เชตวัน สนับสนุนร่างกฎหมายกระจายอำนาจ คุ้มครองชุมชนและที่ดินรกร้าง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗

เชตวัน เตือประโคน อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเน้นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและส่งเสริมสิทธิของชุมชน พร้อมยกตัวอย่างปัญหาไฟไหม้ที่ดินรกร้างในปทุมธานีและการบุกรุกพื้นที่เวียงหนองหล่มในเชียงราย เพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นในการคุ้มครองที่ดินและทรัพยากรผ่านกลไกชุมชน สนับสนุนให้มีการลดระยะเวลาการปล่อยร้างที่ดิน และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถตรวจสอบและเพิกถอนสิทธิ์การถือครองที่ดินรกร้างได้ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ร่วมและรักษาพื้นที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

นายเชตวัน เตือประโคน ปทุมธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี พื้นที่เทศบาลเมืองคูคต เมืองลำสามแก้ว และเมืองลาดสวายครับ ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวล กฎหมายที่ดิน ที่ทางท่านอภิชาติ ศิริสุนทร สส. พรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอ ใน ๒ ประเด็น สำคัญครับ นั่นก็คือเรื่องการให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ และเรื่องสิทธิชุมชน เริ่มต้นที่คำว่าการกระจายอำนาจ ผมอยากเชิญชวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรับชม คลิปวิดีโอและรับชมภาพบนสไลด์ต่อไปนี้ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานนี้เอง ภาพทางซ้ายคือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่รกร้าง ที่ริมถนนรังสิต-นครนายก ส่วนภาพทางขวามือ คือบริเวณที่เกิดไฟไหม้ที่รกร้าง และคลิปวิดีโอต่อไปนี้ครับ ผมถ่ายไว้เองในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ขณะที่กำลังขับรถผ่านตรงจุดที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้พอดีครับ จะเห็นว่า อันตรายมากนะครับ ตรงนี้เป็นภาพเคลื่อนไหวเราจะเห็นว่าไฟไหม้นี้เกิดขึ้นตอนกลางวัน และใกล้กับปั๊มน้ำมันด้วยนะครับ ซึ่งก็ยังโชคดีที่ว่าบริเวณนี้อยู่ริมถนนรังสิต-นครนายก แล้วก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดตอนกลางวัน ก็เลยที่จะสามารถเข้าควบคุมเพลิงได้ง่ายหน่อย นะครับ ขณะที่ตกดึกวันเดียวกันของวันนี้ วันเดียวกันกับเหตุการณ์นี้เลย ตอนกลางคืน ปรากฏว่า เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ที่รกร้างอีกแล้ว คราวนี้มาที่เขตของผมเลยครับ บนถนน เสมาฟ้าคราม เทศบาลเมืองลำสามแก้ว ทางซ้ายมือคือภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ที่รกร้าง ตรงเทศบาลเมืองลำสามแก้ว บนถนนเสมาฟ้าคราม และทางขวามือคือตำแหน่งที่เป็น Highlight สีส้มนะครับ คือจุดที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ จะเห็นว่าบ้านเรือนคนอาศัยอยู่ หนาแน่นมาก และลองดูคลิปต่อไปนี้ครับ ในคลิปจะเห็นว่าเปลวไฟน่ากลัวมากครับ วันนั้น ระดมดับไฟกันจ้าละหวั่น มาจากหลายเทศบาล มาจากหลาย อบต. มาช่วยกันครับ แต่จัดการไฟยากมาก เพราะว่าถนนเสมาฟ้าครามเมื่อเช้าผมหารือไปแล้วว่า มันแคบมาก ควรที่จะขยายและเหตุการณ์เกิดตอนกลางคืนด้วย ก็เลยทำให้บางครอบครัวที่ทนนอนสูด ควันไฟไม่ไหว ผมนอนไม่ได้แน่ ๆ แบบนี้ ต้องไปที่อื่นชั่วคราว ขอบคุณนะครับสำหรับคลิปนี้ จากกลุ่มปทุมธานีที่นี่มีแต่เรื่อง นี่คือเรื่องที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ทำประโยชน์ ซึ่งในรังสิต คูคต ลำสามแก้ว ลาดสวาย มีเยอะแยะมากมาย และเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ บ่อยมากเกือบทุกปี ซึ่งผมเห็นว่าแนวทางแก้ไข ก็คือร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ร่างกฎหมายที่ผมกำลัง อภิปรายสนับสนุนอยู่นี้ละครับ ซึ่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องการกระจายอำนาจด้วย เพราะในส่วนที่กำหนดนะครับ ที่บอกว่าที่รกร้างว่างเปล่าถูกทอดทิ้ง ไม่ทำประโยชน์ เกินกำหนดเวลา ให้ถือว่าสละสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์หรือปล่อยให้ รกร้างนั้นให้ตกเป็นของรัฐ ส่วนนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันไปแล้วว่าได้ลดจำนวนปีที่มี การปล่อยรกร้างลง จากที่ดินที่เป็นโฉนด ๑๐ ปีเหลือ ๕ ปีติดต่อกัน จากที่ดินที่มีหนังสือ รับรองการทำประโยชน์จาก ๕ ปีเหลือ ๓ ปีติดต่อกัน ถ้าไม่ทำอะไรเลย ถ้าไม่ทำประโยชน์ อะไรเลยตรงนี้ก็จะให้อำนาจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเข้ามาตรวจสอบ ในการ เข้ามายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนต่อไป นี่คือการกระจายอำนาจครับ การให้อำนาจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้ที่รู้ปัญหาพื้นที่ดีที่สุด รู้สภาพพื้นที่ดีที่สุด เป็นคนยื่นคำร้องต่อศาล เพราะถ้ารออธิบดีกรมที่ดินแบบที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าต้องรออีกนาน แค่ไหนนะครับ และคนจากรัฐ ราชการส่วนกลาง หรือแม้แต่ส่วนภูมิภาค ผมไม่แน่ใจว่าเข้าใจ สภาพปัญหาของท้องถิ่นได้ดีเท่ากับคนในท้องถิ่นหรือไม่ และท่านประธานครับ จากประวัติศาสตร์การใช้กฎหมายนี้ที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจด้วยเหมือนกันนะครับว่า อธิบดีกรมที่ดินเคยยื่นคำร้องต่อศาล แล้วก็ทำให้พื้นที่รกร้างตกเป็นของรัฐหรือไม่ ไม่น่าจะ เคยมีนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องสิทธิชุมชน ท่านประธานครับ จากประสบการณ์ส่วนตัว ก่อนมาเป็น สส. ผมเป็นทีมงานเบื้องหลังของพรรคอนาคตใหม่มาก่อน ทำให้มีโอกาส ได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้รับทราบปัญหาข้อพิพาทเรื่องของที่ดินเยอะแยะ มากมายครับ โดยเฉพาะเรื่องของรัฐกับเอกชน ป่าทับที่คน คนทับที่ป่า เรื่องนี้มีอยู่เยอะแยะ มากมาย เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็พูดไปแล้วนะครับ แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ นั่นก็คือเรื่องการขาดสิทธิในชุมชน และนี่เองครับที่ทำให้เกิด การบุกรุก ครอบครอง ออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่ควรจะเป็นของสมาชิกในชุมชนทุกคน ร่วมกัน ผมพาไปที่นี่ครับ ที่บ้านท่านประธานเลยที่จังหวัดเชียงราย ผมยกตัวอย่างที่ เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย เวียงหนองหล่มเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนะครับ ในเขตพื้นที่ราบ หุบเขาที่เรียกว่าแอ่งเชียงแสน เป็นที่ตั้งทางประวัติศาสตร์มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ก่อน ประวัติศาสตร์ ในตำนานบอกว่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติ ท่านประธาน น่าจะทราบดี แต่ในแง่ของธรณีวิทยาที่ตรงนี้คืออยู่ในบริเวณเขตรอยเลื่อนแม่จันใช่ไหมครับ เกิดแผ่นดินไหว เกิดรอยเลื่อน ทำให้ตรงนี้กลายเป็นหลุม กลายเป็นหล่ม กลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ Wetlands ขนาดใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้จากการศึกษาของนักวิชาการที่ราชภัฏเชียงราย พบว่าดีกว่า ๓๐,๐๐๐ ไร่ หากแต่ปัจจุบันครับถูกบุกรุก ถูกออกเอกสาร ถูกกว้านซื้อไปเป็น สวนยางพารา สวนป่าของนายทุน พื้นที่ชุ่มน้ำหายไปแล้วเป็นหมื่นไร่ เพราะอะไรครับ นั่นก็เพราะที่ผ่านมาเราขาดแนวคิดเรื่องสิทธิชุมชน นั่นเพราะที่ผ่านมาเราขาดแนวคิด เรื่องการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งในร่างฉบับนี้ครับ เราเข้ามาแก้ไขโดยเพิ่มคำอย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้พูดกันไปแล้วสรุปง่าย ๆ ครับ ต่อไปนี้จะไม่มีแค่ที่ดินของรัฐและที่ดินของเอกชนอีกต่อไป แต่จะมีสิ่งที่เรียกว่าสมบัติร่วมกัน เป็นการบริหารจัดการร่วมกันโดยชุมชน หรือโดยท้องถิ่น ที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Common property ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าถ้ามีการรับรอง ในเรื่องนี้ กรณีอย่างเวียงหนองหล่มที่บ้านท่านประธาน บ้านภรรยาผมเอง สิ่งที่เราจะได้รับ ก็คือ ๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกัน

เรื่องที่ ๒ สามารถป้องกันบุกรุก กว้านซื้อที่ดินได้

เรื่องที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์ พื้นที่สำคัญทางธรรมชาติอย่างเวียงหนองหล่มจะไม่ถูกบุกรุกทำลาย

ท่านประธานครับ เพราะการให้ความสำคัญกับเรื่องการกระจายอำนาจ และการให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิชุมชน ผมจึงเห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ และจะขอ การสนับสนุนจากเพื่อน สส. ที่เห็นว่าการกระจายอำนาจ การมีเรื่องสิทธิชุมชนเป็น เรื่องสำคัญ ขอบคุณครับท่านประธาน