พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายร่างแก้ไขกฎหมายอุดมศึกษา 4 ฉบับ โดยเห็นด้วยกับเจตนาในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและเพิ่มโอกาสให้เยาวชน แต่เสนอให้กรรมาธิการทบทวนเพิ่มเติม 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรมและเสมอภาคมากขึ้น โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสถาบันและภูมิภาค การจัดสรรเงินกองทุนแบบหลายปีล่วงหน้าเพื่อรองรับโครงการระยะยาว การเพิ่มตัวแทนนักศึกษาและสถาบันในคณะกรรมการบริหารเพื่อให้มีเสียงผู้รับบริการสะท้อนอย่างแท้จริง และการปรับโครงสร้างการตรวจสอบให้เป็นอิสระจากผู้บริหาร เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและเสริมประสิทธิภาพการกำกับดูแลกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาอย่างรอบด้าน
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตมีส่วนร่วม ในการอภิปรายร่างแก้ไขกฎหมายทั้งหมด ๔ ฉบับ เกี่ยวกับอุดมศึกษาที่กำลังถูกพิจารณา ในสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ท่านประธานครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอุดมศึกษาในประเทศเรานั้น กำลังเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ แล้วก็ปัญหาเดิม ๆ ปัจจุบัน ๒ ใน ๓ ของเยาวชนเราไม่ได้ มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ในขณะที่อีก ๑ ใน ๓ ที่เข้าถึงนั้นก็กำลังเข้าถึง ระบบการอุดมศึกษาที่ตามหลังโลก แล้วก็มีคุณภาพที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง หากจะ ยกตัวอย่างครับท่านประธาน ในการจัดอันดับคุณภาพของระบบอุดมศึกษาครั้งล่าสุด โดยเครือข่าย Universitas 21 ประเทศไทยเข้าเป็นอันดับที่ ๕ ครับ แต่เป็นอันดับที่ ๕ จากท้ายตาราง นั่นก็คืออันดับที่ ๔๖ จากทั้งหมด ๕๐ ประเทศที่มีการวัดผล ในขณะที่อันดับ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทยในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกโดย QS นั้น ก็ลดลงเป็นส่วนใหญ่ตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมเลยเข้าใจถึงเจตนาของการเสนอร่าง แก้ไขกฎหมาย ๔ ฉบับในวันนี้ที่มีเจตนาที่พยายามจะปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงการตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ด้วยความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำมาสู่ประโยชน์ในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามจะขยายขอบเขตให้ สถาบันอุดมศึกษาที่มีสิทธิในการได้รับงบประมาณจากกองทุนนั้น ครอบคลุมทั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แล้วก็สถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของรัฐ หรือไม่ว่าจะเป็นการพยายามจะขยายกลไกในการเข้าไปกำกับดูแล หรือว่าจูงใจให้ สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศนั้นสามารถพัฒนาหรือว่าต่อยอดในลักษณะที่สอดคล้องกับ แนวนโยบายของรัฐ หรือว่าความต้องการของตลาดได้ หรือไม่ว่าจะเป็นการพยายามในการ ใช้กลไกของกองทุนนั้นในการขยายบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาให้มุ่งเน้นแล้วก็พัฒนามา เป็นแหล่งเรียนรู้ แล้วก็แหล่งพัฒนาทักษะของคนทุกช่วงวัย ดังนั้นผมไม่ติดใจถึงเจตนาของ การพยายามจะแก้ไขกฎหมาย ๔ ฉบับในวันนี้ แต่หากร่างกฎหมาย ๔ ฉบับในวันนี้จะผ่าน ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ ๑ ไปได้ ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไป ยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นมานั้นให้ทบทวนเพิ่มเติมอีกสัก ๔ ประเด็น ที่ผม อยากจะเสนอว่าจะทำให้กองทุนนั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ คือผมอยากจะเห็นกฎหมายนั้นเขียนถึง หลักเกณฑ์ให้มันชัดเจนขึ้นว่า กองทุนนั้นควรจะจัดสรรงบประมาณให้กับสถาบันอุดมศึกษา โดยคำนึงถึงหลักการอะไร ผมเห็นถึงความพยายามนี้อยู่ครับ เพราะว่าในมาตรา ๕๐/๕ ในร่างแก้ไขนั้นก็มีการเขียนไว้ว่าทุกการจัดสรรนั้น จะต้องมีผลสัมฤทธิ์และตัวชี้วัดที่ ตรวจสอบได้ แต่ผมอยากเห็นหลักการที่ชัดเจนขึ้นในอีกหลายมิติด้วยกัน ผมยกตัวอย่างแค่ ตัวอย่างเดียว คือหลักเกณฑ์ในเรื่องของความเสมอภาค ความเสมอภาคในที่นี้ไม่ได้หมายถึง แค่ความเสมอภาคในมิติของการสนับสนุนนักศึกษาที่อาจจะมาจากครอบครัวรายได้น้อย ไม่ได้หมายถึงแค่ความเสมอภาคในการจัดสรรงบประมาณระหว่างภูมิภาคเพียงเท่านั้น แต่ยัง หมายถึงความเสมอภาคในการจัดสรรงบประมาณระหว่างสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง เพราะหากเราไปเปิดดูงบประมาณปี ๒๕๖๘ จะมีงบอยู่ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่มีการจัดสรร ให้กับสถาบันอุดมศึกษา ครึ่งหนึ่งครับ ถูกจัดสรรให้กับมหาวิทยาลัยทั้งหมด ๑๐ แห่ง ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งต้องแบ่งกันระหว่างสถาบันอุดมศึกษาถึง ๗๐ กว่าแห่งด้วยกัน เป็นต้น
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่อยากจะเสนอ ก็คือผมอยากเห็นกฎหมายนั้น เพิ่มความเป็นไปได้ของกองทุนทุกกองทุนที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรงบประมาณแบบหลายปี หรือที่เรียกว่า Multi Year Budgeting หรือ Multi Year Funding ในเมื่อหลายโครงการที่คาบเกี่ยวกับพันธกิจของ กระทรวง อว. นั้นเกี่ยวกับการพัฒนาคน หรือการพัฒนานวัตกรรมซึ่งเป็นโครงการระยะยาว ที่อาจจะต้องทำต่อเนื่องหลายปีก่อนจะเห็นผล การที่เราไปปลดล็อกให้เราสามารถวางแผน แล้วก็จัดสรรงบประมาณไปล่วงหน้าหลายปีได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำให้หลาย โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการอุดมศึกษานั้นสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน ผมเข้าใจดีครับ ว่าหากเราไปดูมาตรา ๑๘ ของพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและ นวัตกรรมที่มีการแก้ไขในรอบนี้ด้วยเช่นกันนี่ ก็ได้ปลดล็อกอยู่แล้ว ให้กองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์สามารถจัดสรรงบแบบหลายปีข้ามปีให้กับโครงการที่มาขอรับงบประมาณได้ แต่สิ่งที่เราอยากเห็นเพิ่มเติมคือการไปแก้ หรือว่าการไปทบทวนมาตรา ๑๖ ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวด้วยเช่นกันเพื่อให้มันมีความชัดเจนขึ้นในการปลดล็อกให้รัฐนั้นสามารถจัดสรร งบประมาณให้กับกองทุนแบบข้ามปีหลายปี แบบ Multi Year Funding Multi Year Budgeting ได้ด้วยเช่นกัน เพราะหากกองทุนมีหลักประกันเขาเห็นภาพชัดว่าในอนาคตจะมี งบประมาณที่ถูกจัดสรรมาเท่าไร ก็จะทำให้เขาสามารถวางแผนแล้วก็จัดสรรงบประมาณ แบบต่อเนื่อง แบบหลายปี แบบข้ามปีให้กับโครงการของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ด้วยได้ เช่นกัน
ประเด็นที่ ๓ คือผมอยากจะเห็นการมีส่วนร่วม และตัวแทนที่มีความ หลากหลายมากขึ้นในคณะกรรมการบริหารกองทุน แม้ผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่พอไปดู สัดส่วนที่ร่างแก้ไขกฎหมายที่มีการเสนอนั้น เราจะเห็นว่าสัดส่วนของคณะกรรมการที่เป็น คนนอกนั้น ปัจจุบันมีมากกว่ากรรมการที่มาโดยตำแหน่ง หากผมลองนับดูนะครับ เรามี กรรมการที่เป็นคนนอกนั้นอยู่ทั้งหมด ๑๐ คน ก็คือผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ๒ คน แล้วก็ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ ครม. แต่งตั้งเป็นกรรมการ ๗ คน บวกกับแต่งตั้งเป็นประธานอีก ๑ คน รวมกันเป็น ๑๐ คน ซึ่งก็มากกว่า ๘ คนที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง แต่ผมคิดว่าเราไปได้ ไกลกว่านั้นอีก ๒ มิติด้วยกัน
มิติที่ ๑ ผมอยากเห็นคณะกรรมการบริหารกองทุนนั้นมีส่วนร่วมของ สถาบันอุดมศึกษามากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัดส่วน หรือว่าจำนวนกรรมการที่ถูก เสนอชื่อโดยสถาบันอุดมศึกษา หรืออาจจะเป็นการเปิดให้สถาบันอุดมศึกษานั้นมีส่วนร่วม มากขึ้นในการให้ความเห็นว่าคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทาง ครม. นั้นพิจารณา แล้วก็แต่งตั้ง
ส่วนมิติที่ ๒ คือผมอยากเห็นคณะกรรมการบริหารกองทุนนั้นมีตัวแทนนิสิต นักศึกษา หรือว่าเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอุดมศึกษาที่มาจากการเลือกของนิสิต นักศึกษาและเยาวชนกันเอง ในฐานะผู้บริโภคบริการอุดมศึกษา หลักการนี้ก็จะคล้ายกับ หลักการที่พรรคก้าวไกลเสนอในส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วก็ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาที่ เราจะยืนเข้าสู่สภาเร็ว ๆ นี้ที่เสนอให้มีตัวแทนนักเรียนที่มาจากการเลือกของนักเรียนนั้น ไปอยู่ในคณะกรรมการสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแต่ละแห่งด้วยเช่นกัน
ส่วนประการสุดท้ายครับ ประการที่ ๔ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการครับว่า ผมอยากเห็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารกองทุนนั้นมีประสิทธิภาพ มากขึ้น แล้วก็ปราศจากปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือว่า Conflict of Interest ปัจจุบันเราจะเห็นว่าทางร่างแก้ไขกฎหมายที่สภากำลังพิจารณาอยู่นี้มีการเสนอตั้ง คณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุดครับ ที่ดูแล้วน่าจะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบแล้วก็ ประเมินผลงานของการบริหารกองทุน ชุดที่ ๑ คือคณะกรรมการติดตามและประเมินผล กองทุน อันนี้ตามมาตรา ๕๐/๒๑ ส่วนชุดที่ ๒ คือคณะกรรมการตรวจสอบกองทุน อันนี้ตาม มาตรา ๕๐/๒๐ ในร่างแก้ไข แต่มันเป็นที่น่าสังเกตครับท่านประธานว่า ในขณะที่กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการติดตามและประเมินผลถูกแต่งตั้งโดยสภานโยบาย การอุดมศึกษา แต่พอเรามาดูในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตรวจสอบ กองทุน ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้กลับถูกแต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหารกองทุนเอง ดังนั้นผมคิดว่า เพื่อจะให้เราหลุดออกจากกับดักของผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้กลไกถ่วงดุลมันมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ก็เลยอยากจะเสนอให้ทางกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมานั้นพิจารณาแก้ไข เพื่อทำให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของทั้ง ๒ คณะนั้นมาจากการแต่งตั้งจากสภานโยบาย ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารที่แต่งตั้งคนมาตรวจสอบตัวเอง ดังนั้นครับ ท่านประธาน หากกล่าวโดยสรุป หากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไข กฎหมาย ๔ ฉบับนี้ ผมก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะ ตั้งขึ้นมาให้พิจารณาข้อเสนอของผม ๔ ประการด้วยกัน ที่จะทำให้กองทุนนั้นสามารถทำงาน ด้วยหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น สามารถจัดสรรงบประมาณให้กับโครงการอย่าง ต่อเนื่องมากขึ้น สามารถบริหารโดยมีตัวแทนที่มีความหลากหลายมากขึ้น แล้วก็มีกลไก ถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกันครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน