จุลพันธ์ แจงเพิกถอนใบอนุญาตประกัน-ห่วงภาระประชาชนจากข้อเสนอปรับเพดานนำส่ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงหลายประเด็นที่ซับซ้อน โดยย้ำถึงความคืบหน้าในการพิจารณาข้อหารือ พร้อมยืนยันว่าการเพิกถอนใบอนุญาตบริษัทประกันทำตามกฎหมายและมีเป้าหมายคุ้มครองประชาชน ขณะเดียวกันแสดงความกังวลต่อข้อเสนอปรับเพดานการนำส่งที่อาจเพิ่มภาระให้ผู้มีรายได้น้อย และชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงกลไกกำกับดูแลจำเป็นต้องผ่านกระบวนการปรับแก้กฎหมายร่วมกับรัฐสภา พร้อมย้ำความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง คปภ. และภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินกองทุนประกันภัยจากโควิด ย้ำถึงความมั่นคงของระบบประกันภัยภายใต้การกำกับที่เข้มงวด และความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบโดยรวม

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ฟังไปมีหลายคำถาม คือมีหลายคำถามอยู่ในคำถามเดียวนะครับ ต้องเรียนในเบื้องต้นอย่างนี้ ข้อเสนอของท่านนี่นะครับ

ประเด็นแรกก่อน ประเด็นในเรื่องของการเพิกถอนใบอนุญาตของรายสุดท้าย ไม่เอ่ยอ้างชื่อแล้วนะครับ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ค้างคามาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้าจนมาถึง ปัจจุบันนะครับ ก็มีการเดินหน้าในเรื่องของการเตรียมการเพิกถอน แต่มีเรื่องของ การฟ้องร้องเช่นเดียวกัน ซึ่งมีการฟ้องร้องจากตัวบริษัทมาทางศาลปกครอง ในเรื่องของ การที่ คปภ. สั่งชะลอการยกเลิกกรมธรรม์ในขณะเกิดเหตุ ซึ่ง คปภ. สั่งการด้วยอำนาจหน้าที่ และเป็นไปตามกรอบของกฎหมายในเรื่องของการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น กับประชาชนผู้เอาประกันนะครับ อันนี้คือมุมของ คปภ. แต่คดีความมันก็เดินหน้าของมันไป มีคำสั่งศาลปกครองมาเมื่อราวเดือนเศษ ๆ ที่แล้ว ในขณะนี้อยู่ในขั้นของการอุทธรณ์อีกนะครับ ก็อุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุด แต่เมื่อมีคดีความมาถึงจุดนี้นะครับ แล้วก็กระบวนการ ที่เป็นไปตามอำนาจของทาง คปภ. เองนะครับ เมื่อตัวบริษัทนี่มีปัญหาในเรื่องของ การค้างสินไหม ไม่มีสภาพในการประกอบกิจการในด้านของการทำธุรกิจประกันต่อไป ก็เป็นอำนาจตามกฎหมายเองในการที่จำเป็นจะต้องเพิกถอนสิทธิในการมีใบประกัน ซึ่งก็เป็น สิ่งซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและใช้เวลาค่อนข้างนานนะครับ สังเกตได้ว่า ๔ บริษัทแรกเกิดเหตุการณ์ตั้งแต่ปี ถ้าจำไม่ผิดน่าจะปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ช่วงนั้น แต่ในขณะที่ บริษัทสุดท้ายมาจบขั้นตอนเอาประกันปี ๒๕๖๗ เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาสู่การเป็นรัฐบาลนะครับ เราก็ให้ความระมัดระวังว่ามันจะไม่กระทบกับสิทธิของผู้ใดและเป็นไปตามขั้นตอน ของกฎหมาย ก็เดินมาถึงจุดนี้ครับ ก็จบกระบวนการขั้นตอน ส่วนข้อเสนอของท่าน ๔ ข้อนี้ ก็รับไว้ครับ แต่อย่างที่ได้เรียนไปนะครับ หลาย ๆ ข้อนี้เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะต้อง พิจารณาในการปรับแก้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับเพดาน การนำส่ง แต่เมื่อสักครู่ ผมก็บอกไปแล้วว่าในมุมของรัฐบาลเราก็ค่อนข้างเป็นห่วง เพราะการปรับเพดานนี่นะครับ ภาระที่เกิดขึ้น เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดกับบริษัทประกันที่อยู่ในปัจจุบัน แต่จะถูกผลักภาระไปยัง ผู้บริโภคคนสุดท้ายก็คือผู้เอาประกัน คือประชาชน หมายความว่าประชาชนที่เหลือที่เป็น ผู้เอาประกันอยู่ในระบบเป็นผู้ที่ต้องแบกภาระเพิ่มขึ้น ถ้าท่านปรับเพิ่มขึ้น ๕๐ สตางค์ ก็อยู่ที่เขา ปรับเพิ่มขึ้น ๑ บาท ก็อยู่ที่เขา เพราะฉะนั้นมันเป็นการผลักภาระไปยัง ผู้เอาประกันที่อยู่ในตลาดคนอื่น ๆ นะครับ เราก็เป็นห่วงในกรณีนี้เช่นเดียวกัน ในส่วนของ กลไกอื่น ๆ เรื่องของการอุดหนุนของรัฐหรือเปลี่ยนการควบคุม กำกับ การดำเนินงาน ของ คปภ. เองในปัจจุบันนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ. จัดตั้ง เพราะฉะนั้นอำนาจหน้าที่ก็อยู่ในกรอบ หากจะมีการปรับกลไกอย่างที่ท่านว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะให้รัฐมาอุดหนุนเติมเงิน เข้าไปเลยหรืออะไรก็ตามมันติดในเรื่องของ พ.ร.บ. จัดตั้ง ก็ต้องไปปรับแก้กัน ซึ่งสภาเอง ก็มีสิทธิในการริเริ่มกฎหมายนะครับ หากเห็นว่าจะเป็นการแก้ที่เป็นประโยชน์และสามารถ โน้มน้าวความคิดเห็นของสมาชิกส่วนใหญ่ได้นะครับ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของท่านส่วนหนึ่ง ในการที่จะสามารถดำเนินการได้ ทางรัฐบาลเองรับข้อคิดเห็นท่านนะครับ แล้วเราก็จะไป พิจารณาในความเหมาะสมนะครับ

ส่วนสุดท้าย ก็คือเรื่องของการที่ให้คลังเป็นเจ้าภาพนะครับ ผมก็เรียนว่า ทางกระทรวงการคลังเอง ท่านรัฐมนตรีว่าการได้มีการสั่งการเป็นที่เรียบร้อย เราทำงาน ใกล้ชิด ตัวท่านรัฐมนตรีว่าการเองทำงานใกล้ชิดกับ คปภ. และกองทุน และแน่นอนครับ เราก็มีการหารืออยู่เรื่อย ๆ กับสมาคมประกันวินาศภัยนะครับ ซึ่งทางตัวสมาคมเอง ซึ่งเป็นภาคเอกชนก็มีความประสงค์เช่นเดียวกัน ในการที่จะหาหนทางในการแก้ไขปัญหา คาราคาซังเรื่องนี้ เพื่อที่จะหวังว่าวันหนึ่งเมื่อเราแก้ไขปัญหาหนี้สินที่มันเกิดขึ้นในส่วนของ กองทุนได้นะครับ ตัวกองทุนจะกลับมาฟังก์ชันเป็นกลไกในการค้ำประกันในเรื่องของ ประกันภัยเพื่อให้ตลาดมีความเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งจุดนี้เองผมเชื่อว่าท่านเอง ผม หรือว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ และกลุ่มธุรกิจ กลุ่มทุกคนที่อยู่ในภาคประกันภัยมีความเห็น ตรงกันในการที่จะเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และแน่นอนครับว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้เน้นย้ำกับทาง คปภ. นะครับว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้อย่างหนึ่งก็คือ เราต้องยึดกรอบ เราต้องยึดในเรื่องของหลักคิด แนวความคิดในเรื่องของการบริหาร ความเสี่ยงในด้านธุรกิจประกันภัย เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นมาเมื่อช่วงโควิดอาจจะเป็น ความเสี่ยงที่ไม่ควรตัดสินใจเข้าสู่การขายประกันในลักษณะนั้น ทั่วโลกเขาเรียกว่า Pandemic มันเป็นการระบาดอย่างทั่วโลก และเราคิดว่าเราจะสามารถบริหารจัดการ จนเอาอยู่ได้ ก็มีหลายบริษัทที่เดินหน้าเข้าไป แต่ความเสียหายของหลายบริษัทสามารถจำกัด วงแคบได้อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการนะครับ บริษัทที่เกิดปัญหาขึ้นมา ๕ บริษัท คือเกินกว่าศักยภาพในการที่บริษัทจะสามารถรองรับกับเงินสินไหมที่เกิดขึ้นนะครับ ก็เป็นสภาพปกติของธุรกิจ เมื่อเกินกว่ากำลังความสามารถก็ต้องล้มไป แต่บริษัทที่เหลือ ในขณะนี้ต้องยืนยันอย่างนี้นะครับว่า ธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง และแข็งแรง วันนี้กรมธรรม์ที่ออกอยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างเข้มงวด และเป็นไปตามกรอบของหลักแนวคิดการบริหารความเสี่ยง อยู่ในกรอบซึ่งมีความมั่นคง และสามารถวางใจได้นะครับ สำหรับพี่น้องประชาชนที่จะเอาประกันต่อไป ก็ต้องขอบพระคุณ ท่านกัณตภณในความห่วงใย ผมเชื่อว่าเราคงได้คุยกันอีกหลายครั้ง เพราะเรื่องนี้อย่างที่ผม ได้เรียนไป กลไกในการที่เราจะเดินหน้าแก้ไข เราจะเห็นภาพมันอีกทีหนึ่งประมาณ ๕-๖ เดือนข้างหน้า เมื่อมีคำตอบที่ชัดเจนผมยินดีที่จะมาพบกับท่าน รวมถึงท่านสมาชิก ท่านอื่น ๆ ในการชี้แจงทำความเข้าใจกลไกที่เราจะเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับธุรกิจ ประกันภัยต่อไป ขอบคุณครับ