จุลพงศ์ ชี้ทุจริตทหาร ขอสอบตามมาตรา 44-45 โปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗

จุลพงศ์ อยู่เกษ หารือกรณีทุจริตในกรมสรรพาวุธทหารบก โดยเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใสตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ พร้อมตั้งข้อกังวลต่อการรวมศูนย์อำนาจของเจ้ากรมพระธรรมนูญที่อาจกระทบความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม จึงเน้นย้ำความจำเป็นในการมีกลไกถ่วงดุลจากอัยการสูงสุดตามมาตรา ๒๔๘ และคัดค้านการเพิ่มมาตรา 23 ว่าอาจก่อความสับสน โดยเรียกร้องให้ยึดร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วเป็นหลัก

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมมีความประสงค์ จะอภิปราย ๒ มาตรา คือมาตรา ๒๓ และมาตรา ๔๕ แต่ว่าผมขออนุญาตอภิปรายถึง มาตรา ๔๕ ก่อน ถ้ามีเวลาเหลือก็จะอภิปรายมาตรา ๒๓ สั้น ๆ จริง ๆ มาตรา ๔๕ นี้ ผมขอ เรียกว่าเป็นการจับโกงในค่ายทหารนะครับ และแหล่งที่เป็นข้อมูลในการโกงในค่ายทหารก็คือ ตัวทหารเอง ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสิบเอกอาร์มไหมครับ หรือหมู่อาร์ม ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ สิบเอกอาร์มหรือหมู่อาร์มนี้เข้ารับราชการเมื่อ ปี ๒๕๕๔ ในตำแหน่งเสมียนงบประมาณ แผนกโครงการและงบประมาณ กรมสรรพาวุธ ทหารบก เริ่มเรื่องท่านก็คงพอเห็นเงาแล้วใช่ไหมครับ ในปี ๒๕๖๒ สิบเอกอาร์มได้ร้องเรียน กับผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ในช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๖๐ มีการทุจริตในกรมสรรพาวุธทหารบก โดยมีการให้สิบเอกอาร์มเองและทหารคนอื่นลงชื่อในเอกสารเพื่อเงินเบี้ยเลี้ยงค่าเดินทาง โดยไม่มีการเดินทาง หรือบางครั้งไม่มีโครงการตามเอกสาร ผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อได้รับ คำร้องเรียนจากสิบเอกอาร์มแล้ว นอกจากจะตรวจสอบแล้วก็ส่งกลับมาให้กรมสรรพาวุธ ทหารบกตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ผลเป็นอย่างไรครับ สิบเอกอาร์มถูกกลั่นแกล้ง และมี ข้อพิพาทกับผู้บังคับบัญชา มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในความผิดของ สิบเอกอาร์มฐานไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา ลงโทษจับกักขัง ๗ วัน ตามพระราชบัญญัติวินัยทหาร หลังจากนั้นสิบเอกอาร์มร้องไปยัง Call Center ชื่อว่าสายตรง ผบ.ทบ. ที่มีอดีต ผบ.ทบ. เสื้อคับเป็นคนตั้ง หลังจากนั้นก็มีการข่มขู่เอาชีวิตสิบเอกอาร์ม แล้วก็ได้รับโทรศัพท์จาก หัวหน้าแผนกมาบอกว่าให้ไปขอขมาผู้บังคับบัญชา สิบเอกอาร์มจึงตัดสินใจหนีออกมาจาก ค่ายทหาร และไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ต่อมาสิบเอกอาร์มถูกย้ายไปสังกัดหน่วยอื่น และถูก ปลดจากราชการฐานหนีทหารเกิน ๑๕ วัน ซ้ำถูกดำเนินคดีในศาลทหารฐานละเลยไม่ปฏิบัติ ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาและหนีทหาร ที่ผมยกตัวอย่างมานี้มันเกี่ยวกับมาตรา ๔๕ อย่างไร การที่เราจะเข้าใจมาตรา ๔๕ นี้มันต้องโยงไปถึงมาตรา ๔๔ ก่อน มาตรา ๔๔ บอกว่า หากมี การกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้พนักงานอัยการสอบสวน และถ้าเห็นว่าการสอบสวน ยังไม่สมบูรณ์ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับอัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานสอบสวนเพิ่มเติม

กรณีที่ ๒ ในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง และหาก คณะกรรมการ ป.ป.ท. ยืนยันที่จะสั่งฟ้อง ให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดวินิจฉัย และคำวินิจฉัย ของอัยการสูงสุดเป็นที่สุด มาตรา ๔๕ มาตรานี้ครับ เป็นสาเหตุของการแก้ไข มาตรา ๔๕ นี้ บอกว่าในกรณีผู้กล่าวหาอยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้อัยการศาลทหารเป็นผู้ดำเนินการ แล้วก็ สว. ได้ไปแก้ว่า ในการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา ๔๔ ให้อำนาจอัยการสูงสุดเป็นอำนาจของ เจ้ากรมพระธรรมนูญ อำนาจของอัยการสูงสุดตามมาตรา ๔๔ ผมขอย้ำนะครับ คืออำนาจในการ ตั้งคณะไต่สวนเพิ่มเติม และอำนาจในการชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องซึ่งเป็นที่สุด ท่านประธานครับ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารนี้กำหนดไว้ว่า ตุลาการทหาร อัยการทหาร แต่งตั้งในระดับผู้บังคับบัญชา ก็คือเป็นการรวมศูนย์อำนาจอยู่ใน ผู้บังคับบัญชา แปลว่าอัยการทหารก็อยู่ใต้บังคับบัญชาเจ้ากรมพระธรรมนูญ อันนี้ถ้าเราไป แก้ไขลักษณะแบบนั้นเพื่อให้อำนาจชี้ขาดหรืออำนาจไต่สวนเพิ่มเติมไปอยู่อำนาจของ เจ้ากรมพระธรรมนูญนี้ มันจะเรียกว่ากระบวนยุติธรรมลายพรางได้หรือไม่ กรณีของหมู่อาร์ม เป็นตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเจนว่า ในการตรวจสอบการโกงในหน่วยทหาร โดยเฉพาะในมาตรา ๔๕ นี้ จำเป็นจะต้องมีการถ่วงดุลโดยอัยการสูงสุด นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๘ ได้ให้ ชี้ชัดว่าอำนาจของอัยการเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีความเป็นอิสระ แต่ขณะเดียวกันอำนาจของเจ้ากรมพระธรรมนูญนี่มีอำนาจบังคับบัญชาอัยการศาลทหาร เพราะฉะนั้นหากมีการจับโกงในศาลทหาร แล้วชี้ขาดโดยเจ้ากรมพระธรรมนูญ ผมเรียนได้เลยว่า มาตรา ๔๕ นี้แทบจะไม่มีผลการใช้บังคับ อันนั้นคือมาตรา ๔๕ นะครับ

อันนี้ผมขอเนื่องจากมีเวลาเหลืออยู่เล็กน้อย ผมขออภิปรายถึงมาตรา ๒๓ ความจริงนี่เป็นเรื่องที่ไม่ได้จำเป็นเลยที่จะใส่เข้ามา มาตรา ๒๓ นี้ทาง สว. หรือวุฒิสมาชิกได้ เพิ่มว่า ในกรณีการไต่สวนและพิจารณาวินิจฉัยพ้นระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาสอบสวนและดำเนินการ เพื่อลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งกระทำโดยจงใจปล่อยปละละเลย หรือประมาทเลินเล่อ โดยเร็ว ท่านประธานที่เคารพ วรรคนี้ไม่มีความจำเป็นเลยครับ เพราะอะไรครับ เพราะ ป.ป.ท. เอง มีระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐว่าด้วยหลักเกณฑ์และ วิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔ ระบุเรื่องนี้ไว้แล้วครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่เข้ามาเลย ผมเกรงว่าจะทำให้ สว. โดยเฉพาะ สว. ชุดใหม่นี้เกิด ความสับสนยิ่งขึ้น สรุปนะครับ ผมขอเรียกร้องให้สมาชิกแห่งนี้ยืนยันในร่างของ สส. ที่ได้ ผ่านเอาไว้ ขอบคุณครับ