วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายคัดค้านการแก้ไขมาตรา ๔๕ ในร่างกฎหมายป้องกันการทุจริตที่วุฒิสภายกเลิกการชี้ขาดของอัยการสูงสุดเพื่อส่งคืนอำนาจให้เจ้ากรมพระธรรมนูญ ชี้ว่าขัดหลักความยุติธรรมและไม่สอดคล้องกับเจตจำนงของสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ยอมรับของประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิก ตลอดจนท่านประธาน ในฐานะที่เราอยู่ใน สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรเรารู้ดีครับว่าเป็นกฎหมายสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือที่เราเรียกกันว่า ป.ป.ท. ประเด็นสำคัญ คือวุฒิสภามีความเห็นที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ผมต้องย้ำคำว่า ผู้แทนราษฎร โดยวุฒิสภาเห็นด้วยกับกรรมาธิการ โดยวุฒิสภาเห็นต่างจากสภาผู้แทนราษฎร และเห็นต่างจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยจุดแตกต่างที่ สำคัญอยู่ที่มาตรา ๔๕ โดยวุฒิสภาแก้ไขให้กลับไปเป็นร่างเดิมของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นในการพิจารณาของวุฒิสภา ผมขออธิบายอย่างนี้ ก่อนว่า แนวคิดของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากฎหมาย ฉบับนี้ ซึ่งผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญด้วยนะครับ และรวมถึงการพิจารณา ในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา ในมาตรา ๔๕ ถามว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราคิดถึงอะไรครับ ในการ พิจารณา เราคิดถึงความยุติธรรมที่พวกเราในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรสามารถอธิบายกับ สาธารณชนหรือประชาชนได้ครับ ดังนั้นในคณะกรรมาธิการวิสามัญเราก็เห็นพ้องต้องกันที่ จะแก้ไขมาตรา ๔๕ ครับ และเพื่อนสมาชิก สส. ทุกคนจากทุกพรรคก็เห็นพ้องต้องกันที่จะ เห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในการแก้ไขมาตรา ๔๕ จากร่างเดิมของคณะกรรมการ กฤษฎีกาเป็นร่างของสภาผู้แทนราษฎร ถามว่าแต่เดิมมาตรา ๔๕ ของคณะกรรมการ กฤษฎีการะบุไว้ว่าอะไรครับ โดยสังเขปครับ คือในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบ อยู่ในอำนาจศาลทหาร ซึ่งก็คือทหารนั่นเองครับ และคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นควรสั่งฟ้อง แต่อัยการทหารเห็นต่างออกไปมีคำสั่งไม่ฟ้อง ร่างกฤษฎีกาบอกว่าให้เจ้ากรมพระธรรมนูญ เป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญในขณะนั้นและเพื่อน สส. จากทุกพรรคที่อภิปราย ก็มีความเห็นตรงกันว่าจะให้เจ้ากรมพระธรรมนูญซึ่งอยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ อัยการทหารเป็นผู้ชี้ขาดคงจะไม่เหมาะสม และอธิบายให้สังคมยอมรับถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้ยาก และต้องยอมรับครับว่าในหลายกรณีของการประพฤติมิชอบของทหารนั้น ส่งผลเชิงลบต่อพลเรือน มีการรีดนาทาเร้น รีดไถ ข่มขู่ หลายครั้งกระทบกระเทือนถึงชีวิต และทรัพย์สินของพลเรือน สร้างความคับแค้นในจิตใจของประชาชนและครอบครัวของเขา ดังนั้นเพื่อธำรงหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลและธำรงรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมที่ต้อง มอบให้กับพลเรือนและราษฎรทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะหรือประกอบอาชีพใด ดังนั้น ทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ และเพื่อน สส. ในการโหวตวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ จึงแก้ไขให้ ผู้ที่ควรจะชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่อัยการสูงสุด จึงจะทำให้สังคมมีความมั่นใจ ในกระบวนการยุติธรรม และยังเป็นการทำให้เจ้ากรมพระธรรมนูญสง่างามอีกด้วย ถ้าหาก ตามสถิติจะรู้เลยครับว่า อัยการทหารและเจ้ากรมพระธรรมนูญมีความเห็นไปในทางเดียวกัน แทบจะตลอด และเป็นเหตุให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมา และเหตุนี้จึงเป็นเหตุสำคัญที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วก็สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จึงมีความเห็นที่ถูกต้องตรงกันมา โดยตลอดในการแก้ไขมาตรา ๔๕ ให้อำนาจชี้ขาดอยู่ที่อัยการสูงสุด การแก้ไขดังกล่าวไม่ต้อง กังวลครับว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะยังคงสอดคล้องกับมาตรา ๑๙๙ ของรัฐธรรมนูญ อยู่ครับ ที่ระบุถึงอำนาจของศาลทหาร เพราะอัยการสูงสุดนั้นมีอำนาจชี้ขาดเท่านั้นว่าจะ สั่งฟ้อง ไม่ฟ้อง ถ้าสั่งฟ้องก็ยังฟ้องที่ศาลทหารเหมือนเดิมครับ ดังนั้นท่านประธานขอให้สบายใจว่าการแก้ไข มาตรา ๔๕ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญ และที่ผ่านการรับรองของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ นั้นสอดคล้องถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกประการ สาเหตุที่ วุฒิสภาแก้ไขให้มาตรา ๔๕ กลับไปเป็นร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมอ่านดูแล้วครับ เป็นเรื่องที่รู้สึกตลกร้ายแล้วนึกขำอยู่ในใจ และอธิบายกับประชาชนไม่ได้เลยครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน ผู้แทนของกระทรวงกลาโหมมาชี้แจงให้กับคณะกรรมาธิการ วิสามัญของวุฒิสภาด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น โดยระบุเอาไว้ว่าอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน ระบุว่าหากต้องส่งไปยังอัยการสูงสุดอาจจะไม่ได้รับความสะดวกในการพิจารณาคดี เนื่องจากอัยการสูงสุดไม่ได้ดำเนินการด้านสำนวนมาตั้งแต่แรก ผมถามท่านประธานและถาม เพื่อนสมาชิกในฐานะที่เราเป็นผู้แทนราษฎรทุกคนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของกระบวนการ ยุติธรรมคือความสะดวกหรือครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความยุติธรรมครับ การให้เหตุผลเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการจัดลำดับความสำคัญที่ผิดแล้วยังเป็นการดูแคลนอัยการสูงสุดอย่างมาก เพราะสำนักงานอัยการสูงสุดก็มีเจ้าหน้าที่อัยการ มีระบบงาน มีกระบวนการในการพิจารณา สำนวนอย่างรอบคอบอยู่แล้ว สรุปคือจะเอาความสะดวกโดยไม่สนใจความยุติธรรม จะเอา อย่างนั้นหรือครับ และหากจะแก้กลับไปเป็นร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผลเสียที่เกิดขึ้น ก็คืออะไรครับ จะทำให้ประชาชนเกิดคำถามว่า ต่อไปจากนี้กระบวนการยุติธรรมต่อ การประพฤติมิชอบของทหารจะถูกปฏิบัติในมาตรฐานที่แตกต่างจากข้าราชการพลเรือน ใช่หรือไม่ ผมต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าการประพฤติมิชอบของทหารหลายกรณีนั้นเกี่ยวข้องกับ การกดขี่ รีดไถ ข่มขู่ สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินต่อพลเรือน แล้วอย่างนี้จะให้ ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร แล้วภาพลักษณ์ของกองทัพจะเป็น อย่างไร กระบวนการยุติธรรมที่เป็นสองมาตรฐานแบบนี้จะบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่าง กองทัพและประชาชนไปเรื่อย ๆ สรุปแล้วครับท่านประธาน ผมต้องขอชื่นชมเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านจากทุกพรรคที่เห็นประเด็นสำคัญในมาตรา ๔๕ ตรงกัน และมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันตั้งแต่ชั้นกรรมาธิการวิสามัญ เพราะพวกเรา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากประชาชน เอาง่าย ๆ ครับ บุพการีที่ทำคลอด พวกเราออกมาก็คือการเลือกของประชาชน ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องมีหน้าที่ เพื่อธำรงความยุติธรรมให้กับบุพการีของเรา คือประชาชนครับ และทำให้เราเกิดการ ตั้งคำถามกลับไปยังวุฒิสภา ๒๕๐ ชุดนี้ด้วยว่า ตกลงแล้วใครเป็นคนทำคลอดวุฒิสมาชิก ชุด ๒๕๐ นี้กันแน่ หรือ ๒๕๐ ไม่พออยากจะคูณ ๒ เป็น ๕๐๐ กันไปเลย นี่ครับผมจึง ไม่แปลกใจว่าอะไรมาดลจิตดลใจให้วุฒิสภามีมติแก้กลับไปให้เจ้ากรมพระธรรมนูญเป็น ผู้ชี้ขาด แล้วตีกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร เหมือนท้าทายอำนาจของราษฎร ผมจึงขอวิงวอน ให้เพื่อนสมาชิกผู้แทนราษฎรยืนยันร่วมกันที่จะปกป้องความยุติธรรมของประชาชนร่วมกัน โดยให้คงร่างของสภาผู้แทนราษฎรเอาไว้ โดยในมาตรา ๔๕ อำนาจในการชี้ขาดว่าควร สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องกรณีทหารเป็นผู้ประพฤติมิชอบ ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด ไม่ใช่เจ้ากรมพระธรรมนูญ และนี่จะเป็นการยืนยันในศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และส่งสัญญาณกลับไปยังวุฒิสภาว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องปกป้อง ความยุติธรรมให้กับราษฎรซึ่งเป็นบุพการีของพวกเรา ขอบพระคุณครับท่านประธาน