พงศธร ศรเพชรนรินทร์ หารือปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านถูกจำกัดสิทธิในการทำกินมานานกว่า 26 ปี แม้มีมติคณะรัฐมนตรีรองรับการครอบครองที่ดินมาก่อน แต่ยังไม่มีการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในตำบลชำฆ้อและชุมชนเย็นเซ ที่ประชาชน 14 ครัวเรือนแม้ศาลยกฟ้องแต่ยังไม่ได้รับการรังวัดเพื่อออกเอกสารสิทธิ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการบังคับใช้โครงการ คทช. และสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเปิดช่องรับรองสิทธิชุมชนและขยายโอกาสการพิสูจน์สิทธิโดยไม่ต้องพึ่งคำพิพากษาศาล เพื่อผลักดันการปฏิรูปที่ดินอย่างเป็นธรรมและครอบคลุม
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง อำเภอแกลง อำเภอเขาชะเมา จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนในที่นี้ทราบกันดีว่าปัญหาที่ดิน เป็นปัญหาใหญ่ พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่เป็นผู้บุกเบิก หักร้าง ถางพง จับจองที่ดิน สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศมาอย่างยาวนาน เวลาผ่านมาเกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน จากผู้บุกเบิกกลับกลายเป็นผู้บุกรุก ถูกรัฐตีตราว่าบุกรุกที่ของรัฐบาลบ้าง บุกรุกที่เอกชนบ้าง ทั้งที่เขาอยู่กันมาก่อน ในภาพรวมหลายท่านได้พูดไปแล้วครับ ผมในฐานะผู้แทนราษฎร อำเภอแกลง อำเภอเขาชะเมา จะขออนุญาตใช้โอกาสนี้ยกตัวอย่างประกอบให้ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าปัญหาที่ดินนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตัวอย่างแรกครับ ผมจะพาไปที่อำเภอเขาชะเมา ที่ตำบลน้ำเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ทำกินของชาวบ้าน กับเขตอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง พื้นที่แห่งนี้มีการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติ ในปี ๒๕๕๖ เกิดพื้นที่ทับซ้อนมีการฟ้องร้องพี่น้องประชาชน มีอย่างน้อย ๒ รายครับ ถูกอายัดพื้นที่ ห้ามเข้าทำกินในพื้นที่ ไม่นานมานี้ครับปลายปี ๒๕๖๔ ถ้าใครยังจำภาพข่าวได้ หัวหน้าอุทยานนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตัดโค่นต้นทุเรียนของพี่น้องประชาชนที่กำลังจะให้ผล เจ้าของที่ถึงกับเข่าทรุดน้ำตาริน ได้แต่มองต้นทุเรียนที่อุตส่าห์ทำนุบำรุง ถนอมรักษา ปลูกให้ เติบโตและกำลังจะเก็บเกี่ยวได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ถูกทำลายทิ้งไปต่อหน้าต่อตา จากปัญหาพื้นที่ทับซ้อน พื้นที่ตรงนี้เดิมทีพี่น้องประชาชนก็ปลูกมันสำปะหลังกัน เมื่อมี ปัญหาทับซ้อนกับเขตอุทยาน ปลูกมันแล้วไถพรวนดินไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปปลูกยางพารา แต่พอ ปลูกยางพาราแล้วกรีดยางกันแล้วหลายปี ต้นยางหมดอายุต้องการที่จะตัดโค่นเพื่อปลูกใหม่ ก็ทำไม่ได้ครับ เพราะอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน เกิดปัญหาตามมาหรือแม้แต่จะปลูกสร้าง อาคารที่พัก ที่อยู่อาศัย เพื่อเฝ้าสวนยางก็ทำไม่ได้ แล้วในพื้นที่นี้มีปัญหาช้างป่าด้วยครับ เข้ามาในพื้นที่สวน พื้นที่ไร่ของพี่น้องประชาชน ปลูกบ้านไม่ได้ก็หลบภัยช้างป่าไม่ได้ มีพี่น้อง ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายช้างป่า เป็นปัญหาทับซ้อนเข้ามาอีกนะครับ เมื่อผมคุยลึกเข้าไป ก็ได้ทราบว่าพื้นที่ตรงนี้ พี่น้องประชาชนทำมาหากินอยู่มาก่อน และคนที่เสนอให้มีการออก เขตอุทยานก็เป็นประชาชนเองที่เห็นว่า ขณะนั้นรัฐบาลทำการสัมปทานป่าไม้ ตัดป่ากัน ไปมากจนป่าจะไม่เหลือ ประชาชนเป็นคนเสนอเองให้ออกเขตอุทยาน แต่กลับขีดเส้นเขต แล้วกินพื้นที่ชาวบ้าน เดือดร้อนตามมา พี่น้องประชาชนต่อสู้เรื่องนี้มาโดยตลอดนะครับ จนกระทั่งปี ๒๕๔๑ มีการพิสูจน์สิทธินะครับ โดยมีมติ ครม. ปี ๒๕๔๑ ระบุว่าพี่น้อง ประชาชนอยู่มาก่อน ๙๙ ราย ๑๘๔ แปลง ๘๒๙ ไร่ แต่จากปี ๒๕๔๑ จนถึงวันนี้ ๒๖ ปี ผ่านไป แม้จะมีมติ ครม. ระบุว่าประชาชนอยู่มาก่อนเขตอุทยาน จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับ เอกสารสิทธิใด ๆ
เรื่องถัดมาครับ ปัญหา คทช. ในพื้นที่ตำบลชำฆ้อ อำเภอเขาชะเมา ไปบอก กับชาวบ้านว่าให้เข้าโครงการ คทช. ครับ แล้วจะสามารถขอสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ขอประปา ขอไฟฟ้าได้ แต่ล่าสุดชาวบ้านไปขอไฟฟ้า การไฟฟ้าก็บอกว่าให้ไปขออนุญาต จากป่าไม้ก่อนอยู่ดี พื้นที่ใกล้กันถัดมาครับ พื้นที่ชุมชนเขาบ่อแป้ง ตำบลชำฆ้อ อำเภอเขาชะเมาเช่นกัน มีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมานานและ มีการออกเอกสาร น.ส.ล. ทับที่ชาวบ้าน เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเทศบาล กับประชาชนที่อยู่มาก่อน เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนที่เข้าใจว่าเป็นพื้นที่ น.ส.ล. แล้วเข้ามาใช้ประโยชน์ แล้วก็ไปขัดแย้งกับคนที่อยู่มาก่อน จนเรื่องนี้ชาวบ้านก็ได้ เอาเรื่องมาร้องเรียนที่กรรมาธิการ ป.ป.ช. ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาแก้ไขปัญหา
เรื่องถัดมาครับ ที่ชุมชนเย็นเซ ตำบลชากพง อำเภอแกลง มีประเด็นธนาคาร เอกชนแห่งหนึ่งไปฟ้องร้องประชาชน ๑๔ หลังคาเรือน ว่าบุกรุกที่ของธนาคาร แต่ศาลสั่ง ยกฟ้องครับ เพราะพิสูจน์แล้วว่าประชาชน ๑๔ หลังคาเรือนนี้อยู่มาก่อน ที่ดินก็เลยได้ไป รังวัดพื้นที่ใหม่ เพื่อออกเอกสารสิทธิให้กับธนาคาร แต่ไม่ได้รังวัดจัดสรรที่เพื่อออกเอกสารสิทธิ ให้กับประชาชน ๑๔ หลังคาเรือนนั้น นี่คือตัวอย่างปัญหาในการพิสูจน์สิทธิ ในการออก เอกสารสิทธิให้กับประชาชนที่ควรจะได้รับสิทธิในการถือครองที่ดิน เพื่อความมั่นคง ในการอยู่อาศัย เพื่อความมั่นคงในการทำมาหากินนะครับ ดังนั้น ผมจึงขอสนับสนุน พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดินฉบับนี้ ซึ่งผมเห็นว่าจะเป็นประตู บานแรก ๆ สู่การปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ อย่างน้อยฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องของการรับรอง สิทธิชุมชน เปิดช่องทางในการออกเอกสารสิทธิให้ชุมชนเข้าใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ มีการเปิด ให้ใช้เอกสารอื่น ๆ นอกเหนือจากการใช้คำพิพากษาของศาลเพื่อประกอบการขอโฉนด เพื่อขยายสิทธิให้ประชาชนในการพิสูจน์สิทธิของตัวเองได้มากขึ้น รวมไปจนถึงการพิจารณา ให้ผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ได้รับการพิสูจน์สิทธิ เรียบร้อยแล้ว ให้เป็นผู้ซึ่งสามารถที่จะออกเอกสารสิทธิในการจะใช้ประโยชน์ได้ ทั้งหมดนี้ ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนเพื่อน ๆ ผู้แทนราษฎรให้ร่วมกันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อให้การดำเนินการในการจัดสรรที่ดินนั้นเกิดประโยชน์ต่อประเทศ ต่อชุมชน และประชาชน อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ก่อนจะตัดสินใจลงคะแนนใด ๆ ผมอยากเชิญชวนผู้แทนราษฎร ทุกคน หันกลับไปมองตาประชาชนในพื้นที่ว่า พื้นที่ของท่านมีประชาชนที่เดือดร้อน จากกรณีปัญหาการถือครองที่ดิน การพิสูจน์สิทธิที่ดินหรือไม่ ผมเชื่อว่าทุกที่มีปัญหา โปรดอย่าเมินเฉยต่อแววตาของประชาชนในพื้นที่ของท่าน ขอบคุณครับ