ธีรัจชัย พันธุมาศ หารือร่างกฎหมาย ป.ป.ท. โดยเฉพาะมาตรา 45 ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีทุจริตของข้าราชการทหาร พร้อมเสนอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจสั่งฟ้องแทนกรมพระธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรมภายใต้หลักนิติธรรม ด้วยเห็นว่าโครงสร้างการพิจารณาคดีในศาลทหารปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ และขาดความเป็นกลาง เนื่องจากบุคคลในองค์กรเดียวกันทำหน้าที่ทั้งผู้กล่าวหาและผู้พิพากษา จึงเสนอให้ปรับระบบให้มีบุคลากรทางกฎหมายที่เป็นกลางและมีความเชี่ยวชาญเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ยึดหลักนิติธรรม และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูณ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับกฎหมาย ป.ป.ท. ฉบับนี้มันมีข้อที่น่าสังเกต เนื่องจากว่าในส่วนวุฒิสภาได้มีการแก้ไข จุดสำคัญที่มีการโต้แย้งกันหนักก็คือมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๕ ร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีนั้น คือให้กรมพระธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาในกรณี มีความเห็นชี้ขาดเกี่ยวกับคดีที่ทุจริตประพฤติมิชอบ แต่สภาผู้แทนราษฎรนั้นเราแก้ได้ โดยเป็นมติเด็ดขาดเสียงข้างมากนะครับ ก็ยืนยันว่าจะให้อัยการสูงสุด เหตุผลที่ผมเรียน ตรงนี้ว่าสภาผู้แทนราษฎรที่เราต้องการที่จะเปลี่ยน เนื่องจากว่าหลัก ๆ หนึ่งก็คือหลัก ความเสมอภาค รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ระบุไว้ว่าบุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย มีสิทธิเสรีภาพในการรับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิเสรีภาพ เช่นเดียวกับคนทั่วไป ตรงนี้ละครับ รัฐธรรมนูญกับพระธรรมนูญ กฎหมายศาลทหารนี่ครับ ยังมีความลักลั่นอยู่เลย ในการสั่งฟ้องข้าราชการทั่วไป อัยการเป็นคนสั่งฟ้อง อัยการสูงสุด เป็นคนสั่งฟ้อง แต่ทหารยังได้อภิสิทธิ์ชนนั่นคือทหารต้องดูแลกันเอง มีอัยการทหาร มีตุลาการทหาร และมีพนักงานสอบสวน มีการฟ้องคดีโดยทหาร หลักในการที่ทหารนั้น เขาจำเป็นต้องมีทหารในการตัดสินใจ มันก็สืบเนื่องจากในเวลาที่ไม่ปกติ มันจะต้อง มีเอกภาพในการบังคับบัญชา ทหารต้องอยู่ในบังคับบัญชา ดังนั้นทหารควรตัดสินทหาร กันเอง แต่ในเวลาปกติมันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะคดีทุจริต ถ้าปล่อยให้คนที่ เป็นทหารด้วยกันตัดสินกันเองในคดีทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นอัยการชงฟ้องเองนะครับ เป็นการต่อสู้กันเองในหมู่ทหาร เอาตั้งแต่ชั้นสอบสวนเลยก็ได้ครับ ถามว่าจะไม่ช่วยกันหรือ แล้วมาดูลึกไปอีกนิดหนึ่งนะครับ ตุลาการศาลทหารจริง ๆ แล้วคุณสมบัติจบก็คือนิติศาสตร์ และเป็นสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา แต่ไม่ระบุว่าเป็นสมาชิกแบบไหน มีหลายประเภทถ้าสามัญก็คือจะต้องสอบไล่ได้ เนติบัณฑิตด้วย แต่อันนี้คือวิสามัญก็ได้ ไม่ต้องสอบได้เนติบัณฑิตก็สามารถเป็นตุลาการได้ อัยการทหารก็เช่นกันครับ ไม่ต้องสอบไล่ได้เนติบัณฑิต ถามว่าในส่วนความเชี่ยวชาญ ทางกฎหมายนั้น จะสู้กับอัยการและตุลาการหรือศาลในศาลยุติธรรมได้หรือไม่ ดังนั้น เราจำเป็นต้องให้ความเชี่ยวชาญในการพิจารณากฎหมาย พิจารณาการสั่งฟ้อง ไม่ฟ้อง กรณีต่อมาเจ้ากรมพระธรรมนูญที่ทางวุฒิสภาแก้มา เขาบอกบางครั้งก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ คดีมาตลอด อาจไปทำหน่วยงานอื่นแล้วย้ายกลับมาเป็นเจ้ากรม ทำให้ขาดความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้านอันจะวิเคราะห์วินิจฉัยได้ เขาไม่ได้เป็นตุลาการอาชีพ เขาไม่ได้เป็นอัยการอาชีพ เขาไม่ได้เป็นทนายอาชีพ อาจจะสับไปยังตำแหน่งอื่นได้ นี่คือกลไกของศาลทหารแล้วก็กลไก กระบวนการยุติธรรมของศาลทหารนะครับ ตรงนี้มันจะทำให้ได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร แล้วจะมีหลักประกันอะไรในคดีทุจริตจะไม่ช่วยกัน
ถัดมาครับ การพิจารณาภายในของศาลทหารนั้น ระบบค่อนข้างปิดครับ เพราะเป็นบุคคลอาชีพเดียวกันกับผู้ต้องหา ความสัมพันธ์กว้างขวางในฐานะรู้จักกัน เคยทำงานที่เดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน ควรเป็นบุคคลภายนอก ได้แก่ อัยการสูงเป็นผู้ชี้ขาด โต้แย้งระหว่าง ป.ป.ท. กับอัยการศาลทหาร จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมและประโยชน์ ต่อประเทศชาติมากกว่า หลักสำคัญทำไมถึงคดีทุจริตในค่ายทหารของทหารทำไมถึงจับอะไร ไม่ค่อยได้ ผมตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุนี้หรือไม่ครับ ให้คนในองค์กรเดียวกันสับตำแหน่ง หน้าที่กันมาเป็นทั้งอัยการทหาร เป็นตุลาการ เป็นอะไรฟ้องอยู่ที่เดียวกัน ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะเปิดโอกาสให้อัยการซึ่งเทียบเท่ากับข้าราชการอื่นได้ผ่านอัยการสูงสุดในการ ชี้ขาด
ถัดมาอีกอันหนึ่งครับ สำนักงานอัยการสูงสุดมีข้อโต้แย้งว่า เป็นองค์กร ภายนอกอาจจะไม่รู้ แต่อัยการสูงสุดแม้จะเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด แต่ภายในได้ออก ระเบียบในการชี้ขาดโดยก่อนจะมีความเห็นเสนออัยการสูงสุดนั้น จะมีคณะทำงานที่ พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวน ความเห็นอัยการที่ขัดแย้งกัน ข้อเท็จจริงข้อกฎหมายก่อน เสนอความเห็นให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยอีกครั้ง คณะกรรมการนี้มีรองอัยการสูงสุดที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้บังคับบัญชาและควบคุมความเห็น จึงมีความรอบคอบมากกว่ากรมพระธรรมนูญ ซึ่งแม้กระทั่งเนติบัณฑิตก็ยังไม่จบนะครับ
ถัดมาครับ บุคลากรทางกฎหมายที่มีคุณภาพ ในเมื่อองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ที่ทำเฉพาะด้านในการสั่ง ในการวินิจฉัยว่า อันไหนถูกต้อง อันไหนผิด คดีอาญาไหน ความเชี่ยวชาญคนที่ทำงานเป็นอาชีพอัยการโดยเฉพาะ เขาก็ย่อมมีความเชี่ยวชาญมากกว่า อัยการทหารนะครับ หรือเจ้ากรมพระธรรมนูญซึ่งไม่ได้ทำเฉพาะ เดี๋ยวย้ายไปย้ายมาในส่วนนี้ ดังนั้นเราต้องการมืออาชีพและที่สำคัญเขาเป็นกลาง เขาไม่รู้จักทหารในกรมกอง ไม่เป็นพวก ไม่เป็นลูกน้อง ไม่เป็นเจ้านายมาก่อน เมื่อไม่เป็นดุลยพินิจจะเกิดความยุติธรรมมากขึ้น และจะเที่ยงตรงมากขึ้น แล้วถ้าเป็นอย่างนี้เปิดเผยขึ้นมาอาจจะมีคดีทุจริตในค่ายทหาร ในกรณีของทหารได้มีการลงมาตรการลงโทษกันมากมาย ไม่ถูกปิดลับเหมือนในขณะปัจจุบันนี้ ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเรื่องความสัมพันธ์ ความเชี่ยวชาญ โครงสร้างภายในของ กรมพระธรรมนูญซึ่งไม่ชัดเจนอย่างนั้น ผมจึงเห็นว่าความเห็นของกรรมาธิการในชั้น สภาผู้แทนราษฎรที่มีมติไปนั้นถูกต้อง และในฐานะที่เราเป็น สส. เป็นองค์กรที่มาจาก ประชาชน วุฒิสมาชิกชุดที่ผ่านมาที่มีความเห็นขัดแย้งตรงนี้ เขาอาจจะไม่ได้มาจาก ประชาชนโดยตรง เขาจึงมีความเห็นที่อาจจะเป็นห่วงในองค์กรที่มาจากการรัฐประหาร และมันเกี่ยวข้องกับทหาร ซึ่งผมเข้าใจนะครับ แต่มันไม่มีประโยชน์ต่อประชาชน และไม่มี ความเสมอภาคทางกฎหมายตามหลักรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ดังนั้นจึงขอให้ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านไปยังท่านประธานนะครับ ได้โปรดยืนหลักการของ สส. ของสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ตั้งกรรมาธิการร่วมและพิจารณายืนยันตามร่างของเราครับ