สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

พงศธร ศรเพชรนรินทร์ เสนอการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองเพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ให้พรรคการเมืองสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเสรีและไม่มีข้อจำกัดมากเกินไป รวมถึงการยกเลิกโทษการจูงใจสมัครสมาชิกพรรค การยกเลิกตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และการให้พรรคการเมืองมีความยืดหยุ่นในการจัดตั้งสาขาและดำเนินการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังเสนอการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถระดมทุนได้ง่ายขึ้น และกำหนดเงินบริจาคที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ชัดเจน

นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ ประธานอนุกรรมาธิการนะครับ ผมขออนุญาตขยายความในเนื้อหาสักเล็กน้อยจากที่ท่านประธานได้กล่าวไปว่า เรามีแนวคิด ในการแก้ไขร่าง พ.ร.ป. พรรคการเมืองเพื่อให้เกิดง่าย ดำรงอยู่ได้และสิ้นสุดยาก มีอะไร ที่เป็นสาระสำคัญบ้างนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เรื่องแรกครับ แนวทางแก้ไข กฎหมายให้พรรคการเมืองเกิดง่าย หมวดที่ ๑ เราแก้ทั้งหมด ๑๗ มาตรา สาระสำคัญ มีตรงนี้ครับว่า การที่พรรคการเมืองจะเกิดง่าย เราต้องเปิดโอกาสให้เกิดพรรคที่หลากหลาย ทั้งพรรคเชิงพื้นที่ เชิงอุดมการณ์ เชิงประเด็น หรือพรรคใด ๆ ที่ประชาชนประสงค์รวมตัวกัน ตั้งขึ้นตามที่ท่านประธานได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ โดยที่เราแก้ไขนะครับว่าผู้จะจัดตั้งพรรค จากเดิมใช้จำนวน ๕๐๐ คน เปลี่ยนเป็น ๒๕๐ คน ผู้จะจัดตั้งอายุเดิมทีตั้งไว้ที่ ๒๐ ปี เปลี่ยนเป็น ๑๘ ปี และทุนประเดิมจาก ๑ ล้านบาท แก้ไขเป็น ๒๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้ พรรคการเมืองตั้งง่ายตามกลุ่มคนที่ประสงค์จะรวมตัวกันทำงานทางการเมืองนะครับ และมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมสมาชิกขั้นต่ำ จากเดิม ๒๐ บาท ให้เป็นไม่มีขั้นต่ำ และให้สถานะเป็นสมาชิกพรรคแบบตลอดชีพ หรือให้เป็นไปตามข้อบังคับพรรค ตามแต่ละพรรค จะออกแบบด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้กฎหมายไปบังคับกะเกณฑ์ให้พรรคการเมืองเป็นอย่างไร ให้เป็นไปตามวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละพรรคดำเนินการกันเองได้ เพื่อเปิดโอกาส ให้มีเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมืองมากขึ้นนะครับ รวมไปจนถึงแก้ไขคุณสมบัติสมาชิก พรรคการเมือง ซึ่งปัจจุบันนี้เราใช้คุณสมบัติเทียบเท่ากับ สส. ทำให้ประชาชนพลเมือง เสียสิทธิขั้นพื้นฐานในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไป ก็ให้เหลือแค่เพียง ประชาชนคนไทย ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี ก็สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้นะครับ แล้วก็ไปแก้ไข เพิ่มคุณสมบัติกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจากเดิมคือให้เป็นสมาชิกพรรคที่มีอายุ ๒๐ ปี เมื่อเราปลดเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเทียบเท่า สส. ออกไปจากสมาชิกพรรคแล้ว ก็เอามาเพิ่มให้กรรมการบริหารพรรคมีลักษณะเทียบเท่ากับ สส. โดยที่ให้มีอายุเป็นผู้บรรลุ นิติภาวะ

ถัดไปครับ มีการแก้ไขเพื่อยกเลิกเรื่องการจูงใจเพื่อสมัครสมาชิกพรรค ตรงนี้ในทางปฏิบัติที่ผ่านมามีปัญหาในการตีความ มีปัญหาในการดำเนินการกับ พรรคการเมืองที่จะดำเนินการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสมัครสมาชิกพรรค ตรงนี้ก็ได้ มีการแก้ไขเพื่อยกเลิกโทษในการที่จูงใจสมัครสมาชิกพรรคออกไปทั้งหมดนะครับ เพื่อให้ พรรคการเมืองสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมได้อย่างหลากหลายนะครับ รวมไปจนถึงยกเลิกโทษ เรื่องของการครอบงำพรรคจากบุคคลภายนอกนะครับ เรื่องนี้ก็มีปัญหาในเรื่องของการตีความ เช่นเดียวกัน รวมไปถึงเรื่องของการยินยอมให้บุคคลใดมีบทบาทใด ๆ ในพรรค ควรจะเป็นสิทธิ และเสรีภาพของพรรคนั้น ไม่ควรใช้กฎหมายไปจำกัดกะเกณฑ์ ซึ่งจะสร้างปัญหาในการตีความ และสร้างปัญหาทางการเมืองขึ้นมาได้นะครับ

หมวดถัดไปครับ หมวดที่ว่าด้วยการแก้กฎหมายให้พรรคดำรงอยู่ได้นะครับ ตั้งขึ้นมาง่ายแล้วก็ให้ดำรงอยู่ได้โดยไม่มีข้อจำกัดมากเกินควรนะครับ เริ่มตั้งแต่การไม่บังคับ จำนวนสมาชิกและจำนวนสาขา ซึ่งจากเดิมได้มีการจำกัดว่าพรรคการเมืองจะดำรงอยู่ได้ จะต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คนในปีแรก และไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คนภายใน ๔ ปี แล้วต้องมีสาขาให้ครบทุกภูมิภาคตามที่กำหนดไว้ก็คือ ๔ ภูมิภาค เราแก้ไขว่าไม่มีการจำกัด จำนวนสมาชิกอีกต่อไป มีกี่คนก็ได้ และให้มีสาขาเพียงแค่ ๑ สาขาก็ดำรงอยู่ได้ ไม่บังคับ ให้พรรคโต ให้เป็นไปตามธรรมชาติและวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละพรรค

ถัดไปครับ มีการยกเลิกตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ให้มีเพียงแค่สาขาพรรค เพียงอย่างเดียว และให้สาขาพรรคตั้งง่ายขึ้น จากเดิมจะต้องมีสมาชิก ๕๐๐ คน จึงตั้งสาขาได้ ก็แก้ไขให้เป็นสมาชิก ๑๐๐ คน ก็สามารถตั้งสาขาพรรคได้แล้วนะครับ

ถัดไปครับ เรื่องของ Primary Vote การคัดเลือก สส. นะครับ เรื่องนี้ก็มีปัญหา ในทางปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมานะครับ พรรคการเมืองหลาย ๆ พรรคเห็นตรงกันว่า ไม่ควรบังคับ ให้มีการ Primary Vote ควรจะเป็นไปตามวัฒนธรรมของแต่ละพรรค พรรคใดประสงค์ ให้มีก็ให้มีตามความพร้อม ตามลักษณะและวิธีการที่พรรคนั้น ๆ พร้อม ไม่ต้องบังคับ ด้วยกฎหมายนะครับ

ถัดมาครับ เรื่องเงินบริจาคพรรคการเมืองตามที่ท่านประธานได้กล่าวไว้ โดยเฉพาะเรื่องของเงินภาษีจากสรรพากรที่ประชาชนระบุพรรคชัดเจนว่า ประสงค์จะบริจาค ให้พรรคใด ก็ควรจะให้พรรคนั้นโดยตรง ไม่ต้องผ่านกองทุนพรรคการเมืองอีกต่อไป เราก็แก้ไขตรงนี้นะครับว่า ให้เงินที่ได้รับจากสรรพากรตามมาตรา ๖๙ เดิมอยู่ในหมวด กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ให้เปลี่ยนแปลงเป็นหมวดรายได้ และเปิดโอกาสให้ พรรคการเมืองสามารถระดมทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยการแก้ไขข้อความจากเดิมที่บอกว่า พรรคการเมืองต้องไม่ดำเนินกิจการอันมีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันนะครับ เปลี่ยนเป็น พรรคการเมืองอาจจะดำเนินการแสวงหากำไรเพื่อประโยชน์ในการใช้จ่าย ของพรรคการเมืองตามหมวด ๗ ได้ แต่ต้องไม่มีลักษณะเป็นการนำกำไรมาแบ่งปันกัน ก็เพื่อเปิดกว้างให้พรรคการเมืองสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อระดมทุนมาดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ การขายสินค้า ของที่ระลึกได้ทุกพื้นที่ ตามที่จะสามารถทำได้ในแต่ละพรรค เพื่อเปิดกว้างและไม่ถูกจำกัด เหมือนที่ผ่านมานะครับ

ถัดมาครับ เรื่องปัญหาการวินิจฉัยเรื่องเงินบริจาคที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ผ่านมาไม่ได้มีการระบุที่ชัดเจน เราก็แก้ไขให้ชัดเจนมากขึ้นว่าเงินบริจาคที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมายนั้น ให้เป็นเงินที่มีความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงินนะครับ

ถัดไปครับ เรื่องของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นโยบายต่าง ๆ ของ พรรคการเมือง ควรจะเป็นเรื่องสัญญาประชาคมระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน ไม่จำเป็นจะต้องส่งนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งให้กับองค์กรใดมากลั่นกรองนโยบายนะครับ เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองอยู่แล้วของพรรคการเมืองนั้น ๆ

ถัดมาครับ ในเรื่องของเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ปัจจุบันคณะกรรมการ ที่ดูแลเงินก้อนนี้ไม่มีตัวแทนจากพรรคการเมืองเลย ทั้ง ๆ ที่ฉบับก่อนหน้านี้มีทั้ง ๒ ฉบับ ปัจจุบันมีกรรมการ ๗ คน ไม่มีสัดส่วนพรรคการเมือง เราก็แก้ไขใหม่นะครับว่า ให้มีกรรมการ ๙ คน โดยมีสัดส่วนจากพรรคการเมือง โดยที่มาจากฝ่ายรัฐบาล ๒ คน ฝ่ายค้าน ๒ คน และจากฝ่ายพรรคการเมืองที่ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ๑ คน เพื่อให้ผู้ที่ได้ ใช้เงินกองทุนนี้ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบจริง ๆ และที่สำคัญก็มีการจัดสัดส่วนการให้เงิน กับพรรคการเมืองใหม่ โดยพิจารณาจากคะแนนเสียงเลือกตั้ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากเงิน ค่าบำรุงพรรคการเมือง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และจากการที่มีสาขาพรรคการเมืองอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเรายกเลิกค่าบำรุงสมาชิกไปแล้ว ไม่จำกัดจำนวนสาขาที่มี แต่เราใช้วิธีนี้ ในการจูงใจให้พรรคการเมืองขยายสาขามากขึ้น ถ้าใครมีสาขามากก็ได้รับเงินสนับสนุนมาก ใครมีค่าบำรุงพรรคมากก็ได้รับเงินสนับสนุนมากขึ้นตามกันไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดการมี ส่วนร่วมของประชาชนของสมาชิกพรรคการเมืองกับพรรคการเมืองนั้น ๆ นะครับ

ถัดมาครับ อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาทางธุรการเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมา พรรคการเมืองทุกพรรคมีภาระค่าปรับกับทาง กกต. สูงมากนะครับ ซึ่งเราก็พบว่าปัญหา อยู่ที่ค่าปรับรายวัน เราก็ได้มีการแก้ไขยกเลิกลดค่าปรับรายวันจากข้อหาใดที่มีค่าปรับรายวัน วันละ ๑,๐๐๐ บาท เปลี่ยนเป็น ๑๐๐ บาท เรื่องใดที่มีค่าปรับรายวัน วันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็เปลี่ยนเป็น ๑,๐๐๐ บาท เพื่อลดภาระของพรรคการเมือง

และสุดท้ายครับ หมวดว่าด้วยการสิ้นสุดของพรรคการเมือง หมวด ๘-๑๐ มีทั้งหมด ๓๓ มาตราที่เราแก้ไข ซึ่งแน่นอนครับ ตามที่ท่านประธานได้กล่าวไป สาระสำคัญ ก็คือการสิ้นสุดของพรรคการเมือง เราและตัวแทนจากพรรคการเมืองหลากหลายพรรค เห็นตรงกันว่า พรรคการเมืองจะอยู่ได้หรือจะสิ้นสุดไป ก็ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ควรมีองค์กรใดมาตัดสินชี้ขาดให้พรรคการเมืองนั้น ๆ ยุติสิ้นสุดลง ถ้าจะมี ควรจะมี กรณีเดียว ซึ่งเป็นหลักการในการป้องกันประชาธิปไตย ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ ก็คือ การกระทำที่ชัดแจ้งในข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข และต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาเกี่ยวกับ การล้มล้างการปกครองแล้วเท่านั้น ทาง กกต. จึงจะดำเนินการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคได้ ตรงนี้ก็เพื่อไม่ให้มีการเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจ ให้ใช้การคาดเดาหรืออนุมานเอาเอง จากคำที่บอกว่า อันเชื่อได้ว่า อันอาจจะ คำเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น ควรจะเป็นการกระทำ ที่ชัดเจนชัดแจ้งเท่านั้น เพื่อไม่ให้มีการบิดผันข้อเท็จจริง ให้พรรคการเมืองสถาปนาตัวเอง ขึ้นมาดำรงอยู่ได้ด้วยประชาชนอย่างแท้จริง

และอีกเล็กน้อยครับ เมื่อมีการกระทำผิดใด ๆ แล้วมีความผิดนะครับ เราได้มี การยกเลิกการตัดสิทธิเลือกตั้งออกไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานใด ประชาชนคนไทย ทุกคนควรมีสิทธิเลือกตั้ง โทษตัดสิทธิเลือกตั้งควรจะไม่มีอีกต่อไป และโทษการเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ในปัจจุบันไม่มีการกำหนดเพดานเอาไว้ มีได้ตั้งแต่ ๕ ปี ๑๐ ปี ไปจนถึง ตลอดชีวิต เราก็ได้มีการแก้ไขว่าไม่ว่าจะเป็นโทษใด ๆ โทษเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้มีเพดานสูงสุดไม่เกิน ๕ ปี ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งพรรคให้ง่ายขึ้น การให้พรรคการเมืองดำรงอยู่ได้และให้พรรคการเมืองสิ้นสุดลงตามเจตจำนงของประชาชน คือหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เราคณะอนุกรรมาธิการ และความเห็นจากหลากหลายพรรคการเมืองเห็นไปในแนวทางตรงกันเป็นส่วนใหญ่ ก็ขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่านรับรองรายงานนี้และร่วมกันผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวาระถัดไป ขอบคุณครับ