สรัสนันท์ เสนอเร่งเจรจา FTA ผลักดันทูตพาณิชย์เชิงรุกเพิ่มขีดความสามารถไทย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

สรัสนันท์ อรรณนพพร หารือปัญหาการส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก พร้อมเสนอให้รัฐเร่งพัฒนาสินค้าเกษตรและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านนโยบายซอฟต์พาวเวอร์เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก นอกจากนี้ยังเน้นความจำเป็นในการขยายและผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างรุกเร้า โดยเสนอให้เร่งเจรจากับทั้งคู่ค้ารายใหญ่ ตลาดเกิดใหม่ และประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทูตพาณิชย์เชิงรุกและการร่วมมือด้านการผลิตร่วมเพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเองในภูมิภาค

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๙ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ทำรายได้มากที่สุดตัวหนึ่ง คือการค้าการส่งออกค่ะ มีสัดส่วน ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ตัวนี้กำลังประสบปัญหารอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอก ภายใน ทั้งที่ควบคุมได้ แล้วก็ควบคุมไม่ได้ อาทิเช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อสงคราม การค้า ลามไปถึงสงครามจริงที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วโลก ปัญหาสภาพอากาศ ที่แปรปรวนส่งผลให้การผลิตหลาย ๆ ภาคอุตสาหกรรมมีปัญหา หรือจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ โลกที่ยังชะลอตัว อุปสงค์ที่ลดลง อุปทานที่แพงขึ้น และปัญหาการแข่งขันที่ดุเดือดในทุก ๆ วัน ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของเศรษฐกิจไทยโดยรวม การส่งออกไทยฟื้น ตัวช้ากว่าที่คาด นี่คือภาพการณ์ที่กระทบอย่างถ้วนหน้าทั่วโลก ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ต้องรับมือและทำทุกวิถีทางที่จะนำพาประเทศไทยให้รอด พ้นจากวิกฤติอันหนักหน่วงนี้ ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งความท้าทายที่ดิฉันมองว่าเป็นจุดอ่อน ของการส่งออกสินค้าไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด คือ ๑. แม้สินค้าไทยจะเป็นสินค้า ที่ดีและมีคุณภาพอยู่แล้วก็ตาม แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ สินค้าไทยยังคงมีความจำเป็น ที่จะต้องได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม ยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง และอย่างต่อเนื่อง ๒. สินค้าที่เราเคยเป็น Product Champion ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่โลก กำลังหมดความนิยม ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์สันดาป หรือ Hard Disk Drive และเราก็ไม่ สามารถปรับตัวที่จะเป็นฐานผลิตสินค้าใหม่ ๆ ตัวนี้ได้ เช่น การรองรับเป็นฐานการผลิต รถยนต์ไฟฟ้า หรือการเปลี่ยนจากการที่เราสามารถผลิต Hard Disk Drive ได้ไปเป็น SSD หรือ Solid State Drive เพราะขาดแคลนเทคโนโลยี How to ที่สำคัญทรัพยากรมนุษย์ ถึงแม้จะทำได้ก็ตาม เราก็ช้าไปหลายก้าว เพราะว่าหลาย ๆ ประเทศได้ยึดเป็นฐานการผลิต สินค้าที่กำลังเติบโตในอนาคตเหล่านี้ไปเสียแล้ว ๓. สินค้าเกษตรไทย เรามีความโดดเด่น เรายังเป็นที่ต้องการอยู่นะคะ แต่สินค้าที่เราโดดเด่นและเป็นที่ต้องการล้วนแล้วแต่เป็นสินค้า ที่มีมูลค่าต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้ไทย หรือสมุนไพรไทยค่ะ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ เพิ่มมูลค่า นำวิวัฒนาการความรู้ต่าง ๆ เสริมจุดแข็งให้ไวก่อนที่ประเทศอื่น ๆ จะตามทัน ยกตัวอย่างเช่น ข้าวไทยเราเคยเป็นดาวรุ่ง แต่วันนี้เราไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างในอดีต เพราะขาดการพัฒนาตัวสินค้า บวกกับประเทศคู่แข่ง ของเราพัฒนาคุณภาพข้าวของเขาอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญมีราคาที่ย่อมเยากว่าข้าวไทย และในไม่ช้าสินค้าเกษตรตัวดังของไทย เช่น ทุเรียนก็ดีหรือมะม่วงก็ดี สินค้าเหล่านี้อาจจะ พบกับปัญหาเช่นเดียวกับข้าว เราเห็นทุเรียนมาเลเซีย ทุเรียนเวียดนาม ทุเรียนจีน เข้าตลาด กันอย่างคึกคัก เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญ แล้วก็เพิ่มงบประมาณเพื่อการวิจัย และพัฒนา ที่สำคัญค่ะ จะต้องสามารถนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอด แล้วก็เห็นผลจริง ไม่ใช่วิจัยแล้วก็เก็บไว้บนหิ้งอย่างเดียว ท่านประธานคะ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเรายังมีอีก หลากหลายโอกาส เรายังมีศักยภาพอีกมากมายที่ดิฉันมองว่าเป็น Hidden gem เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือเรามีแรงงานสร้างสรรค์ แรงงานที่มีฝีมือดี มีความประณีต จากสถิติประเทศไทย มีข้อมูลมูลค่าการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์อยู่ราว ๒๕๒,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๕ แล้วมูลค่าก็เพิ่มอย่างก้าวกระโดดในทุก ๆ ปีที่ผ่านมานะคะ ในอุตสาหกรรมนี้มีการจ้างงาน มากกว่า ๑ ล้านอัตรา และการส่งออกที่เป็นที่ยอมรับ คือสินค้าหมวดหมู่งานออกแบบ คิดเป็น ๘๖ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้ โดยงานประเภท การออกแบบ ก็หมายถึงงานออกแบบสินค้า ออกแบบกราฟิกหรือออกแบบประสบการณ์ จากรายงานของ G20 Insights คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะคิดเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP โลกในปี ๒๐๓๐ หรืออีก ๖ ปีข้างหน้านี้ นับเป็นอุตสาหกรรมชิ้นโบแดง ดาวรุ่งตัว ใหม่ที่มีขนาดมหึมา และดิฉันก็มั่นใจเป็นอย่างยิ่งค่ะว่า ประเทศไทยมีความสามารถที่จะทำ ได้อย่างดีเยี่ยม นี่เป็นที่มาว่าทำไมพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล นำโดยท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน มีความมุ่งมั่น แล้วก็ตั้งใจที่จะริเริ่มนโยบาย Soft Power อย่างจริงจัง เพื่อที่จะเฟ้นหา แล้วก็สนับสนุนทรัพยากรมนุษย์ในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อให้คนไทย มีช่องทาง แล้วก็พร้อมที่จะคว้าโอกาสที่กำลังเติบโตมากในขณะนี้

อีกหนึ่งความสามารถที่ดิฉันมองว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้อง ก้าวข้าม นั่นก็คือวันนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอย่างยิ่งในการมีความจำเป็นที่จะต้อง ทำการค้าและ FTA และประเทศไทยจะต้องขยายข้อตกลง FTA และมีความจำเป็นมากที่สุด ที่จะต้องทำให้การนำเข้าและการส่งออกมีความง่ายดายมากขึ้น ถือเป็นใบเบิกทางอำนวย ความสะดวกให้สินค้าไทยสามารถไปไกลขึ้น กว้างขึ้น และได้เปรียบคู่แข่งในตลาดมากขึ้น ที่สำคัญค่ะ จะต้องลดอุปสรรคต่าง ๆ ไม่เพียงแต่จะสร้างการเจริญเติบโตให้กับผู้ส่งออก เท่านั้น แต่ว่าผู้ผลิตต้นน้ำและกลางน้ำ รวมไปถึงประชาชนทั่วประเทศก็จะได้รับผลประโยชน์ เช่นเดียวกัน ปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA อยู่ ๑๔ ฉบับ กับอีก ๑๘ ประเทศ ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้ลงนามความตกลงฉบับล่าสุดระหว่างประเทศไทยและประเทศศรีลังกาได้อย่าง สำเร็จ และถ้าเป็นไปตามแผน กระทรวงพาณิชย์มีเป้าที่จะลงนามความตกลงการค้าเสรี กับอีกหลายคู่ค้า เช่น สหภาพยุโรป ภูฏาน เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดาค่ะ ประเทศไทย ก็ยังจะสามารถลงนาม FTA กับสมาคมการค้าเสรียุโรป หรือ EFTA ที่ประกอบไปด้วย ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ได้อีกด้วย ทั้งนี้ การทูต พาณิชย์เชิงรุกคือกุญแจสำคัญในการช่วงชิงพื้นที่ท่ามกลางตลาดโลกที่ซบเซา โดยนโยบาย การทูตเชิงรุกตั้งเป้าไว้ ๓ กลุ่มใหญ่หลัก ๆ ค่ะ

กลุ่มแรกคือคู่ค้ารายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน หรือฝรั่งเศส กลุ่มนี้ประเทศไทยจะต้องรักษาระดับการค้าขายและจำเป็นที่จะต้องต่อยอด ให้ได้ดีขึ้น

กลุ่มที่ ๒ คือคู่ค้าที่มีศักยภาพ คือประเทศอินเดีย หรือจะเป็นประเทศ UAE หรือประเทศเกาหลีใต้ เราจะต้องเพิ่มความสัมพันธ์เปิดพื้นที่ในการเจรจาข้อแลกเปลี่ยน ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มคู่ค้าตลาดใหม่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือเซาท์แอฟริกา ที่ไทยต้องเร่งเจรจา เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสสำหรับสินค้าไทย นอกจากตลาดเหล่านี้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนกับเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว และมาเลเซีย

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตต่อการค้าระหว่างประเทศ ดังนี้ แม้การค้าเสรี แบบทวิภาคีจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทยได้ในระยะยาว แต่ดิฉัน ก็มองว่ามีความท้าทายเช่นเดียวกัน นั่นก็คือการแข่งขันกันเองระหว่างประเทศไทย และประเทศกลุ่มอาเซียน จะนำไปสู่การแข่งขัน การผลิตซ้ำซ้อนที่จะทำให้เพิ่มความขัดแย้ง แล้วก็ต้นทุนสูง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือการเปิดเสรีการค้าและลดกำแพงภาษีไม่เพียงพอที่จะ ทำให้เกิดกระบวนการการถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วก็เพิ่มมูลค่าได้ ดังนั้น ในอนาคต ประเทศไทยและกลุ่มอาเซียนจะเกิดการแข่งขันในการส่งออก แล้วก็ละเลยการถ่ายทอด เทคโนโลยี ฉะนั้นดิฉันคิดว่าในอนาคตอันใกล้เราควรมีการจัดเตรียมงบประมาณสำหรับ การทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความร่วมมือสำหรับการค้าและการถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกัน เพื่อยกระดับการแข่งขันความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคเราในฐานะตลาดร่วม โดยประเทศไทยควรเป็นผู้นำอาเซียนในการร่วมมือต่อรองเพื่อดึงดูดเงินทุนของเทคโนโลยี จากประเทศพัฒนาอื่น ๆ นอกภูมิภาค โดยไทยและอาเซียนจะเจรจาตกลงกันที่จะผลิตสินค้า ที่แตกต่างกัน หรือเรียกว่า Agree specialization เพื่อที่จะไม่ให้เราผลิตทับซ้อนกัน แล้วก็ ลดต้นทุนเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุก ๆ ฝ่าย ดังนั้น ต่อ พ.ร.บ. ร่างงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ดิฉันขอเห็นด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ