ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายร่างแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน โดยหารือปัญหาการขีดพื้นที่ป่าของรัฐที่ทับที่ดินที่ประชาชนอาศัยอยู่มาก่อน รวมถึงปัญหาการออกโฉนดที่ดินที่ซับซ้อนและไม่เอื้อต่อชาวบ้าน จึงเรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายเพื่อยอมรับสิทธิชุมชน เปิดทางให้พิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ดินด้วยวิธีง่ายและเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนกฎหมายที่คุ้มครองผู้มีรายได้น้อยและชุมชน แทนการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนหรือต่างชาติ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ขออนุญาตอภิปรายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร เป็นผู้เสนอ
ท่านประธานครับ สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ ระบุไว้ชัดเจนนะครับว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๒) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ สิทธิของบุคคลและชุมชนตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงสิทธิที่ร่วมกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย รัฐธรรมนูญกฎหมายแม่บทของประเทศ ระบุไว้ชัดเจนถึงสิทธิชุมชน แต่ประมวลกฎหมายที่ดินของเรานั้น ยังไม่เคยมีระบุถึง สิทธิชุมชนในการที่จะมีสิทธิในที่ดิน ผมเรียนภาพรวมก่อนนะครับว่า ภาพรวมที่ดินของ ประเทศไทยมีทั้งหมด ๓๒๐ ล้านไร่ เป็นที่ของเอกชนประมาณ ๑๒๐ ล้านไร่ เป็นที่ของรัฐ ประมาณ ๒๐๐ ล้านไร่ เท่ากับว่า ๑ ใน ๓ เป็นของเอกชน ๒ ใน ๓ เป็นของรัฐ ที่ดินทั้งหมดนี้ มันอยู่ในการดูแลในหน่วยงานของรัฐ ที่ดินของรัฐ ๒๐๐ ล้านไร่ ที่ป่าไม้มีกรมป่าไม้เป็นผู้ดูแล ที่อุทยานแห่งชาติมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเป็นผู้ดูแล ที่แม่น้ำมีกรมขนส่ง ทางน้ำและพาณิชยนาวีเป็นผู้ดูแล ที่ทางหลวงมีกรมทางหลวงเป็นผู้มีอำนาจดูแล ที่ราชพัสดุ มีกรมธนารักษ์เป็นผู้มีอำนาจดูแล ที่ ส.ป.ก. มี ส.ป.ก. เป็นผู้มีอำนาจดูแล ที่นิคมสร้างตนเอง มีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นผู้มีอำนาจดูแล ที่สาธารณประโยชน์มีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจดูแล ที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีกระทรวงมหาดไทยและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจดูแล เป็นต้น ที่ดินของรัฐมี ๙ หน่วยงานเป็นผู้ดูแล แต่ละหน่วยงานนั้น ขีดเส้นที่ดินเป็นอำนาจของตัวเองนั้นต่างคนต่างขีด โดยละเลยถึง การที่ประชาชนนั้นใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งเดิมอาจจะเป็นของรัฐไปขีดที่ทับ ท่านเชื่อไหมครับ ว่าที่ดินของประเทศไทยมี ๓๒๐ ล้านไร่ แต่เวลาเขาขีดกันรวมทุกอย่างแล้ว ๔๐๐ กว่าล้านไร่ มันเกินอีกประมาณ ๑๐๐ ล้านไร่ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือว่ามีคดีทั้งหมด ๔๘,๐๐๐ คดีที่รัฐแต่ละหน่วยงาน ๙ หน่วยงานฟ้องประชาชนที่เคย ครอบครองที่ดินก่อน ขับไล่ออก คดีอาญานะครับ ๔๘,๐๐๐ คดี นี่คือข้อพิพาทระหว่างรัฐกับ เอกชนอย่างมากและประชาชนเขาอยู่มาก่อน ผมมีโอกาสไปกับท่านอภิชาติ ศิริสุนทร ท่านมานพ คีรีภูวดล ไปตะลุยป่ามาหลายป่า เยอะเลยนะครับหลายที่ ไปพบที่หนึ่ง ที่เมืองกาญจนบุรีครับ การพิสูจน์สิทธิปัจจุบันใช้ ส.ป.ก. ใช้หลักฐานของรัฐรวมถึงใช้ภาพถ่าย ทางอากาศพิสูจน์สิทธิ แต่ผมไปดูที่เขาอยู่ เขาบอกเป็นเมืองหน้าด่านต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน ในอดีตตั้งแต่ ๑๐๐-๒๐๐ ปีที่แล้ว มีหลักฐานคือวัด เจดีย์เก่า ๆ หัก ๆ พัง ๆ เต็มไปหมดเลย แต่รัฐไปขีดที่ภายหลังนะครับ ไม่กี่ปีนี้เองขีดว่าเป็นที่ป่าในส่วนนี้ แล้วไปขับไล่เขาออก มีจำนวนมากที่ชายทะเล พี่น้องที่เป็นชาวเลเคยอยู่มาก่อน แต่ไปขีดแล้วเป็นที่อุทยาน มีหลายที่ ยกตัวอย่างเช่น ที่นางั่ว ที่เพชรบูรณ์ ที่ป่าเลาเพชรบูรณ์ เป็นที่สาธารณประโยชน์ ที่เขามาอยู่ที่หลัง แต่รัฐไปขีดและขยับที่เขาย้ายไปที่อื่นและไปขับไล่ดำเนินคดีเขา เพื่อเอา ติดคุกติดตะราง รวมถึงที่ที่เขาค้อก็มีการไปพยายามที่จะทำ ไม่สำรวจจริงแล้วก็ไปขับไล่เขา ให้เขาไม่มีที่ทำกิน นี่คือกระบวนการของรัฐ ยกตัวอย่างเช่น นโยบายทวงคืนผืนป่าก็ล้วนแต่ ต้องการตั้งเป้าว่าต้องการที่ป่าเท่าไร แล้วไปขีดทับเอา แต่ไม่เคยพิสูจน์ความจริง กฎหมาย ฉบับนี้ที่ท่านอภิชาติเสนอขึ้นมา การพิสูจน์ความจริงนั้นใช้หลักฐานอื่นได้ ถ้าไปใช้หลักฐาน อื่นได้ ประชาชนมีสิทธิต่อสู้ในชั้นศาล ถ้าถูกฟ้องขึ้นมาก็สามารถหลุดคดี ๔๘,๐๐๐ จะเอาคนไปเข้าคุกทำไมนัก นี่คือทางออก ที่สำคัญ แต่ว่าในส่วนรัฐไทยไม่เคยมองส่วนนี้ นอกจากนั้นที่ดินที่เป็นของรัฐทั้งหมด ๒๐๐ ล้านไร่ แล้วก็เอกชนประมาณ ๑๐๐ ล้านไร่ ๒๐ ล้านไร่ เอกชนบางทีนะครับ เศรษฐี ที่มีที่ดินเยอะบางทีลืมไม่มีที่ดิน ทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าเต็มไปหมดครับ กรณีอย่างนี้ ท่านอภิชาติได้เสนอขึ้นไปว่าทิ้งการครอบครอง ๕ ปี หน่วยงานท้องถิ่นเสนอเข้าไปเพื่อจะให้ เป็นที่รัฐกลับมาที่รับประโยชน์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่คนจนเลยนะครับ ที่ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ อภิปรายว่ามันคนละกรณีกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นครอบครองปรปักษ์ นั่นคือ ๑๐ ปี แต่นี่การยึดที่ดินคืนจากเศรษฐี ประชาชนไม่เสียประโยชน์อะไรเลย แล้วทำไม ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าจะไม่รับร่างนี้เพื่ออะไรกันนะครับ
ถัดมาอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในเรื่องของการเขาเรียกว่า การยกเลิก คำพิพากษาของศาล เพื่อประกอบการขอออกโฉนดที่ดินหนังสือรับรองประโยชน์ครับ ปกติแล้วการออกโฉนดบางที่ประกาศไปแล้ว ยกตัวอย่างที่ล่าสุดประกาศวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จะต้องไปแจ้ง แต่มีกำหนดระยะเวลาเขาไปไม่ทัน แล้วหลังจากนั้นคือต้องใช้ คำพิพากษาว่าได้ครอบครองจริง ๆ มันไม่ง่ายสำหรับชาวบ้านครับ บางทีหนังสือยังไม่รู้เลย บางทีประกาศก็ไม่ทั่วถึง ไปถึงบอกว่าเขาต้องเอาคำพิพากษาของศาลมาถึงจะออกโฉนดได้ ทำไมไม่ใช้กลไกวิธีการอื่นให้เขาพิสูจน์สิทธิได้ง่าย ๆ ไม่ต้องใช้ในส่วนของตัวหลักฐานของรัฐ หรือว่าในส่วนของภาพถ่ายทางอากาศ แต่ให้เขาพิสูจน์สิทธิว่าเขาครอบครองอย่างไร เอาความเป็นจริง เขาอยู่เป็นร้อยปีเขาไม่เคยทำร้ายกับป่า อยู่ร่วมกับป่า คนกับป่าควรอยู่ ด้วยกัน ผมไปพบพี่น้องปกาเกอะญอเขาใช้ชีวิตแบบไร่หมุนเวียน ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอยที่ถูก เป่าหัวว่าไร่เลื่อนลอย คือ ทำลายป่าไปเรื่อย ทำไร่ไปเรื่อย ๆ ไร่หมุนเวียนคือทำไร่ที่นี่ ๕ ปี แล้วย้ายไป ๕ ปี เพื่อให้ป่านั้นฟื้นฟูขึ้นมาเป็นป่าที่เจริญขึ้นมาและกลับไปทำที่เดิม นั่นหมายความว่าเป็นการคนอยู่ร่วมกับป่า แต่รัฐไทยพยายามไปขีดเส้นทับไว้บอกว่า พวกนี้บุกรุกป่า แล้วก็เอาออกจากพื้นที่มาใช้ให้ปลูกพืชแบบพืชเชิงเดี่ยว เขาก็อยู่ไม่ได้ และเป็นการทำลายป่าโดยแท้ นายทุนเข้ามาไม่ถูกตัด ผมเรียนว่ากฎหมายที่ท่านอภิชาติ เสนอมาฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าและดีมาก ถ้ามันจะตกเพราะการพิจารณาในวันนี้ ขอให้ท่านเพื่อนสมาชิกที่เป็นตัวแทนประชาชนได้โปรดดูรายละเอียดก่อนนะครับ ได้โปรด พิจารณาด้วยจิตใจของเป็นผู้แทนประชาชน จิตใจของคนจน ๆ อย่าไปมองถึงจิตใจของคนรวย เพื่อจะเอื้อต่อนโยบายเพื่อเอื้อให้ต่างชาติเข้ามา หรือคนรวยเข้ามาเพื่อจะครองคอนโดมิเนียม ครองอะไรขึ้นมา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อย่าคิดแต่ตรงนั้นนะครับ คิดตรงนี้ดีกว่ามาช่วยกัน ผลักดันเพื่อพี่น้องประชาชนจะได้ไม่ต้องถูกไล่ที่ จะได้มีสิทธิในที่ดิน มีสิทธิชุมชนในการที่ จะทำที่ดินในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศครับ