ชูศักดิ์ ชี้มาตรา 45 ร่าง ป.ป.ท. กระทบความยุติธรรม หลังอัยการไม่สั่งฟ้อง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ชูศักดิ์ ศิรินิล อภิปรายร่างกฎหมายป้องกันการทุจริต โดยเสนอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดกรณีขัดแย้งระหว่างอัยการทหารกับ ป.ป.ท. แทนเจ้ากรมพระธรรมนูญ เพื่อค้ำประกันความยุติธรรมและแยกอำนาจอย่างเหมาะสม

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย แบบบัญชีรายชื่อ ผมขออนุญาตที่จะ อภิปรายร่างบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างฉบับนี้เป็นเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรได้ มีมติรับหลักการ แล้วก็ตั้งกรรมาธิการในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการได้ไปพิจารณาแล้วก็มีการแก้ไขจากร่างเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการไป ซึ่งเป็นร่างที่นำเสนอมาจากฝ่ายรัฐบาล เมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผ่านกรรมาธิการแล้วเราก็ มีมติอนุมัติในวาระที่ ๓ ส่งไปวุฒิสภา วุฒิสภาก็ตั้งกรรมาธิการดังที่ทราบกันอยู่ ผมได้ตรวจดู แล้วผมคิดว่าวุฒิสภาก็ได้แก้ไขบ้างเล็กน้อยบางเรื่อง ตัวอย่างเช่น แก้ไขจากเดิมการจัดทำ รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร ท่านวุฒิสภา ก็ไปเพิ่มว่าให้เสนอต่อวุฒิสภาด้วย ซึ่งกระผมเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร บางเรื่องก็เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น การเพิ่มเติมกรณีที่การไต่สวนคณะกรรมการ ป.ป.ท. คณะอนุกรรมการต้องทำให้เสร็จ ภายในระยะเวลาที่กำหนด เขาก็ไปเพิ่มเติมว่าถ้าการไต่สวน การพิจารณาวินิจฉัย พ้นระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง อันนี้มาตรา ๒๓ หรือมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ให้ ป.ป.ท. นั้น พิจารณาสอบสวนดำเนินการเพื่อลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องที่กระทำโดยจงใจประมาทเลินเล่อ หรือประมาทเลินเล่อโดยเร็ว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เอาผิดเอาโทษกับเจ้าหน้าที่ อนุกรรมการ ใครต่อใครที่ไต่สวนไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งผมเองก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ รับได้ แล้วก็เป็นประโยชน์ในแง่ของการแก้ไขตรงนี้ เพื่อที่จะทำให้เจ้าหน้าที่นั้นเร่งรัด ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ที่เหลือนอกจากนั้นก็เป็นการแก้ไขถ้อยคำบ้างเล็กน้อย เช่น แก้ถ้อยคำที่เราทราบกันดีว่า บางคนก็ใช้คำนี้ บางคนก็ใช้คำนั้นอย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่า เป็นเรื่องปกติ ซึ่งไม่ได้ขัดข้องอะไรเรื่องการ เรื่องโน่น เรื่องนี่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่ที่สำคัญ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดมากก็คือเรื่องของมาตรา ๔๕ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิก ท่านวิโรจน์ได้หยิบยกขึ้นมาอภิปรายไปแล้ว ผมขออนุญาตที่จะอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อยว่า สาระสำคัญของมาตรา ๔๕ เป็นเรื่องกรณีที่มีเรื่องขึ้นมาแล้ว และท้ายที่สุดอัยการสั่งไม่ฟ้อง พออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วเขาก็ให้ส่งเรื่องมาที่ ป.ป.ท. ป.ป.ท. สั่งฟ้อง ความเห็นไม่ตรงกัน ระบบกฎหมายเดิมของ ป.ป.ท. เขาก็ให้อัยการสูงสุดชี้ขาด สาระเป็นประมาณนี้ ทีนี้ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ว่ากรณีที่ผู้ต้องหา ผู้ถูกกล่าวหาเป็นทหาร เราก็ทราบดีว่ามีธรรมนูญ ศาลทหาร มีอัยการศาลทหารว่าไป ร่างเดิมในชั้นวาระที่ ๑ ของสภาผู้แทนราษฎร เขียนว่า กรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ป.ป.ท. เห็นควรสั่งฟ้องและผู้ต้องหาเป็นทหาร ให้เจ้ากรมพระธรรมนูญ ชี้ขาด อันนี้เป็นร่างดั้งเดิมที่ส่งมาจากคณะรัฐมนตรีเป็นอย่างนั้นครับ พูดง่าย ๆ คนที่จะ ชี้ขาดว่าจะฟ้อง ไม่ฟ้อง เป็นเจ้ากรมพระธรรมนูญ ผมก็นั่งดูแล้วผมคิดว่ากรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการวิสามัญที่แต่งตั้งไปทำหน้าที่ เขาแก้ไขครับ ท่านประธานที่เคารพ เขาแก้ไขว่าในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นทหาร ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ป.ป.ท. เห็นควรสั่งฟ้อง ถ้าอัยการศาลทหารสั่งไม่ฟ้อง แต่ ป.ป.ท. เห็นควรสั่งฟ้อง เขาแก้เป็นว่าให้อัยการสูงสุด ทำหน้าที่เป็นอัยการศาลทหารเป็นผู้ชี้ขาด ไม่ให้เจ้ากรมพระธรรมนูญมาชี้ขาด ผมพิจารณาไตร่ตรองด้วยความรอบคอบดูแล้ว ผมคิดว่ากรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณา เรื่องนี้เขารอบคอบพอสมควร เขาคิดมีเหตุมีผลพอสมควร อย่างน้อยที่สุดก็คือว่า เป็นการคานกันในแง่ของระบบกระบวนการยุติธรรม ถ้าอัยการศาลทหารสั่งไม่ฟ้องแล้ว เจ้ากรมพระธรรมนูญชี้ขาด พูดง่าย ๆ มันก็อาจจะมีข้อครหาได้ว่ามันก็พวกเดียวกัน และท้ายที่สุดมันก็อาจจะเป็นประเด็นในแง่ของความยุติธรรมทั้งหลาย แต่เขาให้อัยการสูงสุด มาทำหน้าที่อัยการศาลทหารชี้ขาดในประเด็นนี้ ผมดูแล้วว่ามันสมเหตุสมผลตามหลักการ คานกัน ดุลกัน ในการใช้อำนาจทั้งหลาย และจะเป็นการอำนวยความยุติธรรมได้ดีกว่า ผมจึง คิดว่าสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขไปนั้น น่าจะเป็นประโยชน์กว่า น่าจะเป็นเรื่องของการอำนวยความยุติธรรมได้ดีกว่า ขณะเดียวกันก็หมายความว่าวุฒิสภา ก็แก้กลับไปเป็นร่างเดิมในชั้นวาระที่ ๑ ก็คือให้เจ้ากรมพระธรรมนูญชี้ขาดอย่างนี้เป็นต้น ผมว่าเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เราเห็นว่าของสภาผู้แทนราษฎรน่าจะถูกต้อง น่าจะเป็นธรรม น่าจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการอำนวยความยุติธรรมมากกว่า ผมก็กราบเรียนท่านประธาน ว่าเรื่องนี้น่าจะต้องนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมกันเพื่อไปพิจารณาเรื่องนี้ และเราก็คง จะต้องยืนยันว่าความเห็นของกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรน่าจะถูกต้อง ชอบธรรม และยุติธรรมมากกว่า กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ