จิตติพจน์ ชี้หลักยุบพรรคต้องสัมพันธ์กับนิติธรรมและมาตรฐานสากล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ อภิปรายประเด็นการยุบพรรคการเมืองโดยเน้นความสำคัญของพรรคในระบอบประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้ทบทวนการยุบพรรคตามมาตรฐานสากลและหลักนิติธรรม โดยย้ำว่าควรกระทำเฉพาะกรณีร้ายแรงที่กระทบต่อระบอบการปกครอง มีความสมสัดส่วนของโทษ และผ่านกระบวนการที่เป็นธรรม เพื่อรักษาเสถียรภาพและเสริมเข็มแข็งให้แก่ประชาธิปไตย

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษครับ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องของพรรคการเมือง และประชาชนนั้น ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากประชาชนทุกคน ทั้ง ๗๐ ล้านคนไม่สามารถที่จะบริหารประเทศได้ จึงต้องมีตัวแทน จึงต้องมีพรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองก็ส่งผู้แทนมาให้ประชาชนเลือกเพื่อที่จะทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็ อยู่ในฝ่ายบริหารนะครับ อันนี้ก็เป็นหลักการที่ใช้ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อหลักการ การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นเช่นนี้ พรรคการเมืองจึงต้องเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็ง การจะยุบพรรคการเมืองไม่สมควรที่จะกระทำได้โดยง่าย แต่ช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา มีพรรคการเมืองจำนวนมากที่ต้องถูกยุบลง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยครับ แต่อย่างไรก็ดีครับ ในวันนี้ผมก็ขออนุญาตให้ความเห็น ในลักษณะทางวิชาการครับท่านประธาน โดยการถอยหลังกลับมาสัก ๑ ก้าว แล้วมองมาที่ ประเทศไทยผ่านสายตาของสากลนะครับว่า ในระบอบสากลแล้วมองในเรื่องของ การยุบพรรคอย่างไร ผมก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการยุบพรรคในหลาย ๆ ประเทศ ก็ขออนุญาตยกตัวอย่างกระบวนการหรือความเห็นเกี่ยวกับการยุบพรรคที่มีการศึกษากัน ในสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยครับ มีหน่วยงานหนึ่ง ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการยุบพรรค เรียกว่า Venice Commission เป็นหน่วยงาน ของสหภาพยุโรป ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการยุบพรรคไว้ครับท่านประธาน ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ หรือประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งในขณะนั้นประเทศเรายังไม่มีประเด็นเรื่องการยุบพรรคนะครับ ประเด็นปัญหาทางการเมืองในปี ๒๕๔๙ ก็ยังไม่เกิดขึ้น ความเห็นที่เกิดขึ้นในรายงานฉบับนั้น จึงเป็นรายงานที่มองอย่างกลาง ๆ โดยไม่ได้มองสถานการณ์ของประเทศไทยแต่อย่างใดครับ ในรายงานฉบับนั้นมีจำนวนหลายหน้า แต่ขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ประมาณ ๓ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องการยุบพรรค รายงานฉบับดังกล่าวกล่าวไว้ว่า การยุบพรรค จะต้องกระทำเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงอย่างยิ่งยวด เช่น การใช้ความรุนแรง หรือสนับสนุนให้เกิดการใช้ความรุนแรงในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จึงจะเข้าข่ายถูกยุบพรรคครับ แต่ถ้าหากว่าเป็นการกระทำผิดในเรื่องอื่น ๆ ไม่สมควร ที่จะมีการยุบพรรค เนื่องจากการทำโทษนั้นต้องถือหลักการได้สัดส่วน หรือ Proportional จะต้องได้สัดส่วน โทษมากก็ทำโทษมาก โทษน้อยโทษก็ต้องเบาตามสัดส่วนครับ

นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ได้มีการกล่าวในเรื่องของการยุบพรรคครับ ก็พูดถึงเรื่องของการพิจารณาในกระบวนการยุบพรรคที่จะต้องถือหลักการ Due Process หรือหลักนิติธรรม หรือหลักกระบวนการพิจารณาที่เป็นวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้อง มีความเปิดเผย และจะต้องให้รับประกันว่ากระบวนการพิจารณานั้นจะต้องเป็นธรรม จึงจะมีการพิจารณาว่าจะยุบพรรคหรือไม่ กล่าวโดยสรุปก็คือ ในสายตาของสหภาพยุโรป ซึ่งมีประสบการณ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเวลานานนั้น ได้วางหลักว่า ๑. ต้องรุนแรงจริง ๆ มีการใช้ความรุนแรง ๒. โทษต้องได้กับสัดส่วน และ ๓. ต้องมี กระบวนการพิจารณาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็เป็นธรรมครับ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เนื่องจากว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่สำคัญ การที่จะมีการยุบพรรคการเมืองบ่อย ๆ มันก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ครับท่านประธาน เราก็อยากจะให้ต้นไม้เจริญเติบโต มีดอก มีผล แต่ถ้าหากว่าปลูกไป ๒-๓ ปี ต้นไม้ขึ้นมา รูปทรงไม่ถูกใจเราก็โค่นทิ้ง แล้ว ๒-๓ ปีก็โค่นทิ้งทีหนึ่ง เมื่อไรต้นไม้จะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ มีดอก มีผลที่จะทำความร่มเย็นให้กับประชาชนโดยทั่วไป พรรคการเมืองก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องก็แก้ไขปรับปรุงไปครับ กิ่งไหนไม่ดี ก็ลิดกิ่งไป ตอนกิ่งไป แล้วก็เก็บต้นไว้เพื่อที่ต้นไม้ต้นนั้นจะได้ใหญ่โต ในที่สุดก็สามารถ สร้างร่มเงา มีดอก มีผล ยังประโยชน์ให้กับประชาชน ยังประโยชน์ให้กับสมาชิกพรรคการเมือง แล้วก็ยังประโยชน์ให้กับระบอบประชาธิปไตยมีความเจริญก้าวหน้า ท่านประธานครับ ในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยนั้น พรรคการเมืองต้องเข้มแข็ง ในขณะเดียวกันรัฐบาล ก็ต้องเข้มแข็งด้วย และฝ่ายค้านก็ต้องมีความแข็งแรงที่จะถ่วงดุล รัฐบาลที่เข้มแข็งนั้น ประชาธิปไตยจึงเจริญก้าวหน้าได้ เช่นเดียวกับที่เราเห็นในอารยประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษหรือประเทศต่าง ๆ ในโลก จะเป็นญี่ปุ่นก็ดี ประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีระบอบประชาธิปไตย ที่เข้มแข็ง ทำให้ประเทศมีการพัฒนาเจริญเติบโตก้าวหน้าตามลำดับ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าหากมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีระบอบประชาธิปไตย ที่เข้มแข็ง ในที่สุดเราก็จะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองได้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน