วรายุทธ ทองสุข หารือการปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อส่งเสริมสิทธิประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม โดยเสนอให้ลดข้อจำกัดในการจัดตั้งพรรค เช่น จำนวนผู้ร่วมจัดตั้ง อายุขั้นต่ำ และทุนประเดิม รวมถึงปรับปรุงเงื่อนไขการดำรงอยู่ของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคขนาดเล็ก ทั้งในด้านการรับสมัครสมาชิกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร และการป้องกันการยุบพรรคที่ไม่เป็นธรรม โดยเสนอให้ยุบพรรคได้เฉพาะกรณีกระทำผิดร้ายแรงและมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวรายุทธ ทองสุข ผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี พรรคก้าวไกลครับ ในฐานะ ที่ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ผมอยากย้ำว่ารายงานฉบับนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง หรือผลประโยชน์ทางการเมืองของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการสนับสนุนส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผ่านสถาบันทางการเมืองที่เราเรียกว่า พรรคการเมือง ทั้งนี้เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงทางความคิด ความฝันของประชาชนเท่ากับกลไกอำนาจรัฐ ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับดังกล่าวได้มีข้อเสนอแนะในการสนับสนุน ส่งเสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนไว้ ๓ ประการครับ ๑. พรรคการเมืองต้องจัดตั้งได้ง่าย ๒. พรรคการเมืองต้องดำรงอยู่ได้ และ ๓. พรรคการเมือง ต้องสิ้นสุดได้ยากครับ ที่ผ่านมาภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน พรรคการเมืองต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการจัดตั้งพรรค อยู่หลายประการ โดยผมขอยกตัวอย่างที่ตัวแทนจากหลายพรรคการเมืองได้สะท้อนไว้ครับ เช่น การกำหนดจำนวนผู้จดจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สร้าง ความยากลำบากให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ต้องการเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทน พื้นที่บางพื้นที่หรือเป็นตัวแทนประเด็นเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ในรายงานจึงเสนอให้ลดจำนวน ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองให้เหลือเพียง ๒๕๐ คน และควรลดอายุของผู้ร่วมจัดตั้งพรรค ให้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีครับ และลดข้อจำกัดเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ร่วม จัดตั้งพรรคให้เป็นเพียงบุคคลที่มีสัญชาติไทยและอายุตามกำหนด เพื่อให้พรรคการเมือง ได้เกิดขึ้นได้ง่ายครับ การกำหนดทุนประเดิมครับ การจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๑ ล้านบาท ทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิม และส่งผลด้านกลับให้กับพรรคการเมืองต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลกลุ่มทุนครับ ดังนั้นในรายงาน ของคณะกรรมาธิการจึงเสนอให้ลดจำนวนทุนประเดิมลงให้เหลือเพียง ๒๕๐,๐๐๐ บาท หรือควรพิจารณายกเลิกการมีทุนประเดิมไปด้วยเลยก็ได้
สำหรับประเด็นถัดมาครับ คือพรรคการเมืองต้องดำรงอยู่ได้ ซึ่งพรรคการเมือง ควรจะดำรงอยู่ได้ด้วยแรงสนับสนุนจากภาครัฐและประชาชน ดังนั้นต้องมีกลไกในการสนับสนุน งบประมาณจากรัฐ และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมที่แสวงหา ผลตอบแทนเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ครับ ที่ผ่านมาภายใต้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง ฉบับปัจจุบัน พรรคการเมืองต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการดำรงอยู่จากหลายปัญหาครับ ตัวอย่างเช่นครับท่านประธาน การบังคับหาสมาชิกและการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองต้องมีสมาชิก ๕,๐๐๐ คน ในระยะเวลา ๑ ปี และในระยะเวลา ๔ ปี ต้องมีสมาชิก ๑๐,๐๐๐ คนครับท่านประธาน การกำหนดเช่นนี้เป็นการกำหนดที่ไม่สอดคล้อง กับการดำรงอยู่ของพรรคขนาดเล็กครับ และการกำหนดให้เรื่องนี้เป็นเหตุในการสิ้นสภาพ ของพรรคการเมือง ยิ่งทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กต้องสิ้นสภาพได้ง่าย อีกทั้งทุกพรรคการเมือง ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหาสมาชิกพรรค เนื่องจากการกำหนดคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามของสมาชิกพรรคไว้ในระดับเดียวกับการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ซึ่งเป็นการสร้างข้อจำกัดและกีดกันประชาชนในการมีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง ดังนั้น ในข้อเสนอของผมครับ คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้แก้ไขเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของสมาชิกของพรรคการเมือง และให้พรรคการเมืองสามารถรับสมัครหรือลาออก จากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้
สำหรับประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน คือการที่พรรคการเมืองต้องสิ้นสุด ได้ยาก เพราะการที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองครับ ต้องทำให้พรรคการเมือง มีความต่อเนื่อง ให้พรรคการเมืองมีความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ อธิปไตยกับผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในฐานะตัวแทนประชาชน แต่ทว่าภายใต้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง ฉบับปัจจุบันกลับมีเงื่อนไขมากมายที่นำไปสู่การยุบพรรคได้ง่าย ซึ่งหนึ่งในปัญหาสำคัญครับ ท่านประธาน คือกฎหมายมีปัญหาเรื่องขาดความชัดเจนและการตีความ และสุ่มเสี่ยง จะนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ มาตรา ๙๒ พ.ร.ป. พรรคการเมืองครับ ที่ระบุเรื่องการกระทำ การล้มล้าง หรือกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกฎหมายมาตรานี้ไม่มีการนิยามบทบัญญัติ อย่างชัดเจนครับ ว่าการกระทำใดบ้างเป็นการล้มล้างหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้ดุลยพินิจได้อย่างอิสระตามความคิด ความเชื่อทางการเมืองของตนเอง ในการตัดสิน เจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นในรายงานฉบับนี้จึงเสนอว่าการยุบพรรคการเมือง ต้องเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง และมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำผิด ทางอาญาเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองเท่านั้น
สุดท้ายนี้ผมอยากย้ำอีกครั้งครับว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อปกป้อง พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่นี่คือข้อเสนอเพื่อปกป้องและสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและอำนาจของประชาชน หากพรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอ ก็แปลว่าอำนาจของประชาชนถูกทำให้อ่อนแอ หากอำนาจของประชาชนถูกสั่นคลอน ระบอบประชาธิปไตยก็ถูกสั่นคลอนไม่ต่างกันครับ ขอบคุณครับ