจจะไม่กี่บาท ไม่กี่ร้อย ไม่กี่พัน ไปถึงแสนล้าน ถ้าเข้าสู่ กระบวนการที่พรรคการเมือง สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะมีมูลค่าในกลุ่มผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ก็จะมี ความเท่าเทียมกัน สามารถตรวจสอบกันได้ ทุกคนสามารถยกระดับทางเศรษฐกิจขึ้นได้ โดยผ่านกระบวนการกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งมีความเป็นธรรม เป็นเศรษฐกิจ ที่มีความเป็นธรรม ดังนั้นเรื่องของพรรคการเมืองกับกลุ่มผลประโยชน์มันถึงจะต้องเป็นของ คู่กัน ดังนั้นถ้าประชาชน ถ้าสมาชิกของพรรคการเมืองมีบทบาท มีส่วนร่วมในพรรคการเมือง ทุกอย่าง ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่การเป็น Voter การเป็นสมาชิก ไปจนถึงการอาสา ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ แม้แต่ กลุ่มผลประโยชน์ของตนเองในทุกระดับได้ ดังนั้นเศรษฐกิจก็จะสามารถเชื่อมโยงกับ พรรคการเมือง กับกลุ่มผลประโยชน์ที่มีความสร้างสรรค์เศรษฐกิจที่มีความเป็นธรรม ดังนั้น ผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้นะครับว่า สถาบันพรรคการเมืองจะต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่เฉพาะประชาชนที่เป็นสมาชิกนะครับ ก็เป็นประชาชนที่เป็น Voter ด้วย ขอบคุณครับ ท่านประธาน