พิชัย ชี้เศรษฐกิจชะลอจากโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนพุ่ง พร้อมเสนอแผนฟื้นฟูฐานราก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

พิชัย ชุณหวชิร ชี้แจงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะชะลอตัวจากปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมอธิบายการตั้งงบประมาณปี 2568 ที่มีการขาดดุลเพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและยั่งยืนภายใต้กรอบวินัยการคลัง โดยเน้นย้ำถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบความสามารถในการชำระหนี้ จึงเสนอให้เร่งช่วยเหลือผู้มีหนี้เสียผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ พร้อมหารือแผนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ การเกษตร และการจัดการน้ำ การเร่งผลักดันการลงทุนในเขต EEC การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรม รวมถึงเสนอมาตรการอุดหนุนและการปรับลดขาดดุลงบประมาณเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ยืนยันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เน้นการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมการบริหารเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนร่วมกับการคลังและการเงิน เพื่อยกระดับการเติบโตของประเทศให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาไปพิจารณาต่อ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมได้นั่ง ฟังตั้งแต่เช้า เก็บทุกความรู้สึก เก็บทุกความเห็น แล้วก็มานั่งประมวลว่าท่านอาจจะมีความ สงสัย หรือความเข้าใจที่ไม่ชัดเจน ในเรื่องแนวทางการใช้งบประมาณ หรือตั้งงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อที่จะให้ได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงตั้งงบประมาณ ในลักษณะนี้ ซึ่งมีการขาดดุลถึง ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ฟังดูแล้วนำไปซึ่งความคิดว่าสิ่งเหล่านี้ จะสร้างหนี้ให้ประเทศ สิ่งเหล่านี้สร้างหนี้สาธารณะ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ฐานะการคลังแย่ลง หรือไม่ ทีนี้เพื่อจะประกอบให้ท่านได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เราจัดทำอย่างเป็นระบบค่อยเป็นค่อยไป ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมอยากจะชวนท่านย้อนไปดูว่า ณ วันที่เราเริ่มทำ ๒๕๖๘ หรือปลายปี ๒๕๖๗ นี้ สถานการณ์บ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เห็นนะครับ ผมอยากจะย้อนถอยหลังไปยาว ๆ สักนิดหนึ่งสัก ๒๐ ปีที่แล้ว ถ้าท่านมีโอกาสถอยไป ๒๕ ปี ที่แล้ว ท่านจะเจอว่า GDP ของประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตบางครั้งเป็นตัวเลข ๒ หน่วย คือเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่อิจฉาของชาวโลก แต่ผมอยากจะชวนท่านมาว่า หลังวิกฤติต้มยำกุ้งแล้วเป็นอย่างไร โดยที่ผมแยก ๒๐ ปีนั้นเป็นทุกระยะ ระยะแรก ๕ ปีแรก ๕ ปีที่ ๒ ๕ ปีที่ ๓ และ ๕ ปีที่ ๔ คือปัจจุบันนี้ ท่านจะเห็นว่าใน ๕ ปีแรก ผมลองเก็บ ค่าเฉลี่ยแล้วเราเติบโตเหลือ ๔.๕ จากที่ครั้งหนึ่งเราเคยใกล้ ๑๐ ๕ ปี ถัดมาก็จะเหลือ ร้อยละ ๓.๕ ๕ ปีถัดมาที่ ๓ ก็จะเหลือร้อยละ ๓.๒ ท่านเห็นไหมครับว่าทุก ๆ ๕ ปี ตกลงมา เป็นขั้นบันได แสดงว่าจะต้องมีสิ่งอะไรที่ผิดปกติขึ้นแล้วในเชิงโครงสร้างของสังคมไทย และเศรษฐกิจไทย และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ ใน ๕ ปีสุดท้าย ซึ่งอยู่ในช่วงเหตุการณ์ของ โควิด เหลือแค่ ๐.๔ แน่นอนครับ ประเทศทั้งหลายในโลกนี้ ประสบเหตุการณ์นี้หมด แต่ผมอยากจะถอดเรื่องเหตุการณ์โควิด ๓ ปีนี้ออก ก็มาดูว่า ถ้าอย่างนั้นถัวเฉลี่ย ๑๐ ปี ที่ย้อนหลังไปจากนี้เท่าไร ๒ เปอร์เซ็นต์ครับ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผ่านมา ก็เป็นที่ยืนยันคำตอบ ได้ว่ามันเกิดปัญหาจริง ๆ ขึ้นในระบบเศรษฐกิจของไทย ซึ่งหลาย ๆ คน ก็บอกว่าเป็นปัญหา เชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นที่อธิบายได้ครับ ปัญหาเชิงโครงสร้างก็คือแปลว่าอะไรครับ เราไม่มี โครงสร้างที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับชาวโลก บ้านเราเป็นประเทศทั้ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ในเชิงของอุตสาหกรรมเราก็จะมีคำกล่าวว่า โครงสร้าง การผลิต หรือว่า Production Platform ของเราเป็นโครงสร้างแบบ Conventional หรือทั่ว ๆ ไป ไม่ได้รับการดูแลอย่างเข้มงวดเรื่องให้เป็น New Technologies ในด้าน เกษตรกรรมซึ่งเราเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ เรามีต้นทุนการผลิตที่สูง แล้วเราก็มีการส่งออกสู้ ประเทศที่เกิดใหม่ไม่ได้ เพื่อนบ้านเรา นี่เป็นปัญหาที่ตามมาว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น เราก็ยอมรับว่ามันเป็นปัญหาโครงสร้าง แต่การแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น New Technologies ให้โลกไปสู่เรื่อง Digital Economy หรือว่าเรื่องโลกสีเขียว เรื่องลด โลกร้อนต่าง ๆ เหล่านี้ เราไม่สามารถแก้ได้ใน ๑ ปี หรือ ๖ เดือน แต่จะต้องทำวันนี้ เร่งทำวันนี้ เพื่อให้สิ่งนั้นบรรลุเป้าหมายได้ เพื่อจะให้ทันชาวโลกเขา แล้วสามารถแซง ชาวโลกได้ในที่สุด ดังนั้น ผมก็อยากจะเรียนว่า งบประมาณการจัดนี้ เราจึงจัดทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แต่ไม่ว่าการจัดนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะขาดดุลเท่าไรก็ตาม กรอบวินัยการเงินการคลัง เราจะถือเป็นสรณะ แล้วก็ดูไว้เพื่อไม่ให้มันออกไปเกินนั้น แสดงว่ายังอยู่ในวินัย ที่อธิบายได้และเข้มแข็งตลอดเวลานะครับ ทีนี้ลองมาดูว่า ณ วันนี้เป็นอย่างไร ก่อนที่เรา จะขึ้นปี ๒๕๖๘ เรามาดูสถานการณ์สุดท้าย เอา ๔ เดือน หรือ ๕ เดือนที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่ากำลังซื้อของภาคครัวเรือนก็ยังมีปัญหาอยู่ ดูจากยอดจดทะเบียน รถยนต์นั่ง รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก ทำไมผมเอาสินค้า ๓ ชนิดมา สินค้า ๓ ชนิดนี้ เป็นสินค้ายอดนิยมของคนไทย ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกแค่ไหน ในอดีตยอดมักจะไม่ติดลบ แต่วันนี้ติดลบมาตลอดมากกว่า ๑ ปีแล้ว ๑ ปีเศษแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจะดู แล้วรถยนต์นั่งลดไป ๑๙.๓ เปอร์เซ็นต์ อาจจะหมายความว่า เพราะว่ามีรถไฟฟ้าเข้ามาใหม่ แล้วก็ ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ ลดไป หดตัวไปในช่วง ๕ เดือนแรกสำหรับรถจักรยานยนต์ แล้วก็รถบรรทุก ๑๗.๖ เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือทำมาหากินของชาวบ้าน ของคน ข้างล่าง ซึ่งตกไป ก็แปลว่าเป็นเครื่องยืนยันว่าภาคครัวเรือนไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งเดี๋ยวผมจะให้ ยืนยันตัวเลข สิ่งที่ประจักษ์จะได้เห็นว่ายอดอะไร ภาคผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคผลิต ที่เป็นภาคผลิตรายย่อย แล้วก็ภาคผลิตอุตสาหกรรมรายย่อยและภาคเกษตรกรรม ดูได้จาก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วง ๔ เดือนแรก ก็หดตัวต่อเนื่อง ร้อยละ ๒ ภาคผลผลิต ภาคเกษตรกรรม ๔ เดือนแรกหดตัวร้อยละ ๖ เหลือภาคการท่องเที่ยวครับ ที่ยังขยายตัว ได้ดีอยู่ ในช่วง ๕ เดือนแรกขยายตัวที่ร้อยละ ๓๗ แต่มีข้อสังเกตนะครับว่าการขยายตัวครั้งนี้ เป็นการขยายตัวนี้เพื่อกลับสู่ที่เรียกว่าภาวะปกติ หรือ Normal Trend ปกติแล้ว ภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวประมาณบวกลบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี ทีนี้การขยายตัว ครั้งนี้ก็ใกล้จะถึงจุดที่เรียกว่า Normal Trend ดังนั้น แปลว่าอะไรครับ แรงขับเคลื่อน ทางเศรษฐกิจที่เราต้องใช้ในช่วงระยะสั้นและต่อไปในอนาคต ภาคการท่องเที่ยวอาจจะ น้อยลง หรือเท่าเดิม ถ้าไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ดังนั้นจะเห็นว่าเราจะมีงบประมาณที่จัดสรร เพื่อภาคนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Aviation Hub ภาคการท่องเที่ยวต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ จากปัญหาที่สะสมมายาวนาน ภาพสะท้อนที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ประการแรก ขอยืนยันอีกครั้งครับว่า ภาคครัวเรือนท่านคงจะได้รับทราบ อยู่แล้วว่า เราขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP GDP วันนี้ใกล้กับยอด ๑๙ ล้านล้านบาท ถ้า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็สามารถคำนวณง่าย ๆ ครับ ก็ประมาณสัก เกือบ ๆ ๑๗ ล้านล้านบาท แปลว่ามีหนี้อยู่ในระดับนี้ ๑๗ ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่ก็จะเป็น หนี้ที่อยู่อาศัย หนี้ยานพาหนะ และหนี้ที่อยู่อาศัยและยานพาหนะเริ่มมีอาการออกที่เรียกว่า ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือเรียกว่า NPL สิ่งที่เป็นสิ่งที่หวงแหนที่สุดของคนก็คือที่อยู่อาศัย วันนี้เริ่มมีปัญหา ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าคนเหล่านี้จากเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ แปลว่ารายได้ น้อยกว่ารายจ่าย ฉะนั้นผลลัพธ์ก็มาปรากฏอยู่ที่หนี้สูง และไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ นั่นเอง เมื่อเราเห็นอย่างนี้ปัญหา ๒ ด้านก็คือว่า ในขณะนี้ก็มีหลายกลุ่มเริ่มสามารถ ฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด แต่ไม่สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ นี่เป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นใหม่ ปัญหาที่ ๒ ก็คือ NPL ก็ยังสูงอยู่ในระดับต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจ ที่มีสินเชื่อไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท เป็นต้น แน่นอนครับ ผลสืบเนื่องเมื่อเครื่องจักรเสาหลัก ๒ เครื่องมีปัญหา คือภาคประชาชนและภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าเป็น ภาคการเกษตรก็ตาม เริ่มมีปัญหารายได้ลดลง ไม่คุ้มรายจ่ายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น หนี้สาธารณะก็ต้องขึ้นโดยปริยายนะครับ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องลงไปดูแล และให้ความช่วยเหลือดังที่ได้รับทราบมาในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ผมอยากจะเรียนให้ท่าน ทราบครับ ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่มีฐานะการเงินที่เข้มแข็งมาก ๆ ถ้าย้อนหลังไปกว่า สิบปีก่อน ๑๕ ปีที่แล้ว เรามีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณไม่เกิน ๕ ล้านล้านบาทบวกลบ หรือคิดเป็นประมาณไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ณ วันนั้น แข็งแรงครับ แข็งแรงมาก ๆ เลย แต่จากวันนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นสะสมผ่านมา ณ วันนี้ ผมอยากให้ตัวเลขท่านครับ ก็คือสิ่งที่ ท่านรัฐมนตรีช่วยได้กล่าวไปแล้ว วันนี้หนี้เราอยู่ที่ประมาณ ๑๑ ล้านล้านบาทเศษ ท่านคงเดาได้ครับ เรามีหนี้ขาดดุลขึ้นอีก ๘๐๐,๐๐๐ กว่า เดี๋ยวก็จะพอกขึ้นไปเป็นหนี้ ก็จะขึ้นไปที่หลัก ๑๒ ล้านล้านบาท แน่นอน ณ วันนี้ด้วยตัวเลขอยู่ที่ ๑๓.๘ ถามว่าเรากังวลไหม ก็กังวลบ้างนะครับ จากคนที่แข็งแรงมาก ๆ มีความแข็งแรงอยู่ แต่น้อยลงมาหน่อย ที่ผมพูดอย่างนั้นว่ายังแข็งแรงอยู่เพราะอะไรครับ เพราะถ้าเราไปเทียบกับประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเหนือกว่าเรา ไม่ว่าจะสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ๆ ในยุโรปหลายประเทศ มีอัตราส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงกว่าเราทั้งสิ้น สูงกว่าในระดับที่สูงมาก ๆ ก็แปลว่าถึงแม้จะสูง เราก็ยังมีความ น่าเชื่อถืออยู่ในระดับในกรณีที่เราจะต้องมีการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขัน แปลว่าเรามีช่องทางในการที่จะบริหารและ ปรับปรุงประเทศได้ ผ่านระบบงบประมาณในอนาคตได้ครับ จากปัญหาดังกล่าวนะครับ ในปัญหาระยะสั้นก่อนที่ผมจะเดินไปสู่ปัญหาระยะยาวในเรื่องของงบประมาณ จะเห็นว่า รัฐบาลก็จะต้องมุ่งมั่นแก้ปัญหาเรื่องการเงินนะครับ วิธีแก้ปัญหาก็คือเข้าไปแก้ปัญหา รายย่อยก่อน ประชาชนแต่ละกลุ่มก่อน วิธีที่ ๑ ก็คือให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย วิธีเข้าถึง สินเชื่อได้ง่าย วันนี้เครื่องมืออันแรกเลย เราโชคดีที่มีสถาบันการเงินของรัฐที่เข้มแข็ง เดี๋ยวนี้ มีขนาดของการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารออมสินวันนี้สามารถ ปล่อยสินเชื่อได้ถึงใกล้ ๔ ล้านล้านบาท แล้วก็เป็นฐานะที่มีความเข้มแข็ง ก็ได้เข้ามาทำให้ หลายโครงการในการที่จะช่วยเหลือให้รายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ แล้วนอกเหนือ จากนั้น ผมก็ได้ทำงานหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ในการที่จะขอให้ แบงก์พาณิชย์ ซึ่งไม่ใช่แบงก์รัฐ ให้การสนับสนุนในการเข้าถึงสินเชื่อ เรื่องที่ ๒ ท่านเหล่านี้ จะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ถ้ายังติดภาระเรื่องหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้ หรือเรียกว่าหนี้ NPL ดังนั้นในหนี้ NPL เราก็จะพบว่านอกจากจะติดที่ NPL แล้ว รายชื่อก็จะไปอยู่ที่เครดิตบูโร หรือข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จะติดอยู่ตรงนั้น การเข้าถึงแหล่งสินเชื่อไม่ได้ ถึงแม้ว่าท่านจะเริ่ม ฟื้นแล้ว จะเข้าก็ลำบาก วันนี้เราก็มีมาตรการหลายอย่างมานั่งทบทวนครับว่า ใครบ้างที่เป็น NPL แล้วเป็น NPL จำนวนน้อยแล้วท่านยังติดอยู่เราจะหามาตรการในการที่ให้ท่านหลุด ออกจากปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้หลุดจาก NPL และนำไปรายชื่อซึ่งหลุดจากเครดิตบูโร เพื่อจะเข้าถึงสินเชื่อได้ต่อไป อันนี้ก็เป็นมาตรการระยะสั้น และเร่งด่วนที่เราจะทำ จากสิ่งที่ ผมอธิบายเหล่านี้กำลังจะก้าวไปสู่ว่า แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป ผมขออธิบายแนวโน้มของอีก ภาคหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่สวยงามนัก แต่ก็เป็นข่าวดีครับที่ว่าแนวโน้มในการผลิตภาคอุตสาหกรรม เริ่มมีสัญญาณที่กระเตื้องขึ้นแล้ว หลังจากที่หดตัวมายาวนานถึงปีครึ่ง หดตัวก็คือติดลบมาถึง ปีครึ่ง ตอนนี้เริ่มมีสัญญาณแล้วว่าการส่งออกเริ่มกลับมากระเตื้องบ้าง เป็นบวกแล้วเล็กน้อย เนื่องจากการอัดฉีดเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น เรามีการใช้จ่ายการลงทุน ซึ่งผลคาดว่าเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๗ น่าจะขยายตัวได้ ๒.๕ แต่เราคิดว่าถ้าเราสามารถอัดฉีด เข้าไป เราอาจจะสามารถเพิ่มไปได้ที่ ๓.๐ ซึ่งเป็นเป้าที่เราอยากจะทำไว้ จากสิ่งทั้งหมดที่ จะทำนี้ นำไปซึ่งการจัดงบประมาณหรือแนวทางในปี ๒๕๖๘ ผมอยากจะเรียนว่า จังหวะที่ดี ของการที่เราจะใส่เม็ดงบประมาณเข้าไปในปี ๒๕๖๘ นี้ จังหวะที่ดีก็คือการกระตุ้น วิธีกระตุ้นผมอยากจะเรียนว่า คำว่า Digital Wallet ผมก็ไม่อยากจะพูดถึงเท่าไร เพราะว่า มันเป็นเครื่องมือ เป็นเครื่องมือที่ทันสมัยแล้วก็เอนกประสงค์ในอนาคตที่จะมาใช้ แต่จริง ๆ ภาพรวมของโครงการนี้ คือการเติมเม็ดเงินซึ่งขาดสภาพคล่องในตลาดสู่สภาวะเศรษฐกิจ ทำไมถึงว่าเติมเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจครับ ผมไม่อยากว่าการเติมเม็ดเงินนี้สู่ประชาชน ท่านอาจจะเห็นว่าได้คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เติมสู่ประชาชน แต่จริง ๆ ประชาชนก็จะมี ๒ สถานะนะครับ เป็นผู้บริโภค และ ๒. ซื้ออุปกรณ์บางอย่างเพื่อนำไปลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นผู้ลงทุนด้วย แล้วจากการบริโภคนี้ ก็ไปสู่ผู้ผลิตรายใหญ่โตขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นก็เกิด การจ้างงานแล้วไปผลิตอีกยอดหนึ่ง ก็จะกลายเป็นผู้ผลิตอีก ดังนั้นเราจึงมองว่าโครงการนี้ มีลักษณะเป็นรายจ่ายทุน เป็นลักษณะงบลงทุน เพราะนอกเหนือจากการสร้างบริโภค ทางอ้อมแล้ว ทางปลายทางแล้วก็มีสร้างกำลังผลิตเกิดขึ้นด้วย แล้วผมเข้าใจว่าวันนี้การจัดสินค้าที่จะใช้จ่าย เราก็พยายามใช้เป็น Local Content หรือของ ที่ผลิตในไทยให้มากที่สุด พยายามจะจัดอย่างนั้น เพื่อจะให้เกิดผลทางด้านการผลิตตามมา ดังนั้นการกระตุ้นปัญหานี้ จึงเป็นการกระตุ้นในจังหวะที่เหมาะสม ถ้าเราคิดว่าเรากำลังอยู่ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังจะขาขึ้น เพราะฉะนั้นการกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อ สร้างความมั่นใจ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ ส่วนจะกระตุ้นอย่างไร จังหวะอย่างไร ที่ไหน ก็จะเป็นรายละเอียด ที่จะต้องกล่าวต่อไป จริง ๆ อยู่ว่าท่านอาจจะพูดถึงเรื่องการขาดดุลปีนี้ ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะเรียนท่านครับว่า ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ เราได้ขาดดุลมานานแล้ว แล้วปีนี้ ก็ขาดดุลอีก ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็มีเรื่องที่จะเรียนให้ทราบครับ เราได้เอากรอบ นโยบายการเงินการคลังเข้ามาดูระยะปานกลาง และทั้งหมดนี้ให้อยู่ในเรื่องความเข้มแข็ง ให้เป็นไปตามกรอบ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เราก็ดูว่าทำอย่างไร เราจะเพิ่มเม็ดเงิน ให้ได้มากที่สุดเท่าที่อยู่ในกรอบวินัย และยังคงไว้ซึ่งความเข้มแข็ง ก็เรียนได้เลยครับว่า ท่านจะเห็นยอดการขาดดุลต่อจากนี้อีกหลายปี แต่เป็นการเพิ่มในระดับที่เพิ่มและค่อย ๆ ลดลง แล้วเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดสัมฤทธิ์ผล ก็แปลว่าสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น รายได้ทางรัฐ ก็จะมากขึ้น ดังนั้นถึงแม้ว่าหนี้จะสูงขึ้น แต่สภาพเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รายได้รัฐมากขึ้น เมื่อมาเทียบอัตราส่วนซึ่งที่เป็นที่นิยมการวัดในโลกนี้ ก็คือว่าหนี้ต่อยอดเศรษฐกิจแล้ว เป็นเท่าไร ซึ่งเราได้ดูแล้วมันจะไม่ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อยู่ในภาวะลงในปี ๒๕๗๐ ท่านลองนึกดูนะครับว่ามีหนี้สาธารณะในประเทศไหนบ้าง ย้อนหลังไป ๓๐ ปี ที่ยอดนี้ลดลง ทุกประเทศหนี้สาธารณะขึ้นหมดครับ แต่ทุกคนขึ้นแบบมีหลักการ ขึ้นอย่างมีความเข้มแข็ง ถ้าตราบใดที่ขึ้นแล้วท่านเอาไปลงทุนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ก็แปลว่าขนาดของ เศรษฐกิจท่านใหญ่ขึ้น ความสามารถทางเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้นกว่าหนี้ที่สูงขึ้น นั่นคือ ความเข้มแข็ง สมมุติว่าเราสามารถเติบโตไปได้จากแผนเบื้องต้นที่เราทำไว้ ๔ ปีข้างหน้า ผมเข้าใจว่าตัวเลข GDP เบื้องต้น โดยที่เรายังไม่ได้ใส่โครงการที่เราอยากจะเพิ่มเติมเข้าไปอีก ก็อยู่ที่ประมาณ ๒๒ ล้านล้านบาท จากแผน ๔ ปีข้างหน้า แล้วถ้าเราขาดดุลอย่างนี้ต่อไป จริง ๆ แล้วโครงการหนี้ถึงแม้จะขึ้นขึ้นไปอีก อีก ๒ ล้านล้านบาทก็ตาม แต่ก็ไม่ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วหลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ลดลง ถ้าโครงสร้างพื้นฐานได้รับการวาง ขีดความสามารถในการแข่งขันเข้าที่แล้ว อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเราจะมีการขาดดุลนี้ ผมก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า การขาดดุลนี้พยายามจะจัดให้เป็นการขาดดุลเพื่อไปสู่ การจ้างงาน การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างที่ได้เรียนให้ทราบแล้ว ผมก็อยากจะเรียนเป็นภาพสรุป ๆ ว่าเราได้ทำอะไรบ้าง

๑. เพื่อเป็นการลดต้นทุน เรามีโครงการเพื่อสนับสนุนด้านการคมนาคม และโลจิสติกส์ เพราะ ๒ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะอำนวยความสะดวกสร้างขีดความสามารถในการ แข่งขันของผู้ประกอบการ จำนวนประมาณ ๑๐๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เพื่อให้ท่านได้คุ้นนะครับว่าเราจะเริ่มทำอะไร โครงการสร้างทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมือง การก่อสร้างโครงข่ายทางหลวงแผ่นดิน การบูรณะโครงการทางหลวงเชื่อมโยง ระหว่างภาค โครงการทางพิเศษสายกระทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต การก่อสร้างทางรถไฟสาย เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายบ้านไผ่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม เป็นต้น

อีกโครงการหนึ่งเป็นโครงการที่ผมคิดว่าภาคเกษตรกรรมบ้านเรา เราเป็น ภาคเกษตรกรรมอยู่ในเขตร้อนชื้น ที่จริงแล้วอุตสาหกรรมการเกษตรควรจะเป็นอุตสาหกรรม ที่สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้เราได้มากที่สุด แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาทางภาคนี้ มีส่วนในอุตสาหกรรม หรือ GDP ของเราไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราก็จะมาดูว่า เรื่องอะไรที่เป็นปัญหาทางด้านทางการเกษตร นอกเหนือจากเรื่อง Productivity เรื่องพันธุ์ พืชต่าง ๆ แล้ว ผมคิดว่าในรัฐบาลนี้ ได้ใส่เงินเข้าไปในโครงการเพื่อสนับสนุนด้านการบริหาร จัดการน้ำ จำนวน ๖๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เช่น การปรับปรุงงานชลประทาน พัฒนาระบบ กระจายน้ำในเขตชลประทาน เชื่อมโยงเครือข่ายลุ่มน้ำ และป้องกันการบรรเทาอุทกภัย พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กนอกเขตชลประทาน และก่อสร้าง ปรับปรุงแหล่งกักน้ำ เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนครับ

โครงการที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบคือ โครงการเพื่อสนับสนุน การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษตะวันออก EEC จำนวน ๗,๓๐๐ ล้านบาทเศษ จากการเข้าไปดู เราจะพบว่าโครงการ EEC นี้ได้เริ่มมาหลายปีแล้ว มีผู้แสดงความสนใจเยอะ เราก็ไปพบว่า จะมีอะไรสิ่งที่เรายังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ดังนั้นการลงทุนในซีกนี้เข้าไปเพื่อเพิ่มให้ การลงทุนนั้นเกิดขึ้นจริงครับ

ถัดมา คือเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภท รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ผมเข้าใจว่าทุกคนมีความเป็นห่วงอุตสาหกรรมประเภทนี้ ซึ่งเราเคยเป็น Detroit ตะวันออก เราเคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่นั่นละครับการเปลี่ยน ของเทคโนโลยีนำไปสู่รถไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ หรือการเปลี่ยนไปในระดับเป็น Hybrid แล้วแต่ความเชื่อว่าระยะไกลแล้ว รถไฟฟ้ายังยืนระยะได้นานแค่ไหน หรือเป็น Hybrid ซึ่งนำไปสู่เทคโนโลยีใหม่ดังที่ทราบนะครับ ก็มี ๒ ความคิด อย่างไรก็ตาม เราก็จะต้องมี การอุดหนุนสนับสนุนการใช้อย่างนี้ เพราะว่าการใช้ไฮโดรคาร์บอนหรือน้ำมัน ก็คงไม่เป็นที่ นิยมต่อไป นอกเหนือว่าจะเป็นอย่างอื่น ดังนั้นเราจึงต้องมีการอุดหนุนให้อุตสาหกรรมนี้ เกิดขึ้นก่อนผ่านสรรพสามิต จำนวนเงินในงบประมาณนี้ ๘,๐๐๐ ล้านบาท และเพื่อเป็นการ เตรียมพร้อมเพื่อจะ Transformation หรือการเปลี่ยนถ่ายอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะ เป็นอะไหล่ หรือว่าโครงสร้างต่าง ๆ นี้ว่า ใครมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนถ่ายเพื่อมาสู่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ นอกเหนือจากนั้นที่ได้รับทราบมีอยู่หลายโรงงาน ซึ่งผลิต อะไหล่และผลิตโครงสร้างต่าง ๆ ได้มานั่งทบทวนดูว่าอุตสาหกรรมสามารถปรับเปลี่ยนอะไร ได้บ้าง ก็มีหลายแห่งได้สามารถว่าอาจจะปรับเปลี่ยนให้เป็น Digital System มากขึ้น และสามารถจะไปอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาวุธให้กับทางภาคความ มั่นคง หรืออุตสาหกรรมผลิตเครื่องมือแพทย์ บางประเภทสามารถเปลี่ยนถ่ายได้ มีเงินสนับสนุนทางการแพทย์จำนวนประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นการสร้าง ช่องทางที่จะให้คนเข้าถึงสาธารณสุขได้ดีขึ้น ยกระดับการบริการทางการแพทย์ ท่านประธาน ครับ ผมอยากจะเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วย หลังจากปี ๒๕๖๙ เป็นต้นไป อัตราการขยายตัวของรายได้รัฐบาลจะมากกว่าอัตราการขยายตัวของรายจ่าย และนั่นจะ ส่งผลให้ขนาดของการขาดดุลการคลังลดลงตามลำดับ แรงกดดันหนี้สาธารณะที่ท่านเป็น ห่วงจะค่อย ๆ ลดลงครับท่านประธานครับ เพื่อให้ทิศทางการบริหารจัดการการเงินการคลัง ของประเทศมีความสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล จึงได้มีการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางเป็นระยะ ๆ เราจะทบทวนเป็นระยะ ๆ นะครับ โดยมุ่งเน้นการลดขนาดของการขาดดุลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะปานกลาง และระยะยาว ทั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายในการปรับลดขนาดของการขาด ดุลงบประมาณในระยะปานกลาง จากร้อยละ ๔.๔ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ คือปีนี้ที่จะถึง เป็นประมาณร้อยละ ๓.๐ ในปีงบประมาณ ๒๕๗๑ โดยระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังคง อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกินร้อยละ ๗๐ ของ GDP

สุดท้ายนี้ รัฐบาลขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลได้วิเคราะห์ ปัญหาของเศรษฐกิจในทุกมิติ จะแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นที่เกี่ยวกับปัญหาปากท้องของพี่น้อง ประชาชน และปัญหาระยะยาวที่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศให้กับคนไทยในอนาคต และที่สำคัญรัฐบาลจะใช้ นโยบายการคลังที่สอดคล้องกับนโยบายการเงินให้ได้ ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจนำพา ประเทศไปสู่การเติบโตที่สูงขึ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ยกระดับการเติบโตตามศักยภาพ ให้สูงขึ้น และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการให้ความสำคัญและรักษาไว้ซึ่งความ ยั่งยืนทางการคลังอย่างเคร่งครัด ทั้งการเพิ่มรายได้ เร่งรัดการเบิกจ่าย ลดขนาดของ การขาดดุลการคลัง และดูแลหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง ประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้แสดงความเป็นห่วงและให้เป็นข้อเสนอแนะ เอาไว้ ผมขอกราบขอบพระคุณ และจะรับขอไปศึกษาทบทวนในทุกประเด็น เพื่อนำไป ปรับใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในลำดับต่อไปครับ ขอบคุณครับ