วรภพ วิริยะโรจน์ หารือประเด็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรคการเมืองผ่านการเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเสนอให้ยกเลิกข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายในการสมัครเป็นสมาชิกพรรค และผลักดันหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียงในการเลือกหัวหน้าพรรค เพื่อให้พรรคการเมืองสะท้อนเจตจำนงของสมาชิกอย่างแท้จริง
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายเสริมในเรื่องของรายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องของพรรคการเมือง ในประเด็นใหญ่ ๆ ก็คือว่า ถ้าเราอยากจะเห็นพรรคการเมืองเข้มแข็ง ผมคิดว่าใจความสำคัญก็คือการทำให้ สมาชิกพรรคเป็นเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริง ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้พัฒนา ให้พรรคการเมือง แล้วก็ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น ผมต้องเกริ่นอย่างนี้ก่อนครับว่า ในระบอบประชาธิปไตยนี้พรรคการเมืองเหมือนเป็นสถาบัน การเมืองหลักที่แข่งขัน เสนอทางเลือกให้พี่น้องประชาชนเลือกเข้าไปมีอำนาจปกครอง ก็คือไปเป็นรัฐบาลถูกไหมครับ แต่พรรคการเมืองปัจจุบันและกฎหมาย พ.ร.ป. พรรคการเมืองปัจจุบันนี้ยังไม่ได้เปิดช่องหรือรับรองสิทธิของสมาชิกพรรคการเมือง อย่างแท้จริง ผมจะขอขยายความในประเด็นเล็ก ๆ อย่างนี้ครับ คือถ้าเราไปดูข้อมูล จาก กกต. ก็ตาม สมาชิกพรรคการเมืองในประเทศไทยล่าสุดจะอยู่ที่ ๑.๔ ล้านคน จากผู้มีสิทธิ เลือกตั้งทั้งหมดประมาณ ๕๒ ล้านคน คำนวนออกมาแล้วก็คือ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๑.๔ ล้านคนดูเหมือนจะเยอะ ใช่ครับ แต่ถ้าเทียบกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็คือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ยังคิดว่ายังเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย นั่นหมายความว่าประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิ เลือกตั้งยังมีความสนใจที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง สนับสนุนพรรคการเมืองที่ตัวเอง ชื่นชอบ ในอุดมการณ์ที่ตัวเองอยากสนับสนุนยังเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้น หมายความว่ายังมีโอกาสอีกมากที่เราจะเพิ่มบทบาทของประชาชนเพื่อให้เขามาเป็นสมาชิก พรรคการเมือง แล้วก็มีบทบาทสนับสนุนในพรรคการเมืองที่เขาชื่นชอบ หรืออุดมการณ์ ทางการเมืองที่เขาอยากสนับสนุนต่อนะครับ ทีนี้ข้อจำกัดอะไรที่ทำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แน่นอนครับ หนึ่งในนั้นก็คือเงื่อนไข ของข้อจำกัดทางด้านการเงินที่กฎหมายก็ยังกำหนดไว้ว่า การจะมาเป็นสมาชิก พรรคการเมืองนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่าย ถึงแม้ว่าในกฎหมายมีการแก้ไขออกมา จะลดลงมาแล้ว ก็ตามนะครับ แต่ผมคิดว่าการที่ล็อกไว้ในกฎหมายเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้มีความสนใจที่จะมาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ดังนั้น จึงเห็นด้วยที่รายงานฉบับนี้มีการเสนอว่า การเอาเรื่องของค่าใช้จ่ายขั้นต่ำออกไปเลย คืออย่างน้อยก็ให้เป็นแต่ละพรรคการเมืองสามารถกำหนดค่าบำรุงรายปีของสมาชิก พรรคการเมืองได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าพรรคการเมืองไหนที่อาจจะไม่กำหนดว่าไม่ต้องมี เงินค่าบำรุงเลยก็ได้ ดังนั้นการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็คือเป็นได้โดยที่ไม่ต้อง มีค่าใช้จ่าย มันก็จะเกิดขึ้นได้จริงนะครับ ซึ่งอันนี้ต่างหากที่ทำให้ประชาชนคนไทยเข้ามาเป็น สมาชิกพรรคการเมืองได้มากขึ้น และเช่นเดียวกันนะครับ เมื่อบทบาทของสมาชิก พรรคการเมืองมีมากขึ้น มันก็จะมาสู่ต่อไปว่า แล้วอำนาจหรือบทบาทของสมาชิก พรรคการเมืองของพรรคการเมืองจะเป็นอย่างไร ในกฎหมายปัจจุบันนี้ต้องบอกว่า เรามีกำหนดไว้ครับว่าในการเลือก ผมคิดว่าอำนาจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองก็คือ การเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งในการเลือกหัวหน้าพรรค จริง ๆ มาตรา ๓๘ ก็กำหนดไว้ว่า จะต้องเลือกในที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง มาตรา ๓๙ มีการกำหนดแค่องค์ประชุม ขั้นต่ำว่าต้องไม่เกิน ๒๕๐ คน ต้องมีจากสัดส่วนสาขาพรรคอะไรบ้าง แต่ประเด็นก็คือว่า ในการลงมตินี่ละครับ อำนาจในการลงมติในที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองเป็นไปตาม ข้อบังคับของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งผมคิดว่านี่มีประเด็น นั่นหมายความว่าแต่ละพรรคการเมือง ก็สามารถกำหนดข้อบังคับพรรคที่ให้สัดส่วน น้ำหนัก ในการลงมติในที่ประชุมใหญ่ แตกต่างกันได้ตามแต่ละพรรคที่จะออกแบบไว้ ผมคิดว่าประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ถ้าเราอยากจะให้ สมาชิกพรรคการเมืองเป็นเจ้าของพรรคการเมืองจริง ๆ คือการรับรองสิทธิของสมาชิก พรรคการเมือง ๑ สิทธิ ๑ เสียง One Man One Vote ในที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองนั้น ไปเลย อันนี้ต่างหากที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ พรรคการเมืองนี้ครับ เป็นตัวแทนและได้ฉันทามติจากสมาชิกพรรคการเมืองที่แท้จริง และแน่นอนครับ เมื่อเลือกหัวหน้าพรรคไปแล้ว หัวหน้าพรรคของแต่ละพรรคการเมืองก็จะมี ความยึดโยงกับสมาชิกพรรคการเมืองมากขึ้น การทำงานทางการเมืองต่าง ๆ ตัดสินใจ ทางการเมือง ไม่ว่าจะส่งผู้สมัครคนใด ตัดสินใจในทางการเมืองระดับใหญ่ว่าจะเข้าร่วม รัฐบาลหรือไม่ จัดสรรโควตากระทรวงไหน จะต้องตอบคำถามกับสมาชิกพรรคการเมืองได้ ผมว่าอันนี้คือเป็นใจความสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคการเมือง ทุกการตัดสินใจ จะต้องคิดถึงเสมอว่าจะต้องตอบคำถามกับสมาชิกพรรคการเมืองของตัวเองได้ พูดง่าย ๆ คือ ตอบคำถามกับผู้สนับสนุนพรรคการเมืองได้ และผมคิดว่าจะทำให้พรรคการเมืองทุกพรรค ก็จะมีการตัดสินใจที่ตรงไปตรงมากับประชาชนและสมาชิกพรรคการเมืองมากขึ้น และนี่ต่างหากที่ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องบอกว่าเจ้าของจริง ๆ คือสมาชิกพรรคการเมือง เจ้าของจริง ๆ ของอำนาจคือประชาชน ดังนั้นผมคิดว่าเป็นใจความใหญ่ที่ประเทศไทย ถ้าอยากจะมีการก้าวหน้าในประชาธิปไตย มากขึ้น ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ก็ต้องรับรองสิทธินี้ให้ชัดเจนนะครับ ไม่อย่างนั้น มันก็จะเกิดกรณีที่พรรคการเมืองสุดท้ายมีการเลือกหัวหน้าพรรคขึ้นมา โดยที่สมาชิก พรรคการเมืองไม่ได้เป็นคนตัดสินใจที่แท้จริง อาจจะบอกว่ามีส่วนร่วมได้ แต่ว่าไม่ได้เป็นคน กำหนด เป็นคนเลือกที่แท้จริง ดังนั้นการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคการเมืองก็อาจจะ ไม่ได้ตอบคำถามหรือยึดโยงกับสมาชิกพรรคการเมืองนะครับ และแน่นอนที่สุด ถ้าจะเพิ่มให้ บทบาทของสมาชิกพรรคการเมืองมีความสำคัญมากขึ้น มันก็สามารถเชื่อมโยงไปกับ การสนับสนุนของรัฐต่อพรรคการเมืองได้ พูดง่าย ๆ คือเงินอุดหนุนพรรคการเมืองนี่ครับ มันก็สามารถแปรผันตามจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองได้เลย ซึ่งแน่นอนมันก็จะทำให้ พรรคการเมืองก็ต้องทำงาน ทำหน้าที่รับใช้สมาชิกพรรคการเมืองได้อย่างชัดเจนขึ้น พูดง่าย ๆ คือถ้าทำไม่ดี วันรุ่งขึ้นสมาชิกพรรคการเมืองก็จะลาออกหรือเปลี่ยนไปเป็นสมาชิก พรรคการเมืองพรรคอื่นที่ตัวเองอยากสนับสนุนแทน และพรรคการเมืองนั้นก็ได้เงินสนับสนุน จากรัฐ เขาก็สามารถทำงานทางการเมือง บริหารทางการเมือง รณรงค์ประชาสัมพันธ์ ด้วยเงินอุดหนุนที่รัฐจัดหาให้ ตราบใดที่ยังมีสมาชิกพรรคการเมืองสนับสนุน ตราบใดที่ยังมี ประชาชนหนุนหลัง โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งเงินจากทุนใหญ่ในการมาทำกิจกรรมทางการเมือง ในการมารณรงค์ ในการมาประชาสัมพันธ์ ในการมาแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ อุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละพรรคการเมือง ดังนั้นผมจึงอยากขอเสริมจากรายงาน ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ฉบับนี้ครับ เพื่อให้พรรคการเมืองเรานี้ยืนยันว่าสมาชิกพรรคการเมืองจะได้เป็นเจ้าของ พรรคการเมืองที่แท้จริงครับ ขอบคุณครับ