เผ่าภูมิ แจงงบปี 68 สอดคล้องยุทธศาสตร์ ยันหนี้สาธารณะอยู่ในระดับปลอดภัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

เผ่าภูมิ โรจนสกุล ชี้แจงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล งบประมาณปี 2568 และปัญหาหนี้สาธารณะ โดยย้ำว่าการจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มีการวางแผนลดการขาดดุลและชำระหนี้อย่างเป็นขั้นตอน หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับปลอดภัย และโครงการต่างๆ ถูกออกแบบเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีเป้าหมาย ไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาประชาชน ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดในหลายประเด็น เช่น การใช้ตัวเลขจีดีพี และความกังวลเกี่ยวกับสินค้าจีนผ่านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขการใช้จ่ายที่กำหนดไว้เฉพาะการซื้อแบบพบหน้าเท่านั้น

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายในเรื่อง Digital Wallet และในเรื่องของตัวงบประมาณอย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นเป็นประโยชน์ครับ ในการที่เราจะนำสิ่งที่ท่านให้ความเห็น สิ่งที่ท่านชี้แนะเอาไปปรับใช้ แต่ในคำขอบคุณก็ต้องมี สิ่งที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติมครับ เพราะว่ามันยังมีบางสิ่งที่ยังพูดไม่หมด เป็นความจริงที่ถูกเพียง แค่ครึ่งเดียว ซึ่งนั่นทำให้เกิดความสับสน ซึ่งนั่นทำให้เกิดความไม่ถูกต้อง ๒ ซึ่งมีความจำเป็น ที่ต้องชี้แจง ท่านประธานครับ มีความจริงที่พูดไม่หมดอยู่ ๗ ประการ

ประการแรก มีการพูดถึงเรื่องรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่สั้น มีสายตาที่สั้น มีโครงการที่เรียกว่า Ignite Thailand ที่ถูกเปลี่ยนไปเป็น Ignore Thailand ในเรื่องการที่ จะดูถูก แลดูละเลยประชาชน ซึ่งนั้นไม่เป็นความจริงครับ ผมจะเรียนแบบนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่ ตอนเลือกตั้งจนกระทั่งการตั้งรัฐบาลใหม่ ๆ สิ่งที่เรานำเสนอมาโดยตลอด แล้วสิ่งที่เราเห็นมา โดยตลอด นั่นคือภาวะเศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เข้าสู่ในภาวะที่เรา ต้องทำอะไรสักอย่าง นั่นจึงเป็นที่มาครับว่าทำไมเราจึงต้องมีนโยบาย Digital Wallet ตั้งแต่ ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งในช่วงนั้นก็มีความคิดเห็นที่หลากหลายครับ บ้างก็ว่าเราไม่มี ความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเลย หรือบ้างก็ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินน้อยกว่านี้ ก็เพียงพอ ผมว่าความจริงจนถึงวันนี้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และได้รับการยอมรับ เป็นฉันทามติว่าเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันนั้นมีปัญหา ต้องการการกระตุ้นเศรษฐกิจ และไปถึงจำนวนเม็ดเงินที่เหมาะสมในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ก็ควรอยู่ในระดับที่รัฐบาล นำเสนอในช่วงที่มีการเลือกตั้ง นั่นคืออะไรครับ นั่นคือสิ่งที่เราเห็น แต่นั่นคือสิ่งที่ท่าน มองข้าม นั่นคือสิ่งที่เรามองขาด แต่นั่นคือสิ่งที่ท่านมองไม่เห็น และนั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะ Ignite ประเทศไทย แต่นั่นคือสิ่งที่ท่าน Ignore ประเทศไทยต่างหาก นั่นคือสิ่งที่เราเจอ

ทุกท่านครับ นอกเหนือจากเรื่องของตัว Digital Wallet แล้ว ก็ยังมีการพูด ถึงว่าการจัดงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้ เหมือนเอาเหล้าเก่ามาใส่ในขวดใหม่ ผมเรียนแบบนี้ ครับ Ignite Thailand เป็นโครงการใหม่ และการจัดสรรงบประมาณนั้นก็สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ Ignite Thailand ของรัฐบาล เรามีการตั้งงบประมาณในการพัฒนา Financial Hub หรือศูนย์กลางทางการเงิน เพิ่มขึ้นถึง ๑๐ เท่า เรามีการตั้งงบประมาณ เพื่อเป็น ศูนย์กลางในการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่าจากงบประมาณปีที่แล้ว เรามีการตั้งงบประมาณ เพื่อการพัฒนายานยนต์อัจฉริยะเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่า และสุดท้าย เรื่อง Aviation Hub หรือเรื่องศูนย์กลางทางการบิน มีการตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่เหมือนเดิมครับ แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ซึ่งผมอยากจะสรุปว่า นี่คือเหล้าใหม่ที่ท่าน อาจจะยังลิ้มรสไม่ถึง ที่ท่านอาจจะยังมองไม่เห็น หรือที่ท่านอาจจะตั้งใจที่จะมองข้ามไป

ความจริงที่พูดไม่หมดข้อที่ ๒ ครับ เรื่องของหนี้สาธารณะ มีการพูดกันอย่าง หลากหลายว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยมีปัญหา รัฐบาลก่อหนี้ รัฐบาลกู้หนี้ยืมสิน ต้องถามกลับครับว่า หนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ที่อันตรายหรือไม่ พูดกันด้วย หลักการ พูดกันด้วยตัวเลข ปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศไทยรวมตัวงบประมาณต่าง ๆ อยู่ที่ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่การมองหนี้สาธารณะโดยมิติที่มองไปดูที่ตัวเลขโดด ๆ นั้น อาจจะยังไม่ครอบคลุม เราต้องดูไปถึงไส้ในของหนี้สาธารณะ ใน ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ราว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นหนี้สาธารณะที่ไม่ได้เป็นภาระกับรัฐบาล ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น เรื่องของ FIDF ต่าง ๆ ที่เป็นหนี้ที่มีการใช้จ่าย มีการจ่ายหนี้โดยแหล่งงบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แหล่งงบประมาณ เพราะนั่นไม่ใช่ภาระของงบประมาณ ไม่ใช่ภาระของรัฐบาล เพราะฉะนั้นถ้าหากมองหนี้สาธารณะด้วยตัวเลขโดด ๆ แล้วเราจะไม่เห็นสิ่งนี้ เราพูดกันถึง ๖๐ กว่า ใกล้ ๗๐ กว่า แต่เราไม่เคยคุยกันถึงไส้ในของหนี้สาธารณะ

อีกประเด็นหนึ่งครับในการบริหารประเทศ ในการดูหนี้สาธารณะนั้น เราเปรียบเทียบเสมอกับหนี้ครัวเรือน ๒ เสานี้เป็น ๒ เสาคู่กันครับ อันหนึ่งเป็นหนี้ของ ภาครัฐ อันหนึ่งเป็นหนี้ของประชาชน ถามว่าก้อนไหนอันตรายกว่ากัน ผมตอบง่าย ๆ ครับ หนี้ครัวเรือนอันตรายกว่าหนี้สาธารณะเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นภาครัฐต้องทำอย่างไรครับ เราต้องใช้ตัวก้อนหนี้สาธารณะเพื่อที่จะมาชดเชย เพื่อที่จะมาจุนเจือความเดือดร้อนของ ประชาชนในส่วนของหนี้ครัวเรือน ต้อง Balance ๒ เสานี้ให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ควรจะทำ และถ้าหากว่าพูดถึงหนี้สาธารณะนั้นสูงเกินไปหรือไม่ ทุกอย่างมันมีกฎหมายกำกับอยู่ครับ ว่าสูงเกินไปหรือไม่ ดูจากตัวเลข ดูจากกรอบของกฎหมาย อันแรกทุกคนทราบครับ หนี้สาธารณะต่อ GDP ต้องไม่เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรายังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นที่ ๒ ภาระหนี้ต่อการประมาณการรายได้ต้องไม่เกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเราอยู่ที่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นที่ ๓ หนี้สาธารณะที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ต้องน้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเราอยู่ที่ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ และอันสุดท้าย หนี้สาธารณะ ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศต่อเรื่องของการส่งออกและบริการต้องน้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเราอยู่ที่เท่าไรรู้ไหมครับ อยู่ที่ ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์ ต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ที่ต้องเอามา คุยกันว่าหนี้สาธารณะนั้นเป็นปัญหาหรือไม่ หนี้สาธารณะนั้นสูงเกินไปหรือไม่ ดูกันที่ตัวเลข ดูกันที่หลักการครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นความจริงที่พูดไม่หมด นั่นคือเรื่องของการเสพติดการขาด ดุลจริงหรือไม่ ท่านที่อภิปรายต่าง ๆ ก็น่าจะได้ศึกษาแผนการคลังระยะปานกลาง หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า MTFF รัฐบาลมีการระบุอย่างชัดเจนครับว่า การขาดดุล ในปีต่อ ๆ ไปควรจะอยู่ที่เท่าไร และเรารักษาการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในเกณฑ์อย่างไร การขาดดุลงบประมาณจริงอยู่ครับ ปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่สูง ๔.๔๙ เปอร์เซ็นต์ของตัว GDP แต่จะลดลงเหลือ ๓.๔๘ ในปีหน้า ลดลงเหลือ ๓.๒๘ ในปีต่อไป และในที่สุดเข้าสู่กรอบ ที่ต่ำกว่า ๓ เปอร์เซ็นต์ ในปีต่อไปที่ ๒.๘๙ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือสิ่งที่วางไว้ครับ และนั่นไม่ใช่ การเสพติด ถ้าการเสพติดมันต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มันต้องคงอยู่ในระดับสูง แต่อันนี้ เป็นตัวเลขที่อยู่ในแผนการคลังในระยะปานกลาง ซึ่งทุกท่านเห็น และยังมีวาทกรรม เรื่องเกี่ยวกับการเสพติดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งตรงข้ามกับข้อเท็จจริง

ความจริงที่พูดไม่หมด ข้อที่ ๔ ครับ เรื่องการชำระเงินต้นน้อย รัฐบาลมีแต่ การสร้างหนี้ ไม่เกิดการชำระเงินต้น ไม่เกิดการชำระต่าง ๆ ผมชวนไปดูที่ตัวเลขครับ ในงบ ๒๕๖๘ มีการตั้งงบประมาณในการที่จะใช้หนี้ชำระเงินต้นอยู่ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นสัดส่วนอยู่ที่ ๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งชนเพดาน ไม่สามารถตั้งงบประมาณในการชดใช้เงินต้น สูงกว่านี้ได้ อันนี้เป็นความจริงที่ท่านพูดไม่หมดครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จะสรุปว่า รัฐบาลมีการตั้งชำระหนี้เงินต้นเต็มเพดาน และสูงที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ในกรอบที่มีอยู่

ความจริงที่พูดไม่หมด ข้อที่ ๕ ครับ เรื่องการชำระดอกเบี้ย ภาระดอกเบี้ย ของรัฐบาลนั้นชำระน้อยหรือไม่ ในปีที่ ๒๕๖๘ ในงบปี ๒๕๖๘ เรามีการตั้งชำระดอกเบี้ย อยู่ที่ ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ และนั่นก็มากกว่างบตอน ๒๕๖๖ ที่เราตั้งไม่พออยู่ที่ ๙,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เราตั้งเกินขึ้นมา อีกนะครับ และนอกเหนือจากนั้นเวลาดูภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งที่ต้องดู คืออะไร อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ ถามว่ามันอยู่ขาลงหรือราคาขึ้น คำตอบ คือขาลง เพราะฉะนั้นการตั้งงบประมาณอะไรต่าง ๆ ต้องดูภาวะเศรษฐกิจโลก ต้องดูภาวะ ของโลกว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน ตั้งให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก มีการพูดถึงอีก Ratio หนึ่งครับที่มีการพูดถึงบ่อย นั่นคือเรื่องของภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ว่าไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่อยู่ในกฎหมายครับ ไม่อยู่ใน Indicator ที่อยู่ในกฎหมาย แต่เข้าใจดี ครับว่ามันเป็น Indicator ที่ Credit Rating ทั้งหลายดูว่าภาระดอกเบี้ยต่อตัวเงินได้ของเรา เกินกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ถ้าเกินก็อาจจะเป็นภาระทางงบประมาณได้ แต่ผมเรียน อย่างนี้ครับ Credit Rating ไม่ได้ดูจากตัวเลขเหล่านี้โดด ๆ เขาดูครับว่าภาระดอกเบี้ย ที่เกิดขึ้น การกู้หนี้ยืมสินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเอาไปทำอะไร เขาดูกว้างกว่านั้น Indicator ที่เขาดูกว้างกว่านั้นเยอะ กว้างกว่าการที่ดู Indicator เป็นตัว ๆ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถ สรุปได้ว่าตัวเลข ๑ ตัวนั้นจะทำให้ประเทศมีปัญหาเรื่อง Credit Rating เป็นการมองมิติเดียว

ประเด็นที่ ๖ ครับ มีการพูดถึงเรื่องว่ารัฐบาลมีการปั้นตัวเลข GDP ในตัวเลข งบประมาณ อันนี้เป็นประเด็นตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่ามีการปั้นขึ้นไป ๔.๑ ปีหน้า ๔.๙ ทั้งที่จริง ๆ ประมาณการอยู่ที่ ๒ กว่า ๆ ถึง ๓ มันเป็นความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นตัวเลข Nominal GDP กับ Real GDP ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง แต่ประเด็นนี้ ก็มีการพูดกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

ประเด็นสุดท้ายครับ มีการพูดถึงว่า Digital Wallet นั้นจะเป็นพายุหมุน ที่ซัดไปสู่หลุมดำ เพราะมีสินค้าต่าง ๆ เข้ามาจากประเทศจีน แล้วก็มีการพูดถึง e-Commerce ต่าง ๆ ผมเรียนอย่างนี้ครับ สินค้าที่เข้ามาจากประเทศจีนส่วนใหญ่เข้ามา ทางลักษณะ e-Commerce แล้วท่านมีการยกว่า e-Commerce จะเป็นตัวดูดพายุหมุน ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจาก Digital Wallet แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ถ้าท่านศึกษาเงื่อนไข ให้ดีของตัว Digital Wallet เงื่อนไขแรก ๆ ของเราต้องเป็นการใช้จ่ายแบบ Face to Face เราอยากให้คนมาเจอกัน คนมาใช้จ่ายกัน ไม่ใช่การที่เป็นการซื้อ Online เป็นเงื่อนไขที่ท่าน ต้องศึกษาให้ดีก่อนที่จะนำเสนอต่อสาธารณะ

ทุกท่านครับ นี่คือสิ่งที่อยากจะชี้แจงให้กับทุกท่านได้ทราบในเรื่องของ รายละเอียด ในเรื่องของวิธีการงบประมาณที่จะได้รับความจริงที่ตรงกัน ความจริงที่เต็ม จำนวน ความจริงที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงครับ ในการที่จะจัดสรร งบประมาณก้อนนี้ให้สอดคล้องกับพันธกิจ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับ สิ่งที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ