จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงสถานการณ์ของกองทุนประกันวินาศภัยและสำนักงาน คปภ. ตามคำสั่งกระทรวงการคลัง ระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางประการโดยเฉพาะปัญหาหนี้จากกรณีเพิกถอนบริษัทประกันภัย พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการวิเคราะห์ฐานะการเงินและเร่งดำเนินการแก้ไขโดยไม่ให้เกิดภาระเพิ่มเติมต่อผู้เอาประกันรายย่อย
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้มาตอบกระทู้ท่านสมาชิก ท่านกัณตภณ ในประเด็นเรื่องของกองทุนประกันวินาศภัย แล้วก็ในส่วนของ คปภ. ด้วยนะครับ ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ ผมยังไม่ได้มีการพูดคุยกับท่าน แต่ว่าเมื่อราว ๕-๖ เดือนก่อน ได้เป็นตัวแทนของกระทรวงการคลังมาตอบในประเด็นนี้ใกล้เคียงกันนะครับ ซึ่งสถานการณ์ มีความเปลี่ยนแปลงไปในบางส่วนอย่างที่ท่านได้เรียน
ในประการแรกเลยนะครับ จาก List จำนวนบริษัท ๔ บริษัทที่ถูกเพิกถอน ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า มีเงินค้างอยู่ในกองทุนที่จำเป็นจะต้องชำระให้กับประชาชนในวันนั้น ราว ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านนะครับ วันนี้มีการเพิกถอนอีก ๑ บริษัทนะครับ ซึ่งก็เอ่ยชื่อได้ เพราะว่ามันเป็นข้อเท็จจริงนะครับ คือในส่วนของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย มีการเพิกถอน เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ซึ่งประเมินว่าเงินเบื้องต้นที่จะต้องเข้ามาเป็นภาระหนี้เพิ่มเติม อีกราว ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ยอดกลม ๆ ตอนนี้ถ้าให้กะประมาณหลังจากกระบวนการชำระ บัญชีเสร็จสิ้นนี่น่าจะตกอยู่ ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนะครับ ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างใหญ่ แล้วสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ท่านก็ได้อภิปรายมาซึ่งถูกต้องครับ ในขณะนี้ Inflow ของตัวกองทุนเองนี่นะครับ มีราวปีละประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ๑,๕๐๐ ล้านบาท เกิดจากการที่เราปรับเรื่องของเงินนำส่งจากอัตรา ๐.๒๕ มาเป็น ๐.๕ ของเบี้ยประกันภัยที่ได้รับ ซึ่งมีการปรับเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๖ อันนี้เป็นอัตราสูงสุด แล้วนะครับ ตาม พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย ซึ่งอัตราสูงสุดคือ ๐.๕ เราไม่สามารถที่จะเก็บเงิน นำส่งได้มากกว่านี้ จากการประเมินอาจจะคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ที่บอกว่าราว ๖๐-๗๐ ปีนี่ ไม่ใช่นะครับ ในข้อเท็จจริงตัวตลาดประกันเองก็จะขยายตัวโดยเฉลี่ยปีหนึ่งก็ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการประเมินการขยายตัวของตลาดเองก็จะทำให้เงินนำส่งกองทุนนี้ปรับเพิ่มขึ้นไป ตามระยะ ตัวเลขที่จะเรียนต่อท่านก็คือตัวเลขประมาณการในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๓๕ ปี ในการที่จะชำระคืนทั้งหมด ไม่ได้ภูมิใจนะครับ ตอบไปก็เขินไปนะครับ แต่อันนี้เป็นตัวเลขจริง เพราะว่าเป็นสถานการณ์ที่เข้ามาสู่มือของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในขณะที่เราเริ่มเป็นรัฐบาล สถานการณ์ทั้งหมดมันสุกงอมมาอยู่ในภาวะอย่างนี้อยู่แล้วนะครับ ซึ่งในขณะนี้ ตัวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองไม่ได้นิ่งนอนใจครับ ได้มีการเรียกประชุม ผมเข้าใจว่าหลายครั้งแล้ว ในการเรียกประชุมเกี่ยวกับเรื่องของ คปภ. กับตัวกองทุนเองนะครับ ซึ่งท่านเองก็ได้มีดำริแล้วก็มีข้อติติงบางส่วนนะครับ เพราะว่ามันควรจะต้องแก้ไขปัญหา ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ ด้วยการที่จะต้องมีการดำเนินการในการพูดคุยเพื่อประนอมหนี้ มีการพูดคุยเพื่อที่จะปรับโครงสร้าง อาจจะมีการเกลี่ยหนี้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา แต่วันนั้น ก็ไม่ได้มีการประกาศออกไปอย่างเป็นทางการว่ากองทุนขาดความพร้อม เพราะว่าเราไม่มี จำนวนเม็ดเงินเพียงพอในการที่จะชำระ เจอ จ่าย จบ ให้กับประชาชนที่เป็นผู้เอาประกันนะครับ ในวันนี้เองท่านรัฐมนตรีซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาลักษณะนี้ค่อนข้างมาก ท่านก็ได้มีการเรียกเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประชุมกันและมีการสั่งการนะครับว่า สิ่งที่ต้องเดินต่อจากนี้ไปในประการแรกเลยอย่าเพิ่งไปห่วงครับว่าเม็ดเงินจะมาจากไหน มันมีกลไกและช่องทางที่สามารถทำได้นะครับ แต่ในเบื้องต้นเลยสิ่งที่ต้องทำก็คือต้องหา Professional Health ก็คือตัวบริษัทที่มาประเมินในเรื่องของการเงินภายนอก เราจำเป็น จะต้องดึงเขาเข้ามาเพื่อที่จะเอามาทำการประเมินอย่างเป็นธรรมและถูกต้อง และเข้าสู่ กระบวนการในการวิเคราะห์ดูว่า เราจะสามารถสร้างกลไกในการไกล่เกลี่ยได้มากน้อยเพียงไร สิ่งที่บริษัทได้ทำในช่วงของการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินนี่นะครับ ก็มีการเสนอกับพี่น้อง ประชาชนในกลุ่มที่เป็นผู้เอาประกันในกรณีว่าถ้าเกิดว่ายอมที่จะมาเจรจากันตัดลดเหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ได้ไหมแล้วจ่ายเลย อันนี้มันเป็นกลไกปกติทางการเงินที่ทำได้นะครับ วันนี้ เมื่อมันมาสู่มือของ คปภ. และกองทุนเองเราก็คงจะจำเป็นจะต้องพิจารณาในกรณีนี้เช่นกัน หากประชาชนรอเราก็มีความพร้อมในการที่จะชำระ แต่ก็อย่างที่ได้เรียนเพราะว่าด้วยกลไก และข้อกฎหมาย หากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้แก้กฎหมายให้พวกเราในการที่จะปรับเพิ่ม เม็ดเงินนำส่ง ซึ่งโดยหลักคิดเราก็ไม่อยากทำ ผมเชื่อว่าท่านเองก็ไม่ได้มีแนวความคิด ที่จะปรับเพิ่มเงินนำส่ง ฝ่ายรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีครับ ตัวรัฐบาล ครม. เองก็ไม่มีแนวความคิด จะปรับเพิ่มเงินนำส่ง เพราะนั่นเท่ากับเราผลักภาระไปให้กับผู้เอาประกันที่ไม่ได้มีปัญหา ให้เขาจ่ายมากขึ้น เราไม่ต้องการเห็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นหากไม่มีการปรับแก้ตัวกฎหมาย สุดท้ายเงินนำส่ง มันก็ติดเพดานอยู่ที่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถชำระคืนได้ แต่ก็อย่างที่ได้เรียน ระยะเวลาไม่น่าจะเป็นที่พึงพอใจเพราะ ๓๐ กว่าปีนะครับ กลไกที่ต้องเดิน ไปสู่ก็คือการหาคนที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการทำ Financial Analysis เรื่องของวิเคราะห์ ทางการเงิน เพื่อที่จะหาจุดลงตัว หาจุดที่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ได้มีการสั่งการให้ทาง คปภ. เอง เป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมการกองทุน ให้กับบอร์ดกองทุนในการที่จะเดินหน้า ในการหาคน ที่จะเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ด้าน Finance ด้านการเงิน เชื่อว่ากระบวนการทั้งหมด รวมถึง การวิเคราะห์นี้น่าจะไม่เกิน ๖ เดือนจากนี้ หลังจาก ๖ เดือนครบแล้ว เมื่อเขานำส่งในเรื่องของ รายงาน วันนั้นเราจะมาพบกันอีกทีหนึ่ง และผมก็คงจะได้นำเรียนต่อท่านว่า สรุปว่าหนทาง ที่เราเลือกนี้มี Option อะไรบ้าง มีตัวเลือกใดให้กับรัฐบาลในการเดินหน้า ในการแก้ไข ปัญหาเรื่องกองทุน ก็คงจะเห็นภาพกันชัดเจนว่าหลังจากนั้นเราจะสามารถแก้ไขปัญหา เม็ดเงิน ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่มันจะเกิดขึ้นปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ก็คงจะเป็นคำชี้แจง ในคำถามแรกนะครับ ระยะเวลาอีก ๖ เดือนจะเห็นภาพครับ