ศุภมาส แจงยกเลิกกองทุนหมุนเวียน เหตุบริบทการศึกษาเปลี่ยน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ศุภมาส อิศรภักดี ชี้แจงแนวทางการยกเลิกกองทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเอกชนและควบรวมเข้ากับกองทุนอุดมศึกษา โดยอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงบริบทการศึกษาทำให้ความจำเป็นในการกู้ยืมลดลง จึงควรใช้ทรัพยากรอย่างร่วมกันเพื่อส่งเสริมทักษะแรงงานสูง ความเป็นเลิศ และการพัฒนามหาวิทยาลัยตามภารกิจ 5 กลุ่ม สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล พร้อมเน้นบทบาทใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบบเครดิตแบงก์ และการพัฒนาแรงงานทักษะสูงเพื่อดึงดูดนักลงทุน รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและยกระดับศักยภาพแรงงานเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจประเทศ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะคะ ดิฉันขออนุญาตชี้แจงประเด็นคำถามของท่านสมาชิกดังต่อไปนี้

เรื่องแรก เรื่องของประเด็นข้อสอบถามเรื่องของการยกเลิกกองทุนหมุนเวียน เพื่อการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และการนำมาควบรวมอยู่ในกองทุนอุดมศึกษานี้ ดิฉันต้องขอกราบเรียนอย่างนี้ว่าในครั้งแรกของการมีกองทุนหมุนเวียนเพื่อการพัฒนา สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่จัดตั้งเมื่อปี ๒๕๔๗ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ใช้คำว่ามหาวิทยาลัย เอกชนแล้วกันนะคะง่าย ๆ กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนา บุคลากร พูดง่าย ๆ ก็คือว่า กองทุนนี้มีในครั้งแรกเพื่อให้มหาวิทยาลัยเอกชนเขาได้กู้ไป สร้างตึก สร้างห้อง Lab สร้างสิ่งที่เป็นสิ่งปลูกสร้างทันสมัยแล้วก็เอาไปพัฒนาครู อาจารย์ แต่ว่าพวกเราเองก็ทราบดีว่าช่วงนั้นมันเกิดวิกฤติการขาดแคลนหลาย ๆ อาชีพ ทำให้ มหาวิทยาลัยของรัฐบาลไม่สามารถที่จะผลิตนิสิต นักศึกษา ผลิตบัณฑิตได้ทันพอกับ ความต้องการของตลาด เราจึงได้เห็นว่าช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีคณะที่ขาดแคลนในหลาย คณะเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยเอกชน อย่างเช่น คณะที่เกี่ยวกับแพทย์ เกี่ยวกับวิศวะ เราก็ เห็นว่าเมื่อก่อนไม่เคยมีในมหาวิทยาลัยเอกชนตอนนั้นก็มีการผลิตเกิดขึ้นมากมาย ส่วนหนึ่ง มาจากกองทุนตัวนี้นะคะ แต่ว่ากลับมาถึง ณ ปัจจุบันนี้เราก็ได้เห็นว่าบริบทในการศึกษานี้ ได้เปลี่ยนแปลงไป ความจำเป็นในการที่มหาวิทยาลัยเอกชนจะต้องกู้ยืมเพื่อที่จะนำไป สร้างตึกหรือว่าไปพัฒนาบุคลากรแทบไม่มีเลยนะคะ ๒ ปีที่ผ่านมากองทุนนี้แทบไม่มีคำขอ ใหม่ ๆ เลย เพราะฉะนั้นเราก็ทราบว่าเทคโนโลยีในการเรียนการสอนปัจจุบันนี้ได้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ได้มีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาช่วย ได้มีระบบการเรียนการสอน แบบ Onsite แบบ Online แบบ University in Campus ไปเรียนในสถานศึกษาเลยก็มี มากมาย เพราะฉะนั้นการสร้างตึกรามบ้านช่อง การสร้างห้อง Lab ก็แทบไม่มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นควรว่านำมารวมไว้ในกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา แต่ว่า วัตถุประสงค์ในการให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนกู้ยืมในดอกเบี้ยต่ำนี้ยังคงอยู่ในหนึ่ง วัตถุประสงค์ของกองทุนนะคะ เพราะฉะนั้นสรุปง่าย ๆ ว่ากองทุนเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษา ตัวนี้จึงประกอบด้วย ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกก็คือเราจะเป็นแหล่งทุนเพื่อการกู้ยืม ดอกเบี้ยต่ำตามวัตถุประสงค์เดิมของกองทุนหมุนเวียนเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษาเอกชน ส่วนอีกวัตถุประสงค์หนึ่งก็คือเป็นแหล่งทุนเพื่อการพัฒนากำลังคนทักษะสูง ย้ำว่าทักษะสูง แรงงานทักษะสูง และความเป็นเลิศซึ่งจะไม่ใช่การให้เงินกู้ยืม อันนี้ก็ตอบคำถามประเด็นแรก ในการรวมกองทุนเอกชนเข้ามาที่กองทุนใหม่อันนี้นะคะ

คำถามถัดมาก็คือประเด็นการจัดสรร อันนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติถาม กันเยอะมากก็คือว่า ประเด็นการจัดสรรงบประมาณของกองทุนจะมีการจัดสรรอย่างไร จะลดความเหลื่อมล้ำของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้อย่างไร ต้องขอเรียนชี้แจงว่า การจัดสรรเงินกองทุนนี้เป็นลักษณะของการจัดสรรแบบ Top Down ก็คือเราจัดสรรมาจาก หลัก ๆ เลยก็คือแผนชาติ มาจากนโยบายรัฐบาล มาจากความต้องการเร่งด่วนของประเทศ แล้วก็ของโลก จัดสรรตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือว่าภาคเอกชน ในการ พัฒนากำลังคนทักษะสูง และการพัฒนาความเป็นเลิศของนิสิตในด้านต่าง ๆ ซึ่งการกำหนด ทิศทางและนโยบายนั้นจะอยู่ภายใต้สภานโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรี ๑๐ กระทรวงเป็นคณะกรรมการ แล้วก็การจัดสรรที่หลาย ๆ ท่านถามว่าแต่ละมหาวิทยาลัย บางท่านก็ใช้คำว่ามหาวิทยาลัย เล็ก ใหญ่ ก็ได้การจัดสรรไม่เท่ากัน ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าเราได้แบ่งกลุ่ม มหาวิทยาลัยตามภารกิจนะคะ ต้องเรียนว่ามหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยเขาได้ให้คำจำกัดความของตัวเอง แล้วก็มาเข้าอยู่ ในกลุ่มภารกิจต่าง ๆ ที่ อว. ได้จัดไว้ เป็น ๕ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ชื่ออย่างเป็นทางการเลยนะคะ ในกฎหมาย ใน พ.ร.บ. ก็คือ กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก ซึ่งมีทั้งหมด ๑๗ แห่ง ก็คือเป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่เน้นหนักในเรื่องของการวิจัยเทคโนโลยีที่ยาก ๆ เทคโนโลยีระดับสูง อันนี้ก็คือเป็นมหาวิทยาลัยที่พุ่งเป้ามุ่งเน้นเพื่อความเป็นเลิศ กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม มีทั้งหมด ๑๙ แห่ง กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ถ้าท่านนึกภาพก็คือ เช่นลาดกระบัง เช่นมหาวิทยาลัยราชมงคล ซึ่งจะเน้น เรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของนวัตกรรมการทำหุ่นยนต์ การทำ AI สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ต่าง ๆ กลุ่มที่ ๓ ก็ชื่อว่ากลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น ซึ่งกลุ่มนี้จะเยอะที่สุด ๔๘ แห่งนะคะ ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็คือเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดูแล พื้นที่ ดูแลท้องถิ่นของท่าน เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนโดยส่วนใหญ่นะคะ กลุ่มต่อมากลุ่ม ที่ ๔ ก็คือ กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา จะมี ๒ มหาวิทยาลัยด้วยกันก็คือ ถ้าให้ท่านเดาท่านก็น่าจะเดาถูกนะคะ ก็คือมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ ที่ และกลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ ๕ คือกลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ ๑๘ แห่ง เช่น มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับกีฬา มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับดนตรี เป็นต้น แล้วก็ยังมีอีกหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่เขา ยังสมัครเข้ามาแล้วก็อยู่ในระหว่างการจัดกลุ่ม เพราะฉะนั้นจึงตอบคำถามท่านสมาชิกว่า การจัดสรรงบประมาณนี้เราจัดสรรไปตามภารกิจของแต่ละกลุ่มนะคะ ซึ่งแต่ละกลุ่ม เขามีภารกิจแตกต่างกันก็ย่อมจะใช้ก้อนงบประมาณแตกต่างกันนะคะ เพราะฉะนั้นการ ครอบคลุมนี้จึงได้ถือว่าจัดตามกลุ่มแล้วก็ครอบคลุมได้ทุก ๆ มหาวิทยาลัยตามภารกิจนะคะ

ประเด็นสุดท้ายที่ท่านสมาชิกมีการสอบถามกันเยอะมากก็คือ กองทุนนี้ จะเป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อประชาชนอย่างไร นอกเหนือจากเป็นประโยชน์ต่อ สถาบันอุดมศึกษานะคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องเรียนชี้แจงว่าเราคงมีความเข้าใจกันว่า คำว่า มหาวิทยาลัยในสมัยเรา ก็คือเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับคนอายุ ๑๘-๒๕ หรือว่าเป็น มหาวิทยาลัยสำหรับเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกเท่านั้นนะคะ แต่ทุกวันนี้ เมื่อสักครู่ก็มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านได้กรุณาเอ่ยคำว่า Lifelong Learning ขึ้นมานะคะ ซึ่งท่านหลาย ๆ ท่านก็อาจจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ถ้าท่านอยู่ในวงการ แต่หลาย ๆ ท่านอาจจะแค่เคยได้ยินแต่ก็ยังไม่เข้าใจนะคะ คำว่า Lifelong Learning ที่ดิฉันพูดเชื่อมโยง กับกองทุนนี้นะคะ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าทางกระทรวง อว. เราได้ให้นโยบายกับทาง ทุก ๆ มหาวิทยาลัยไปว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ต้องเปลี่ยนไป มหาวิทยาลัยต้องเป็นมหาวิทยาลัยของคนทุกช่วงวัย ไม่ใช่แค่คนอายุ ๑๘-๒๕ แล้ว เพราะว่า เนื่องจาก ๑. ประเทศไทยเรามีอัตราการเกิดของเด็กน้อยลงนะคะ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัย ตอนนี้หลาย ๆ ที่ประสบปัญหาในการที่นิสิตนักศึกษาเข้ามาสมัครเรียนน้อยลงนะคะ ขณะเดียวกันประเทศไทยเราก็ทราบดีว่ากำลังก้าวเข้าสู่ Ageing Society หรือว่าสังคม ผู้สูงวัย สังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดภาพว่าสมัยเราคุณพ่อคุณแม่ ๑ บ้าน มีลูก ๒ คน ๓ คน ๔ คน ๕ คน รุ่นพ่อรุ่นแม่เรามีเป็นสิบ แต่ท่านมาดูสมัยนี้ท่านคงเห็นนะคะ ลูกหลานของท่านไม่แต่งงาน แต่งงานแล้วไม่ยอมมีลูก แต่งงานแล้วไม่อยากมีลูก ไม่กล้า มีลูกนะคะ เพราะฉะนั้นความหมายคืออะไรคะ คือถ้าอีกสัก ๒๐ หรือ ๓๐ ปี ท่านจินตนาการ ตามดิฉันนะคะ ในบ้าน ๑ หลังที่มีคุณพ่อคุณแม่ แต่ไม่มีลูกแล้วพ่อแม่ที่เคยได้รับเงินส่งเสีย จากลูกหลานจะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงเกิดเรื่องของ Lifelong Learning ถ้าท่านเคยไป ต่างประเทศซึ่งทุกท่านคงเคยเห็นในหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศทางยุโรปเองก็ดี แรงงานผู้สูงวัยยังถูกจ้างงานกันเป็นจำนวน มาก ท่านจะเห็นว่าพนักงานขายของ พนักงานทำความสะอาด พนักงานกดลิฟต์ พนักงาน Call center อายุ ๔๐ ๕๐ ๖๐ ๗๐ ก็ยังทำได้ ในขณะที่ประเทศไทยเองเด็กอายุ ๘ ขวบ ๙ ขวบ ๑๐ ขวบ ก็เริ่มทำงานได้แล้วเหมือนกัน Live สดขายของได้ รับเขียน Coding ได้ ใช้ AI แต่งนิทาน ใช้ AI วาดรูปประกอบนิทาน แล้วเอาเข้าไปขายในเว็บได้เงินเป็นล้านเราก็ เห็นข่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นความหมายก็คือว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงไป เป็นมหาวิทยาลัยที่ต้องเปิดกว้างให้กับทุกคน ทุกช่วงวัย และเนื่องจากปัญหาการขาดแคลน แรงงานทักษะสูงแล้วก็ขาดแคลนความเป็นเลิศ เพราะฉะนั้นหลาย ๆ อุตสาหกรรมใน ต่างประเทศที่อยากจะมาลงทุนในประเทศไทย เช่น อุตสาหกรรม Semiconductor หรือว่า Advance Electronic พอจะเข้ามาในเมืองไทย หรือแม้แต่กระทั่งอุตสาหกรรม EV พอจะ เข้ามาก็จะได้ยินข้อจำกัดว่า เมืองไทยไม่มี Semiconductor Engineering เมืองไทยไม่มี แรงงานทักษะสูงที่จะรองรับนักลงทุนเหล่านี้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงเกิดเรื่องของ Non-Degree ขึ้นมา เพราะว่าบางวิชาชีพไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ปริญญา หรือว่าจะต้องรอจนจบ ๔ ปี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กองทุนเหล่านี้จะนำเข้าไปช่วยในระบบการศึกษาได้ เมื่อพูดถึง เรื่องการเรียนจบ ๔ ปี เมื่อสักครู่ดิฉันก็ได้ยินท่านสมาชิกบางท่าน ท่านถามว่ามันจะเป็นไป ได้ไหมที่เดี๋ยวนี้ปริญญาตรีไม่ต้องจบ ๔ ปี หรือว่าปริญญาโทไม่ต้องจบ ๒ ปี ต้องกราบเรียน ว่าจริง ๆ ในเรื่องของการเรียนปริญญาตรีที่ไม่ต้องจบ ๔ ปี มีมานานพอสมควรแล้วนะคะ ในหลายมหาวิทยาลัยตอนนี้ก็ไม่ถึง ๔ ปี แต่ว่าถ้าเป็นรุ่นของพวกเรา ใช้คำว่า พวกเรา แล้วกันนะคะ รุ่นของพวกเราอาจจะจบได้เร็วสุดก็อาจจะเป็น ๓ ปีครึ่ง แต่ว่าจริง ๆ แล้วต้อง กราบเรียนว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ทางกระทรวง อว. เราได้แก้ระเบียบให้เด็กหลุดจากระเบียบ เดิมที่ว่า เรียนปริญญาตรีจะต้องจบ ๔ ปี เด็กสามารถลงทะเบียนเรียนวิชา General Education ได้ตั้งแต่อยู่ในสมัยเรียนโรงเรียนหรือว่าเรียนมัธยมอยู่ เพราะฉะนั้นเด็กที่ลง General Education ตั้งแต่เรียน ม.๔ ม.๕ ม.๖ เขาสามารถเก็บหน่วยกิต Credit Bank ได้นะคะ Credit Bank คืออะไร Credit Bank ก็คือนึกภาพเหมือนแบงก์ชาติเอาเงินไปฝากไว้ อันนี้ก็เหมือนเรียนแล้วก็เอาเครดิตไปใส่ไว้ พอเขาเรียนจบ ม.๖ เข้ามหาวิทยาลัย ก็สามารถจะเบิกเครดิตเหล่านี้ไปนับต่อได้เลยกับวิชาเรียนที่เขาเรียนในมหาวิทยาลัยปี ๑ เพราะฉะนั้นเด็กเดี๋ยวนี้ ถ้าจบได้เร็วที่สุดตอนนี้นะคะที่เรา Design หลักสูตรไว้คือ ๒ ปี ซึ่งก็มีในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่เริ่มทำเรื่องเหล่านี้แล้วนะคะ ในขณะเดียวกันเงินกองทุน เหล่านี้สามารถให้ทางมหาวิทยาลัยไปช่วยในเรื่องของการพัฒนาแรงงานทักษะสูง เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลเรื่อง Ignite Thailand ทั้ง ๘ ด้าน ซึ่งยกตัวอย่างนะคะ Semiconductor EV และ AI เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราไม่สามารถจะรอผลิตบัณฑิต ๔ ปีได้แล้ว เราก็ได้ทำหลักสูตรเป็นหลักสูตร Sandbox ทุก ๆ ท่านคงพอเข้าใจเรื่องของ Sandbox ก็คือเป็นการเรียนการสอนที่ไม่ได้อยู่ในกรอบการเรียนการสอนเดิม ไม่ต้องถูกจำกัดด้วย จำนวนหน่วยกิต ด้วยวุฒิของอาจารย์ผู้สอน ด้วยวิธีการทำวิทยานิพนธ์หรืออะไรก็ดี หลักสูตร Sandbox เป็นระเบียบที่ทางกระทรวง อว. เราเซตขึ้นมาเพื่อที่จะผลิตกำลังคนที่ตลาด ต้องการอย่างเร่งด่วน ตอนนี้เราก็ได้ทำ Sandbox ทั้งหมด ๑๔ Sandbox แล้ว ซึ่งทั้ง ๑๔ Sandbox ก็ตอบโจทย์ Ignite Thailand ของรัฐบาลทั้ง ๘ ด้าน นักลงทุนได้ติดต่อ เข้ามาเยอะมาก หลังจากที่เขารู้ว่าประเทศไทยเรานี้เรามีการเริ่มผลิตหลักสูตรเพื่อที่จะมีวิศวกรด้าน Semiconductor วิศวกรหรือว่าช่างเทคนิคที่จะมาดูเรื่องรถ EV นะคะ เพราะว่าทุกวันนี้รถ EV เขามาขาย เขามาตั้งโรงงานจริงนะคะ แต่ว่าวันหนึ่งก็ต้องถึงเวลาที่ต้อง Maintenance ถึงเวลาที่รถเสียรถต้องซ่อมนะคะ รวมทั้งเรื่องของการติดตั้งสถานี Charge เป็นต้นนะคะ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องการความเร่งด่วน เทคโนโลยีสมัยก่อนนี้ ๕ ปี ๑๐ ปีถึงจะมีความ เปลี่ยนแปลงพวกเราสามารถที่จะปรับตัวทันได้ แต่วันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนในชั่วข้ามคืน เพราะฉะนั้นทางกระทรวง อว. เองเราก็มีการปรับตัวเพื่อผลิตบัณฑิตให้ทันต่อเทคโนโลยีที่มัน เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ทันต่อความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมนะคะ

แล้วก็สุดท้ายทุกอย่างก็จะนำไปสู่ Carbon Neutrality ตามประชาคมโลก ที่เราจะต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของคนในประเทศให้สามารถที่จะเข้าไปสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้นะคะ ในส่วนของกองทุนทั้งหมดที่ได้พูดมานี้ ก็คือเพื่อที่จะ รองรับสิ่งที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยของเรามีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นกองทุนนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ให้ดีขึ้นค่ะ ตัวดิฉันเองก็ต้องขอฝากขอบพระคุณท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านนะคะ เท่าที่นั่งฟังดู ๒๐ กว่าท่านนี้นะคะ ทุก ๆ ท่านก็ได้กรุณาอภิปรายให้ความเห็นในเชิงทั้งสนับสนุนทางตรง และสนับสนุนทางอ้อมให้กฎหมายฉบับนี้ได้เกิดขึ้นมาโดยเร็วค่ะ ก็ต้องขอบคุณทุก ๆ ท่าน นะคะ ขอบพระคุณค่ะ