ชนินทร์ สนับสนุนงบฯ 68 เน้นโครงสร้างพื้นฐาน-คมนาคม-โลจิสติกส์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แจ้งประธานการประชุมเพื่อขออนุญาตใช้สไลด์นำเสนอข้อมูล พร้อมอภิปรายสนับสนุนร่างงบประมาณปี 2568 โดยเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างบูรณาการทั้งทางราง ทางน้ำ และการบิน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และสนับสนุนเศรษฐกิจ ทั้งการเร่งพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ การเชื่อมต่อท่าเรือแหลมฉบังถึงหนองคาย การขุดลอกร่องน้ำเศรษฐกิจ การพัฒนาท่าเรือและสนามบินทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะและเทคโนโลยี เพื่อเสริมประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนภาคเอกชน และยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว โดยเห็นควรให้มีการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

วันนี้ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ และขอใช้ พื้นที่แห่งนี้ในการตั้งข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังรัฐบาล เพื่อประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพ ชีวิตของพี่น้องประชาชน ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครับ ตามนโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาและพรรคเพื่อไทย มุ่งหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง การขนส่งของภูมิภาค หรือ Logistics Hub และเป็นศูนย์กลางการบิน หรือ Aviation Hub ให้ได้ครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะลงรายละเอียดในเนื้อหาของงบประมาณ ผมขอแสดงความยินดีกับประเทศไทยสักเล็กน้อยครับ ภายใต้การบริหารของท่าน นายกรัฐมนตรีเศรษฐามาเป็นระยะเวลา ๑ ปี ประเทศไทยได้รับการจัดลำดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย Institute For Management Development หรือ IMD เป็นลำดับสูงขึ้นครับ เปรียบเทียบกับ ๖๗ เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ไทยขยับขึ้นจากลำดับที่ ๓๐ มาเป็นลำดับที่ ๒๕ ในปี ๒๕๖๗ นี้ ซึ่งเป็นอันดับที่ ๒ ในอาเซียนครับท่านประธาน รองจากสิงคโปร์เพียงเท่านั้น แล้วก็แซงหน้า มาเลเซียกลับขึ้นมาเป็นอันดับ ๒ อย่างที่เราเคยทำได้ในอดีต สิ่งนี้สะท้อนครับ ในรายละเอียด ระบุชัดเจนครับว่า ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และสมรรถนะ ของเศรษฐกิจในประเทศไทยดีขึ้นทั้งหมด มีเพียงแค่ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เรายังอยู่กับที่ และยังพัฒนาด้วยความเร็วไม่เพียงพอ สิ่งนี้เป็นปัญหาหลักของประเทศไทย และเป็นเนื้อหา ที่ผมจะอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณปี ๒๕๖๘ ในวันนี้ครับ ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน คือโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของเรามีการพัฒนาแบบไม่บูรณาการ และพัฒนาช้ากว่าที่ควรจะเป็นครับ รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในอดีตเคยมีการนำเสนอ แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างเป็นระบบและบูรณาการมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มีปัญหาอุปสรรคทำให้เราไม่สามารถดำเนินการได้ สิ่งนี้เป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยติดหล่ม โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ไม่พร้อม ทำให้พี่น้องประชาชนเข้าไม่ถึงการบริการทางสาธารณะ และทำให้ประเทศเสียโอกาสในการ พัฒนาครับ ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างหนึ่งที่สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ ชัดเจนคือดัชนีประสิทธิภาพด้าน Logistics หรือ LPI ดัชนีนี้ประเมินโดยคู่ค้าของประเทศ แล้วก็มีการวัดผล ๒ ครั้งล่าสุดในปี ๒๐๑๘ และปี ๒๐๒๓ ซึ่งจากการประเมิน ๒ ครั้งล่าสุดนี้ เห็นได้ชัดว่าตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีการพัฒนาที่น้อยมาก ทำให้เราตกลำดับ จากลำดับที่ ๒ กลายมาเป็นลำดับที่ ๓ โดนประเทศมาเลเซียแซงข้ามเราไป ถูกเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซียแซงไปแล้วครับ แต่ถ้าเรายังไม่พัฒนาต่อไป หรือยังพัฒนาที่ช้าอยู่ ก็เป็นเรื่องที่ น่ากังวลครับว่าเราอาจจะโดนเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ แซงหน้าเราอีกก็เป็นได้ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบอีกครับว่า การขาดโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งที่ดีจนต้องพึ่งพา การขนส่งทางรถแทนทางราง เป็นเหตุให้สัดส่วนต้นทุนการขนส่งต่อ GDP ของประเทศมี สัดส่วนที่สูงจนเกินไป จากงานวิจัยของ World Bank พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ระหว่าง ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ คิดเป็น GDP per capita กับต้นทุนการขนส่งจาก Chart ที่แสดง บนสไลด์ให้ทุกท่านเห็นครับ จะเห็นว่าในกลุ่มของประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีสัดส่วน Logistic Cost GDP per Capita ต่ำลงมา โดยถ้าเรามีความจำเป็นที่จะต้องก้าวไปเป็น ประเทศที่พัฒนาแล้ว เราจำเป็นจะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้เป็นระบบ เพื่อลดต้นทุนการเดินทางและลดต้นทุนการขนส่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขัน ในเวทีโลกได้ เพราะปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยอยู่ที่ราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เทียบกันกับ ประเทศอเมริกา สิงคโปร์ หรือว่าญี่ปุ่น จะอยู่ที่ราว ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หรือเท่ากับว่า ต้นทุนการขนส่งของไทยคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบ ๒ เท่า ซึ่งสิ่งนี้เป็นต้นทุนของผู้ประกอบธุรกิจในประเทศ นั่นหมายความว่าผู้ที่เข้ามาลงทุนในประเทศ จะต้องแบกรับค่าขนส่งสูงกว่าการลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือหมายความว่า อาจจะตัดสินใจไม่มาลงทุนในประเทศไทย มากไปกว่านั้น โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ที่ไม่พร้อมนี้ ยังมีผลต่อการดึงดูดการท่องเที่ยว และการดึงดูดการลงทุนด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องเร่งแก้ไข การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม จึงมีความจำเป็นมาก เพื่อจะแก้ปัญหานั้น รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาและพรรค เพื่อไทย จึงได้มุ่งเน้นที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง รายได้ให้กับพี่น้องในประเทศ และขยายโอกาสในการรองรับการลงทุนใหม่ ๆ เดินหน้าสู่ การเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค หรือ Logistics Hub เราจำเป็นจะต้องลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานทุกระบบ ทั้งทางรถ ทางเรือ ทางราง และทางอากาศ หรือ รถ เรือ ราง และ Runway ครับ ทั้งหมดนี้อธิบายเหตุผลได้ชัดเจนครับว่า ทำไมเราจำเป็นจะต้องมีการปรับงบประมาณ ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และเมื่อเราเข้าไปดูในรายละเอียดของงบ กระทรวงคมนาคมทั้ง ๙ หน่วยงาน รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องอีก ๖ หน่วยงาน จะเห็นได้ว่า ภายใต้รัฐบาลนี้มีการจัดงบประมาณปรับขึ้น ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท จากเดิม ปีที่แล้ว ๒๒๘,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเป็น ๒๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ในปีนี้ หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น ๗.๐๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแน่นอนครับว่างบประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นมานี้จะถูกนำไป ลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามยุทธศาสตร์ที่ผมได้กล่าวก่อนหน้านี้ ลงมาดูใน รายละเอียดครับท่านประธาน ไล่เป็นรายตัวจากทางบก ถ้าเราลงมาดูในรายละเอียดของ งบประมาณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางรถ หรือขนส่งทางบก ยังมีสัดส่วนมาก ที่สุดเช่นเดิมครับคือ ๑๘๘,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นราว ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของงบคมนาคม เพราะเราต้องยอมรับว่าการเดินทางด้วยทางรถ หรือการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางถนน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน และยังมีความจำเป็นอยู่ในทุกภูมิภาคของ ประเทศไทย และเมื่อเราแจกแจงรายพื้นที่ จะเห็นได้ชัดเจนว่างบพัฒนาถนนเหล่านี้ ในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยไม่ได้กระจุกตัวแค่ในบางพื้นที่ อย่างที่ผู้อาวุโสบางท่านเคย ตั้งข้อครหากับพรรคเพื่อไทยเอาไว้ แต่งบประมาณการพัฒนาเหล่านี้กระจายลงทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพราะเราเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ เราจึงให้ ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ไม่แตกต่างกัน โดยในปี ๒๕๖๘ นี้ รัฐบาล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางหลักที่เกี่ยวข้องกับเมืองท่องเที่ยวและการขยายตัว ของเมือง เพื่อเร่งขยายศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับจังหวัด เช่น โครงการ ก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทวงแหวนรอบที่ ๓ ของเมืองเชียงใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัว ของเมืองให้กว้างขวางขึ้น โครงการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยงทางหลวง หมายเลข ๓๓๑ กับท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อรองรับการขนส่งไปสู่ท่าเรือ มีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ โก-ลกที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส รองรับการเชื่อมต่อการขยายตัวทางการค้า ชายแดนของ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ และรวมไปถึงการเร่งรัดก่อสร้าง Motorway M6 บางปะอิน-โคราช ที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสามารถจบให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ๒๕๖๘ อีกหนึ่งโครงการที่สำคัญคือการอนุมัติค่าเวนคืนแก่การทางพิเศษ แห่งประเทศไทย เพื่อให้เริ่มดำเนินการโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง ที่จังหวัดภูเก็ต โครงการนี้คือการตัดถนน Bypass ทะลุใต้ภูเขาเพื่อเชื่อมเมืองภูเก็ต ๒ ฝั่งเข้าด้วยกัน โครงการนี้จะสามารถช่วยเหลือการขนส่งในจังหวัดภูเก็ตได้มหาศาลครับท่านประธาน

ไปกันต่อที่งบทางรางครับ งบลงทุนทางรางของประเทศไทย รับผิดชอบโดย ๒ หน่วยงานหลัก คือ รฟท. หรือว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และ รฟม. คือการรถไฟฟ้า มวลชนแห่งประเทศไทย ในรัฐบาลนี้เรามีการจัดงบประมาณให้ ๒ หน่วยงานนี้เพิ่มเติม จาก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเป็น ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะรัฐบาลมีความเข้าใจว่าการลงทุนด้วยระบบรางจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ให้พี่น้องประชาชน ลดภาระค่าขนส่งของผู้ประกอบการ และการเดินทางด้วยทางรางนี้ ยังมีความปลอดภัย และมีความสะดวกสบายมากกว่าการเดินทางด้วยถนนแบบที่พี่น้องใช้อยู่ ในปัจจุบัน โดยในงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้ เรามีโครงการที่เด่นชัด เพื่อจะรองรับการขยาย โครงข่ายรถไฟทางคู่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ๔ เส้นทางใหม่สำคัญ นอกเหนือจากเส้นทางอื่นที่กำลังก่อสร้างอยู่ คือรถไฟทางคู่ปากน้ำโพ- เด่นชัย ที่จะผ่านจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดแพร่ รถไฟทางคู่ ชุมทางจิระ-อุบลราชธานี ที่จะผ่านจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดศรีสะเกษ รถไฟทางคู่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี และรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ นอกจากนี้ยังมีการเร่งรัดรถไฟทางคู่สายยุทธศาสตร์อีก ๑ เส้นทาง เชื่อมต่อจากท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านสระบุรี โคราช และปัจจุบันมาถึงที่ขอนแก่นแล้ว เราจะเชื่อมต่อจากขอนแก่นเพื่อไปถึงหนองคาย เพื่อที่เราจะได้เปิดประตูมังกรส่งสินค้าข้าม จากฝั่งหนองคาย ข้ามแม่น้ำโขง ไปยังประเทศลาวและประเทศจีนต่อไป อย่างที่ผมกล่าวเบื้องต้นครับ การเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางนี้ กับระบบถนนเข้าด้วยกัน จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่ง และลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าได้ การให้ถนน เป็นส่วนเสริม และให้ระบบรางเป็นส่วนหลัก หรือเป็นการเปลี่ยนจาก Road to Rail จะเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริหารการขนส่ง และคาดการณ์ว่าเราจะสามารถลดต้นทุนการขนส่ง ให้ภาคเอกชนได้จาก ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ทำให้เรามีศักยภาพในการ แข่งขันในตลาดมากขึ้น

ไปกันต่อไว ๆ ที่ทางน้ำครับ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านทางน้ำ รัฐบาล ก็ไม่ได้ให้ความละเลยครับ เพราะเราเห็นความสำคัญว่าการขนส่งทางน้ำเป็นประโยชน์ ต่อการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าอย่างมาก ในปีนี้มีโครงการที่สำคัญหลายโครงการ เช่น การขุดลอกร่องน้ำเศรษฐกิจ ๘ ร่องน้ำ เพิ่มศักยภาพในการเดินเรือ มีการพัฒนาท่าเรือ ดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในเฟสที่ ๒ เพื่อขยายการรองรับการขนส่งสินค้าให้ได้ มากขึ้น การก่อสร้างท่าเรือ Ferry ท่าเลน จังหวัดกระบี่ รองรับการท่องเที่ยวเชื่อมต่อ ในวงแหวนอันดามัน ภูเก็ต พังงา และกระบี่ การพัฒนา Cruise Terminal กระจายอยู่ตาม จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และการพัฒนาท่าเรือโอเรียนเต็ลและท่าเรือเทเวศร์ให้กลายเป็น ท่าเรือท่องเที่ยว สำหรับการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร

ท้ายที่สุด ไปดูที่เส้นทางอากาศครับ หากจำกันได้ในอดีต สมัยอดีตท่านนายก ทักษิณ ชินวัตร ท่านเองเคยผลักดันการก่อสร้าง แล้วก็เปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิจนแล้ว เสร็จ ภายใต้เสียงครหาและวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งในขณะนั้นสนามบินสุวรรณภูมิได้รับ การยอมรับจากสภาท่าอากาศยานสากลว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีอันดับต้น ๆ ของโลก แต่มาทุกวันนี้ถูกละเลย และขาดการพัฒนามาเป็นเวลานาน ทำให้สนามบินแห่งนี้ตกอันดับ ไปไกลครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาจึงต้องกลับมาพัฒนาสนามบินเหล่านี้ อีกครั้ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวและยกระดับความพึงพอใจผ่านการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริหารสนามบินนานาชาติทุกแห่ง ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้มี การติดตามการพัฒนาสนามบินนานาชาติภายใต้การบริหารของ AOT อย่างใกล้ชิด ทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่ และมีการหารือ เพื่อลงทุนเพิ่มเติมให้สนามบิน เหล่านี้มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น รองรับการขนส่งสินค้าได้มากขึ้น เพื่อเดินหน้าสู่การเป็น Aviation Hub หรือว่าศูนย์กลางการบินของภูมิภาค สนามบินเหล่านี้ เป็นประตูที่สำคัญทางอากาศ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ หากมีการบริหารจัดการ ที่ไม่ดี หรือมีความกว้างของประตูที่กว้างไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ประเทศเสียโอกาสในการ พัฒนาไปมหาศาลครับ แต่นอกเหนือจากสนามบินหลักเหล่านี้แล้ว ในงบประมาณปี ๒๕๖๘ เรายังเห็นการพัฒนาปรับปรุงสนามบินเมืองรอง หรือสนามบินภูมิภาคอีก ๒๖ แห่งเช่นกัน งบประมาณเหล่านี้ถูกใช้พัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป รวมวงเงิน ๑,๕๖๐ ล้านบาท มีโครงการหลักสำคัญ ๆ อาทิ การสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ ๓ ที่สนามบินกระบี่ เพื่อรองรับการเติบโตการท่องเที่ยวในภาคใต้ การขยายลานจอดและ Runway ที่สนามบิน นครศรีธรรมราช และสนามบินชุมพร เพื่อให้สามารถรองรับเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และรองรับการลงจอดของเครื่องบินที่มากขึ้น

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมอยากชี้ให้ท่านประธานและเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่าน เห็นถึงการจัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่มีแผนงานด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล และขอใช้เวลาสุดท้ายนี้ อาจจะเกินเวลาสักเล็กน้อย เพื่อฝากข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลใน ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ผมเข้าใจดีว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนแล้วก็ ระบบรางมีความจำเป็นต่อประเทศในระยะสั้น แต่ก็คาดหวังเช่นกันครับว่าจะเห็นแนวทาง ในการส่งเสริมการลงทุนในขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ หรือรถรางให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในจังหวัดต่าง ๆ เพราะว่าคงจะดีไม่น้อยครับถ้ารัฐบาลมีแนวทางที่จะเข้าไปช่วย วางแผน ช่วยลงทุน หรือว่าเป็น Coach ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้น จะได้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้พี่น้องต่างจังหวัดได้ เพราะมีพี่น้องจำนวนมากที่ไม่ได้มี รถยนต์ส่วนตัวเดินทางในชีวิตประจำวัน และ

๒. ผมเชื่อว่าการจะเป็น Logistics Hub การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเดียวคงไม่พอครับ เราจำเป็นจะต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องด้วย จึงคาดหวังครับ ว่าในปีต่อ ๆ ไปของรัฐบาลเราจะเห็นการลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และช่วยส่งเสริมการบริหารจัดการระบบขนส่ง เช่น เทคโนโลยีในการควบคุมการลงจอดของ เครื่องบิน ทำให้การบริหารสนามดีขึ้น หรือการบูรณาการข้อมูลการเดินทางของพี่น้อง ประชาชนทุกระบบเข้าด้วยกันครับ

ท้ายที่สุดแล้วผมมั่นใจอย่างยิ่งครับว่า ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และการบริหารของท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประเทศไทยเราจะประสบความสำเร็จในการเข้าสู่เป้าหมาย การเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นชอบกับหลักการของร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีฉบับนี้ ขอบคุณครับ