พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ หารือปัญหาการจัดสรรงบประมาณการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการเน้นสนับสนุนสถาบันใหญ่ในเมือง จนทำให้มหาวิทยาลัยบางแห่งถูกละเลย พร้อมเสนอให้ทบทวนการจัดสรรอย่างเท่าเทียมและใช้ พ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับเป็นกลไกผลักดันความเสมอภาค รวมถึงการจัดทำกฎหมายลำดับรองที่ชัดเจนเพื่อให้การจัดเก็บและหมุนเวียนทรัพยากรเป็นไปอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันการพัฒนาศักยภาพคณาจารย์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่
เรียน ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนผู้ทรงอำนาจที่กำลังติดตาม การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ณ ขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ ผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ท่านประธานคะ เป็นที่ ทราบกันอยู่แล้วว่าระบบการศึกษาของไทยนั้นโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างมากในเรื่องของ การส่งเสริมความเป็นเลิศ การสนับสนุนให้คนที่เก่งอยู่แล้วนั้นเก่งยิ่งขึ้นอีก ในขณะเดียวกัน เราก็กลับละเลยส่วนที่ยังต้องการการสนับสนุนอยู่ โดยหวังว่าพวกเขาจะสามารถพัฒนา ตัวเองได้ ตรัสรู้ได้เอง แล้วเมื่อเขาประสบความสำเร็จด้านใดด้านหนึ่งเองแล้ว การสนับสนุน ก็จะลอยไปหาพวกเขาเองอย่างล้นหลาม แม้ว่า ณ ตอนนั้นอาจจะไม่ต้องการการสนับสนุน มากขนาดนั้นแล้วก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้ค่ะ ภาพในฝันของการสร้างสังคมไทยที่มีความ เท่าเทียมกันทางด้านการศึกษา ไม่ว่าเรียนที่ไหน สถาบันใดก็เหมือนกัน การเรียนรู้แบบนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นจริง บัณฑิตของเรานะคะท่านประธาน เมื่อจบออกมาจากการศึกษา สิ่งที่ เกิดขึ้นกับพวกเขาก็คือ พวกเขาต้องเข้าไปในโลกแห่งการทำงาน เข้าไปสู่สนามแรงงาน ยื่นใบสมัครงาน และปัจจัยแรก ๆ ที่ใช้ในการพิจารณาการสมัครงานเหล่านั้นก็คือ เกรดเฉลี่ย จบมาจากคณะใด แล้วจบมาจากสถาบันอุดมศึกษาใด สิ่งเหล่านี้ สภาวการณ์เหล่านี้ไม่มีทาง แก้ได้เลยค่ะ ถ้าเกิดว่าเรายังคงกระจายทรัพยากรเพื่อการลงทุนพัฒนาสถาบันการศึกษาไทย ในลักษณะเดิมอยู่ โดยหลักการแล้วนะคะ พ.ร.บ. อุดมศึกษา มาตรา ๔๕ ระบุไว้ชัดว่า มหาวิทยาลัยทุกแห่งสามารถที่จะส่งคำของบประมาณโดยตรงไปยังสำนักงบประมาณได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คืองบประมาณส่วนใหญ่ที่ได้รับการตอบรับก็คือ งบประมาณบุคลากร งบรายจ่ายประจำ ในขณะที่งบประมาณของโครงการเพื่อสนับสนุนความเป็นเลิศทาง การศึกษา งบประมาณในเรื่องการจัดทำงานวิจัยเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นสากลของ มหาวิทยาลัยมันจะกระจุกตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ ด้วยเวลา ที่จำกัดนะคะ ดิฉันขอสไลด์เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ นะคะ ถัดไปเลยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
อันนี้เป็นตัวอย่าง คำของบประมาณจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในคำของบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งจริง ๆ แล้ว มีโครงการที่น่าสนใจหลายโครงการเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาเพื่อต่อยอดรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีตัวชี้วัดเป็นการได้มา ซึ่งต้นแบบของผลิตภัณฑ์ มีตัวชี้วัดเป็นการที่ผู้ประกอบการจะได้มีความรู้ในเรื่องของการคิด เชิงวิชาการออกแบบสินค้าที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรม รวมถึงการจดทะเบียนทรัพย์สิน ทางปัญญา ซึ่งของบประมาณ ๑.๖ ล้านบาท ไม่ได้รับงบประมาณ และโครงการที่กำลังขึ้นอยู่ ในขณะนี้เป็นโครงการนวัตกรรมและ Technology Digital เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ มีตัวชี้วัดเป็นการสร้าง Platform ในการส่งเสริมการเรียนรู้ สำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง ในการอ่าน การได้ยิน และด้านอื่น ๆ ในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นนะคะ ซึ่งในช่วงนี้เป็น ช่วงชั้นที่สำคัญในการพัฒนาการอย่างยิ่ง โครงการแบบนี้ค่ะทางมหาวิทยาลัยขอมา ๓.๑ ล้านบาท ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ปิดสไลด์เลยค่ะ
เราเห็นภาพคร่าว ๆ แล้วว่าระบบการจัดสรรงบประมาณในบ้านเรามันเป็น ประมาณไหน และเมื่อเป็นเช่นนี้มหาวิทยาลัยที่โดนจัดลำดับว่าเป็นมหาวิทยาลัยลำดับรอง จะเติบโตและมอบผลที่เป็นนวัตกรรมทางสังคมได้วันไหน ในเมื่อเขาขาดแร่ธาตุ ขาดสิ่งที่ เรียกว่างบประมาณแบบนี้ ดิฉันไม่ได้ต่อว่าการจัดสรรงบประมาณของสำนักงบประมาณ เพราะว่าสำนักงบประมาณเองก็มีหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ค่อนข้างจะสมเหตุสมผล อยู่ประมาณหนึ่งแล้ว เพียงแต่ พ.ร.บ. ๔ ฉบับที่เรากำลังจะพิจารณากันวันนี้จะมีประโยชน์ อย่างมาก ในการเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่จะมอบความเสมอภาค ในการกระจายทรัพยากรเหล่านี้ไปให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ แล้วจะทำให้เกิดนวัตกรรม ที่จะกลับคืนไปสู่สังคม ชุมชน และกลุ่มวิชาชีพที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ นี่จะเป็น การทุบทำลายศาลาคนเศร้าของอธิการบดี มหาวิทยาลัยที่โดนจัดลำดับว่าเป็นมหาวิทยาลัย ลำดับรอง ที่เคยสิ้นหวังแล้วสิ้นหวังอีกกับการเขียนคำของบประมาณในแต่ละปี ให้เขา กลับมามีความหวังในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ ที่จะแก้ปัญหาและสนับสนุน ความเป็นเลิศทางวิชาการของตนเองได้ กองทุนนี้จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการส่งเสริม การอุดมศึกษาของประเทศให้มันสอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาคน จนเราสามารถที่จะหลุดพ้นจากการเป็นประเทศ รายได้ปานกลางได้ ข้อห่วงกังวลที่ดิฉันมีเล็กน้อยสำหรับ พ.ร.บ. ชุดนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ. ก็เป็นการกำหนดในหลักการกว้าง ๆ สิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่เราทำไม่ได้ แต่วิธีการปฏิบัติ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ มันจะอยู่ในส่วนของกฎหมายลำดับรองอย่างพระราชกฤษฎีกา ระเบียบกระทรวง แล้วก็ข้อบังคับต่าง ๆ ดังนั้นจะต้องมีการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ต่อไปอีกค่ะ ซึ่งมันจะมีอยู่ ๒ ฉบับที่สำคัญมาก ๑. ก็คือการจัดทำพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับ การสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านอื่น ๆ ของสถาบันอุดมศึกษาที่จะต้องกำหนด กฎเกณฑ์ วิธีการ เอกสารสำหรับการจัดทำคำของบประมาณ และวิธีการพิจารณา คำขอที่ชัดเจน และเป็นแนวทางให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ได้ รวมถึงเมื่อได้รับการตอบรับ คำขอแล้ว คณะกรรมการพิจารณาคำของบก็ควร Support ทำหน้าที่เป็น Commentator ระหว่างทางที่มีการจัดทำโครงการ เพื่อให้คำของบประมาณแต่ละอย่างนั้นสามารถบรรลุ เป้าหมายได้มากที่สุดด้วย ๒. ก็คือการจัดทำพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของเงินสมทบกองทุน ที่จะต้องมีการกำหนดสัดส่วนของรายได้ที่มหาวิทยาลัย จะต้องส่งงบประมาณกลับมาสนับสนุนกองทุน แล้วเมื่อมหาวิทยาลัยจัดทำโครงการเสร็จสิ้น แล้วนะคะ ก็ให้กำหนดสัดส่วนจำนวนเงินที่จะต้องส่งกลับไปที่กองทุนด้วย เพื่อที่จะให้เกิด การหมุนเวียนเงินในกองทุนให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ต่อไปค่ะ
สุดท้ายนี้นะคะ ดิฉันคาดหวังว่าการผลักดันกฎหมายฉบับนี้จะเป็นไป เพื่อส่งเสริมสนับสนุนระบบการพัฒนาศักยภาพ รวมถึงสมรรถนะในการถ่ายทอดความรู้ ของคณาจารย์ในชั้นระดับอุดมศึกษาของเราให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทย จนสามารถที่จะดึงศักยภาพของมนุษย์ที่แท้จริงออกมาได้ ขอบคุณมากค่ะ