ปทิดา ชี้งบการศึกษาไม่เท่าเทียม ขอปรับเกณฑ์จัดสรรสู่ความเสมอภาค

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

ปทิดา ตันติรัตนานนท์ หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณการศึกษาประจำปี 2568 โดยเน้นย้ำถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรตามจำนวนนักเรียนที่ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลนทรัพยากร พร้อมเสนอแนวทางปรับการจัดสรรตามคุณภาพและพื้นที่ครอบคลุมเพื่อลดช่องว่างระหว่างเมืองและชนบท และเรียกร้องเพิ่มงบประมาณสนับสนุนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลแห่งชาติให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องในยุคปัญญาประดิษฐ์

นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ดิฉันขออภิปรายการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ จากเล่มรายงานงบประมาณโดยสังเขปของสำนัก งบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เล่มสีชมพูนี้ ว่าการจัดสรรงบประมาณให้ความสำคัญกับ หลายด้าน แต่เราจะมาดูในสาระสำคัญของงบประมาณรายจ่าย ตามยุทธศาสตร์การจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ที่ประกอบไปด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ท่านประธานคะ เราจะมาดูในยุทธศาสตร์ที่ ๓ เพื่อโยงไปถึงงบประมาณของ กระทรวงศึกษาธิการ คือยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาให้ตอบสนองต่อนวัตกรรมและ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในศตวรรษที่ ๒๑ สร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนา และยกระดับมาตรฐานแรงงาน ตลอดจนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และความคิด สร้างสรรค์ จำนวนงบประมาณที่จัดสรรไว้ ๕๘๓,๐๒๓.๔ ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณของ กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน ๓๔๐,๕๘๔.๗ ล้านบาท ทุกคนอาจจะมองว่าเป็นงบประมาณ ที่มากของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ดิฉันอยากจะให้ดูต่อนิดหนึ่งค่ะท่านประธาน ดิฉันเห็นว่า การจัดสรรงบประมาณในรายละเอียดหลายโครงการยังต้องการการปรับปรุง เพื่อตอบโจทย์ การศึกษาในทุกวันนี้ให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นไป ซึ่งดิฉันจะได้อภิปรายเพื่อนำเสนอให้เห็นภาพ ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในวาระที่ผ่านมาหลายปีปัญหาความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางการศึกษา ที่ไม่เท่าเทียมกันของเด็กและเยาวชนในเมืองและในชนบทถูกอภิปรายซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่รูปแบบการจัดสรรงบประมาณยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา ทำให้ยิ่งเมื่ออัตราการเกิดของเด็ก ลดลง จำนวนเด็กลดน้อยลง ความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งสูงมากยิ่งขึ้น ด้วยการที่สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ยังคำนวณงบประมาณ ที่แต่ละโรงเรียนจะได้รับตามจำนวนหัวของนักเรียน ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อย ได้รับงบประมาณจำนวนน้อยนิด ต้องใช้เงินอย่างยากลำบาก ตามรายหัวเท่าที่มี อุปกรณ์ การเรียนการสอนก็ขาดแคลน ในบ้านของดิฉันเองมีหลาย ๆ โรงเรียนที่ต้องหาผ้าป่าเพื่อจะ มาซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน ครู ๑ คน รับหน้าที่ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียน ธุรการ แม่ครัว เกิดเหตุต้องให้มีการจ้างครูอัตราจ้างเงินเดือนต่ำ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาทบ้าง ๔,๐๐๐ บาทบ้าง มาช่วยสอน ทั้งที่งบประมาณส่วนบุคลากรของกระทรวงยังเพิ่มสูงขึ้น ต่อเนื่องทุกปี เช่นปี พ.ศ. ๒๕๖๘ งบบุคลากรของ สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน สูงถึง ๑๙๓,๖๕๕ ล้านบาท แต่งบบุคลากรเหล่านี้กระจุกอยู่กับ โรงเรียนขนาดใหญ่ กระจุกอยู่กับบุคลากรส่วนกลาง การศึกษาของประเทศไทยจึงเกิดภาวะ หัวโตตัวลีบ ซึ่งฟังดูก็น่าจะไม่ค่อยแข็งแรงนะคะท่านประธาน เมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำ และความไม่สมดุลกันจากฐานล่าง ดิฉันมองว่าในอนาคตเมื่อมีการจัดทำงบประมาณ การศึกษาใหม่ ควรจะพิจารณาจัดสรรตามคุณภาพและขนาดพื้นที่ครอบคลุม แทนการจัด งบประมาณตามรายหัว เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล จำนวนประชากรบางเบา จะได้มีโอกาสในการเรียนมากขึ้น การเข้าถึงทรัพยากร อุปกรณ์ ได้อย่างเท่าเทียมกับเด็ก ในเมือง นี่คือข้อเสนอประการแรกของดิฉันค่ะท่านประธาน

ส่วนประการที่ ๒ ในโลกปี ๒๕๖๘ ที่งบประมาณฉบับนี้จะบังคับใช้ระบบ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การเรียนการสอนจะไม่ถูกผูกติด อยู่กับห้องเรียน ครูจะเป็นผู้ชี้แนะแนวการศึกษา และการศึกษาด้วยตนเองจะเพิ่มมากขึ้น จากการที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ Platform การเรียนรู้แบบ Digital แห่งชาติ National Digital Learning Platform : NDLP มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิด การเรียนรู้เป็นไปอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ทุกที่ ทุกเวลา เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และควรจะได้รับ การส่งเสริมให้แพร่หลาย ไม่ใช่เฉพาะแค่การเรียนในระบบแค่นั้นค่ะท่านประธาน ควรจะมี การขยายให้ไปเป็น Platform การเรียนรู้ของประชาชนทุกระดับอายุทั่วประเทศ แต่เมื่อมา พิจารณางบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ได้รับจำนวน ๒,๐๕๐.๘๔ ล้านบาท ดิฉันขอแสดง ความกังวลว่า Platform ที่จะต้องมีเด็กและเยาวชนใช้งานเป็นจำนวนมากมีเนื้อหาสำคัญ และจะใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา รวมถึงเป็นศูนย์รวมการเรียนรู้ ช่วยแก้ปัญหาการแนะแนวการเรียนที่ไม่ตรงสาย และจะเป็นรากฐานในการแก้ไขปัญหา การศึกษาของไทย เช่น โครงการนี้ได้รับการประเมินและจัดสรรงบประมาณที่ต่ำเกิน ความเป็นจริง ซึ่งถูกตัดลดจากแผนงานที่เสนอมาครั้งแรก จากจำนวน ๔,๒๗๗.๘๕ ล้านบาท เกินกว่าครึ่งหนึ่งที่โดนตัดงบประมาณค่ะท่านประธาน ดิฉันขอเรียนว่าการพัฒนาระบบ Software Program หรือ Application Platform Digital อะไรก็ตาม จำเป็นต้องคิด พิจารณาอย่างต่อเนื่อง มีการ Update แก้ไขปรับปรุง บำรุงรักษา และเพิ่มเติมเนื้อหาให้ ทันสมัย รวมถึงจะต้องประสานข้อมูลให้สอดคล้องกับหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ยิ่งเป็น Platform ด้านการศึกษาที่เนื้อหาในโลกปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งต้องการ การใส่ใจแก้ไขปรับปรุงอย่างทันท่วงที การสร้าง Platform NDLP นี้เป็นเรื่องที่ดีค่ะ ท่านประธาน แต่หากทำโครงการโดยมิได้คำนึงถึงความเข้ากันได้กับข้อมูลองค์กรอื่น ๆ และการดูแลต่อเนื่องในการรักษาในอนาคต ระบบนี้ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่ง Application ของรัฐที่จัดทำมาแล้วทิ้งหายไปโดยไม่ถูกใช้งานจริง ดิฉันจึงขอเสนอให้พิจารณาปรับเพิ่ม งบประมาณโครงการนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทาง การศึกษาให้เท่าเทียมกันมากขึ้น ดังที่เราได้กล่าวมาตลอดว่า รากฐานของประเทศคือ การศึกษา หากจะเปลี่ยนแปลงประเทศของเราต้องเริ่มที่การศึกษาก่อนเป็นลำดับแรก การให้ธรรมคือการให้การศึกษานั้นชนะการให้ทั้งปวง ยิ่งกว่าการแจกเงิน หรือแจกสิ่งของ หรือสวัสดิการใด ๆ เฉกเช่นกับที่ท่านสฤษฏ์พงษ์ท่านได้กล่าวว่า แจกงานดีกว่าแจกเงิน ขออภัยที่เอ่ยนามค่ะ ท่านประธานคะ หากวันนี้สภาของพวกเราใส่ใจดูแลพัฒนาการศึกษา ให้ก้าวหน้ายั่งยืนได้ ประเทศไทยก็จะมีการพัฒนาก้าวหน้า มีความเท่าเทียมเสมอภาคกัน ด้วยความรู้ของประชาชนตั้งแต่ฐานราก ภายในชั่วอายุของคน ๆ เดียว ดังเช่นนานา อารยประเทศที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ดิฉันขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ วาระที่ ๑ แต่ก็ฝากทิ้งไว้ว่าไม่อยากจะอภิปรายซ้ำ แล้วซ้ำอีก ในเรื่องความเหลื่อมล้ำของการศึกษาค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน