วรวิทย์ แจงปัญหาค่าตอบแทนอาจารย์ ชี้กระทบพัฒนาประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗

วรวิทย์ บารู หารือปัญหาค่าตอบแทนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต่ำและไม่สอดคล้องกับภาระงาน จนส่งผลต่อการดึงดูดบุคลากรคุณภาพและยับยั้งการพัฒนาประเทศ พร้อมเสนอสนับสนุนมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความเป็นเลิศด้านการพัฒนาบุคลากร นักศึกษา และการวิจัยผ่านกองทุนพัฒนาอุดมศึกษา เพื่อยกระดับการศึกษาไทยในเวทีนานาชาติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู ปัตตานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรวิทย์ บารู พรรคประชาชาติ เขต ๑ ปัตตานีครับ จะขอร่วมแสดงความเห็นในเรื่องของ พ.ร.บ. จริง ๆ แล้วต้องขอขอบคุณ อาจารย์มหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ที่ได้พูดในตอนต้นก็คือ ดอกเตอร์ซาการียากับท่านกันต์พงษ์ ได้พูดถึงเรื่องของค่าตอบแทนที่เป็นข้อเท็จจริงที่ขมขื่น สำหรับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ค่อยได้พูดเท่าไรนัก อย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้รับ การแก้ไขตลอดเวลามาก็คือเรื่องนี้ เรื่องค่าตอบแทน ช่วงหนึ่งที่อยู่ในมหาวิทยาลัยผมแทบจะ หาผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าภาคไม่ได้เลย เพราะงานกับค่าตอบแทนมันเหลื่อมกันมาก ทีเดียว ไม่มี หายาก หายากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นมันถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้นการที่ได้พิจารณาแก้ไขจัดตั้งกองทุนขึ้นมา อีกด้านหนึ่งก็คือมหาวิทยาลัยที่สร้าง คุณประโยชน์แก่ประเทศชาตินี้ภายใต้การเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยเอกชนที่ ประเทศไทยเป็นที่ต้องการมาศึกษาของคนต่าง ๆ เพราะว่าความเป็นเลิศทางด้านเฉพาะตัวที่ เขามี อย่างเช่น มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ที่ปัตตานี เป็นมหาวิทยาลัยอิสลามที่สอนทางด้านนี้ แต่ก่อนนั้นคนในประเทศไทยต้องรับทุนจากเขา แล้วก็ไปศึกษาที่ประเทศเขา วันนี้ระดับ บัณฑิตวิทยาลัยไม่ว่ามหาบัณฑิตหรือว่าดุษฎีบัณฑิต ปริญญาโท ปริญญาเอกก็ได้กลับเข้ามา เป็นที่พึ่งของโลกทางตะวันออกกลาง อันนี้เป็นเพราะ Ranking ของมหาวิทยาลัยนี้จะอยู่ใน ระดับต้นของอาเซียน และถ้าในประเภทเดียวกันที่เป็นมหาวิทยาลัยในลักษณะเดียวกันนั้น ก็จะอยู่ข้างหน้า แต่ดำเนินการไปด้วยคือจุดประสงค์ของมหาวิทยาลัยต้องการที่จะเป็น มหาวิทยาลัยเปิดที่ไม่มีค่าเล่าเรียน ไม่เก็บค่าเล่าเรียน ซึ่งขณะนี้ได้ทำเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เราจะช่วยเหลือโดยผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนานี้อย่างไร อีกด้านหนึ่งนะครับ เราเห็นว่าระเบียบต่าง ๆ ของการที่รับนักศึกษาเข้า เราต้องการนักศึกษามาก แต่ระบบ ไม่เอื้อนะครับ ระบบไม่เอื้อเลย เราต้องการที่จะให้นักศึกษาได้มีที่เรียน แล้วยิ่งเฉพาะใน ช่วงหลัง ๆ เราต้องการมาก แต่ระบบต่าง ๆ ระเบียบต่าง ๆ ที่การรับเข้าของมหาวิทยาลัย มันไม่เอื้อต่อการรับนักศึกษาเข้าไป เด็กถึงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา อีกด้านหนึ่ง กองทุนพัฒนานักศึกษาเพื่อไป Mobility ในระดับนานาชาติเพื่อความเป็นเลิศก็ต้อง คำนึงด้วย นักศึกษาเรามีมากที่มีความสามารถ อาจารย์เรามีมากจากในซีกหนึ่งของ มหาวิทยาลัยที่อยู่ในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยรัฐ หรือมหาวิทยาลัยเอกชน ก็สามารถที่จะสร้างผลงานทางด้านการวิจัย ในสาขาวิชาที่ในระดับประเทศไม่ค่อยมีกัน อันนี้ เราจะเห็นได้จากรางวัลของนักวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ได้มานี้ก็มาจากทาง ต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือว่าเอกชน เพราะฉะนั้นในกองทุนอันนี้ การที่ในมาตรา ๔๕ ที่ได้ให้โอกาสในการที่จะของบประมาณโดยตรง แล้วก็มีข้อผูกมัดข้อสัญญาอะไรต่าง ๆ เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ผมขอสนับสนุนทั้ง ๔ ฉบับนะครับ แต่ว่าสิ่งที่จะอภิปรายตรงนี้ก็คือ ๑. ก็คือบุคลากรนะครับ บุคลากรของเรามีอีกจำนวนมากที่ต้องการที่จะไปเพิ่มพูนความรู้ แก่ตนเอง เพื่อมาพัฒนาสถาบันการศึกษา พัฒนาสาขาวิชาที่ตัวเองเรียนรู้อยู่ แต่ว่า มีข้อจำกัดทางด้านเงินทุน แม้ว่าในระยะหลังนี้จะมีทุน อว. ในการให้แก่ผู้คนที่เป็น ครูบาอาจารย์ไปต่อ อีกอย่างหนึ่งในโลกปัจจุบันนี้การส่งนักศึกษา ให้ทุนนักศึกษาไปในระดับ นานาชาติ เพื่อไปเรียนต่อ เพื่อไป Take Credit ในบางวิชาที่มหาวิทยาลัยมี MOU อยู่ ก็จะ ทำให้เด็กเหล่านี้เมื่อจบออกไปแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ เงินทุนเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของนักศึกษาก็น่าที่จะครอบคลุมในเรื่องของเงินทุน อันนั้นด้วยนะครับ อีกอย่างหนึ่งกองทุนหมุนเวียนเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษาเอกชนก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง มหาวิทยาลัยเอกชนที่เป็นในลักษณะที่เป็น เฉพาะที่ดีเลิศ จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย อย่างที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งมีแห่งเดียว ในประเทศนี้ แล้วก็ความสามารถของครูบาอาจารย์เป็นที่ยอมรับในระดับที่เป็นเจ้าของเดิม ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย ไม่ว่าจะเป็นคูเวต ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ เหล่านี้ แสดงถึงการยอมรับของเจ้าของสาขาวิชานี้ต่อประเทศไทยเรา เพราะฉะนั้นควรที่จะให้ การดูแลอย่างมาก ยิ่งถ้าเราดู Ranking ของมหาวิทยาลัยนี้นะครับ ก็จะอยู่ในระดับประเทศ ไม่ว่าจะรวมเอาเอกชนหรือว่ารัฐก็อยู่ในระดับที่ดี ในระดับ ASEAN ก็เช่นเดียวกัน แต่ในลักษณะเดียวกันนะครับ Ranking มหาวิทยาลัยในลักษณะเดียวกันทั่วโลกก็อยู่ในระดับ Top ๕๐ เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่ามหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความสามารถสร้างบุคลากร สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้สำหรับครูบาอาจารย์ที่ในระดับ นานาชาติก็ควรที่จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอันนี้ด้วย

สุดท้ายนี้ก็อยากที่จะย้ำตรงที่ในเรื่องของค่าตอบแทนของอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยด้วย เพราะว่าถ้าหากว่าเดิมนั้นผมทราบจากดอกเตอร์ซาการียาว่า ยังอยู่ที่ ๕,๖๐๐ บาท สำหรับค่าตอบแทนในระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือว่าระดับหัวหน้าภาค จึงหาคนที่ยากเหลือเกิน และจะหาเวลาเพื่อที่จะทั้งสอนทั้งวิจัยก็ยิ่งยากด้วย จึงทำให้ ขาดโอกาสต่อการพัฒนาประเทศชาติด้วย ขอขอบคุณครับ