เชตวัน ตั้งข้อสังเกตยุบพรรคขัดรัฐธรรมนูญ ชี้ต้องฟังเสียงประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

เชตวัน เตือประโคน สนับสนุนรายงานกรรมาธิการเกี่ยวกับพรรคการเมือง แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในการตัดสิทธิทางการเมือง โดยเฉพาะการยุบพรรคการเมืองโดยศาลรัฐธรรมนูญที่อาจเกินอำนาจและขัดรัฐธรรมนูญ จึงเสนอให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อจำกัดการตัดสิทธิให้เหมาะสมและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจแทนการตัดสินโดยองค์กรใดองค์กรเดียว

นายเชตวัน เตือประโคน ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. ก้าวไกล ปทุมธานี พื้นที่เทศบาลเมืองคูคต เมืองลำสามแก้ว และเมืองลาดสวาย ผมขอร่วมอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีผลรายงานเล่มนี้ออกมา รวมถึง มีเรื่องของข้อเสนอในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เข้ามาในที่นี้ด้วยนะครับ ผมพิจารณาแล้วในเล่มนี้ของท่าน ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยกับเนื้อหา ส่วนใหญ่และยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างนี้ พร้อมมากครับ ปากกาในมือผม สั่นแล้วนะครับตอนนี้ ถ้าเสร็จแล้วก็สามารถเอามาให้ผมร่วมลงชื่อได้เลย ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกพูดถึงข้อจำกัด พูดถึงปัญหาไปแล้ว ผมจะสนับสนุนใน ๒ ประเด็นที่ผมคิดว่า สำคัญนะครับ นั่นก็คือเรื่องของการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและเรื่องการตัดสิทธิในการออกเสียง เลือกตั้ง รวมถึงอีก ๑ ข้อสังเกตที่ผมจะฝากไปกับทางกรรมาธิการนะครับ เดี๋ยวจะพูดต่อไป

เริ่มที่เรื่องที่ ๑ ครับ เรื่องการตัดสิทธิการรับสมัครเลือกตั้ง ผมอยากจะยก ๓ ตัวอย่างความผิดที่ทำให้ถึงขั้นต้องตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลตามสไลด์นี้นะครับ อันนี้คือข้อที่ ๑ เรื่องกรณีที่ผู้บริจาคให้พรรคการเมืองเอาเงินนี้ไปกระทำการที่บ่อนทำลาย ความมั่นคง หรือพูดง่าย ๆ คือไปก่อการกบฏอะไรนี่ละครับ แม้มีโทษปรับ มีโทษจำคุกแล้ว ยังมีการให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วยนะครับ

กรณีที่ ๒ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคไปสนับสนุน ส่งเสริม ให้มีการก่อกวนวุ่นวาย คุกคามความสงบเรียบร้อย ตรงนี้ก็มีโทษเช่นเดียวกันนะครับ ไม่ว่าจะปรับ ไม่ว่าจะโทษจำคุก แล้วก็มีเรื่องของการให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เหมือนกันครับ

อีกกรณีหนึ่งที่ผู้เรียกรับยอมรับเงิน ทรัพย์สิน เพื่อไปแต่งตั้งคนให้มีตำแหน่ง ทางการเมือง เพื่อไปให้มีตำแหน่งทางด้านบริหารราชการแผ่นดิน หรือมีตำแหน่งกับ ในหน่วยงานรัฐนะครับ ตรงนี้ก็มีโทษจำคุก ๑๐-๒๐ ปี และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งด้วย

ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ กรณี แม้จะมีโทษที่ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งไปแล้วนะครับ แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ นี้ ยังไม่ได้ระบุระยะเวลาว่านานเท่าไร ก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการครับ ขอบคุณมากที่ท่านให้กรอบเวลาที่ชัดเจน คือทุก ๆ เรื่องถ้าจะมีการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คือไม่เกิน ๕ ปี ซึ่งก็ครอบคลุมระยะเวลาอายุสภา ๒ สมัย ก็ได้สัดส่วนอยู่ครับ นี่คือเรื่องที่ ๑ นะครับ

เรื่องต่อมาครับ เรื่องของสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของบุคคลที่ไม่ควร ต้องตัดสิทธิครับ คือสิทธิในการไปเลือกตั้งของคนมันไม่ควรถูกตัดครับ การใช้สิทธิออกเสียง เลือกตั้งของประชาชนเป็นการกำหนดอนาคตของเขาว่าอยากอยู่ในสังคมแบบไหน ภายใต้ นโยบายของพรรคการเมืองใดที่จะไปเป็นฝ่ายบริหารนะครับ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ดีขึ้น จริงอยู่ครับ เขาอาจถูกตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งไป แต่ก็ไม่ควรถูกตัดสิทธิ ในการไปออกเสียงเลือกตั้งของเขาครับ จริง ๆ ถ้ามีเวลาผมอยากจะชวนคิดต่อนะครับว่า พูดจริง ๆ ก็คือว่ากรณีของพระสงฆ์ กรณีของผู้ต้องโทษ ควรจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้วพูดกันตรง ๆ พูดกันในความเป็นจริงก็คือว่า สุดท้ายแล้วพระภิกษุ ก็กินข้าวบ้านของประชาชนที่ทำมาหากิน นักโทษก็ต้องอยู่ในเรือนจำที่รับนโยบายจาก กระทรวงยุติธรรม จากการบริหารของรัฐบาล กรณีนี้ผมก็มีอีก ๓ ตัวอย่างที่จะยกมาให้เห็น ด้วยครับ

กรณีที่ ๑ กรณีนายทะเบียนไปรวมเอาคนที่สมัครสมาชิกพรรคต่าง ๆ มา โดยที่เจ้าตัวเขาไม่รู้เรื่องใช่ไหมครับ ไปเอาบัตรประชาชนเกณฑ์คนเข้ามาแล้วสมัครสมาชิกพรรค โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง ตรงนี้ไม่ควรมีการตัดสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครับ มีโทษจำคุก มีโทษปรับ อยู่แล้ว ไม่ควรตัดสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

กรณีที่ ๒ ครับ กรณีที่บุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป น่าจะเคยได้ยินกันนะครับ ทำตัวเหมือนพรรคการเมือง อย่างที่มีคนไปร้องพรรคอะไรนะครับ พรรคก้าวล่วงใช่ไหมครับ พรรคไฟเย็นใช่ไหมครับ ที่ กกต. เองก็มีการตรวจสอบ แต่ก็ไปไม่ถึงความผิด แต่ถ้าจะมี ความผิดตรงนี้จริงก็ควรแค่โทษจำคุกและโทษปรับ ไม่ควรต้องมีโทษการตัดสิทธิไปใช้สิทธิ เลือกตั้งของเขา

กรณีที่ ๓ กรณีพรรคการเมืองรับเงินบริจาคเกิน ๑๐ ล้านบาท ที่ไปตัดสิทธิ นะครับ ไปตัดสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคที่ไม่ได้รู้เรื่องเลย กรรมการ บริหารพรรคด้วยนะครับ แล้วตรงนี้นะครับ ทั้ง ๆ ที่มีโทษสูงถึง ๑ ล้านบาทแล้ว และเงินบริจาค ในส่วนที่เกินที่กำหนดนั้นให้ตกไปเป็นของกองทุนพัฒนาการเมืองนะครับ ยังจะไปตัดสิทธิ การเลือกตั้งของเขาอีก ก็ไม่ควรครับ ไม่ควรที่จะมีการตัดสิทธิเลือกตั้งตรงนี้

ท่านประธานครับ อีก ๑ ข้อสังเกตของผมที่อยากฝากผ่านท่านประธานไปถึง ทางท่านกรรมาธิการที่พิจารณาในเรื่องนี้นะครับ และมีร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองออกมานะครับ ผมอยากจะถามท่านว่า ท่านได้พิจารณา หรือไม่ครับว่า ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น มีบางบทบัญญัติมันมีบางมาตราที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนั้นแทนที่จะเป็นเพียง แค่การแก้ไข บางทีผมเห็นว่าท่านอาจต้องยกเลิกไปเลย ด้วยเหตุแห่งการขัดรัฐธรรมนูญนั้น ผมกำลังพูดถึงเรื่องการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองที่ปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้ครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ บทบัญญัติใดจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้ ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ พูดเรื่องหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้ ดังนี้

(๑) พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย

(๒) พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ และ

(๓) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

จะเห็นว่าทั้ง ๓ ข้อนี้ไม่มีหน้าที่และอำนาจเรื่องยุบพรรคการเมืองที่ให้กับ ศาลรัฐธรรมนูญเลย และในข้อ ๓ ที่บอกว่า อำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ พลิกดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทุกมาตราแล้วก็ไม่มีเรื่องยุบพรรคการเมืองอยู่ในนั้น การมีคำสั่ง ยุบพรรคการเมืองจึงเกินขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้ ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมอยากให้ กรรมาธิการไปพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าขัดครับ เราก็อาจต้องตัดบทบัญญัติที่ให้ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมืองนี้ออกไป ผมก็ไม่อยากที่จะคิดเสนอ ให้มีใครส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนะครับ คงย้อนแย้ง คงแปลกพิลึก ศาลจะตีความ อย่างไรครับกับกฎหมายฉบับนี้ที่เคยสั่งยุบพรรคการเมืองมาแล้วถึง ๒ พรรค คือ พรรคไทยรักษาชาติและพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ ท่านก็กำลังจะมี คำวินิจฉัยพรรคก้าวไกลด้วย หรือหากจะนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ครับ มีการยุบพรรคการเมือง ไปแล้วทั้งหมด ๓๓ พรรค มีคนที่ถูก Ban ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๔๙ คน

สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมก็อยากจะย้ำว่า ไม่ควรมีใครหรือองค์กรใด มายุบพรรคการเมืองที่มาจากเจตจำนงของประชาชนได้อย่างง่าย ๆ ถ้าจะมีนะครับ ถ้าจะมี การยุบพรรคการเมืองก็ควรเกิดจากการที่ไม่มีใครเลือกพรรคการเมืองนั้น ไม่มีคนสนับสนุน พรรคการเมืองนั้นอีกต่อไป ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เรานักการเมือง คนที่สังกัดพรรคการเมือง ต้องช่วยกันสนับสนุนรายงานฉบับนี้ ช่วยกันลงชื่อในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ท่านอาจจะกลับไปแก้ไขในแบบที่ผมเสนออีกสักเล็กน้อยนะครับ ขอบคุณครับ