ศุภโชค วิจารณ์งบ 68 ชี้รายจ่ายพุ่ง-หนี้เพิ่ม ห่วงดิจิทัลวอลเล็ต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

ศุภโชค ศรีสุขจร หารือถึงปัจจัยเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อไทย ทั้งอัตราเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ ความไม่แน่นอนจากสงครามและการค้า รวมถึงวิกฤติสังคมผู้สูงวัยและสภาพอากาศ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลของร่างงบประมาณปี 2568 ที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นเท่าตัวขณะที่รายได้ไม่เพิ่มตาม หนี้สาธารณะพุ่งสูง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาวินัยการคลัง เร่งปฏิรูปการเก็บรายได้ และบริหารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงของนโยบาย Digital Wallet ที่อาจไม่คุ้มค่าและกระทบโครงการเกษตรกร รวมถึงการตัดงบโครงการสำคัญด้านผู้สูงอายุและเยาวชน จึงเน้นย้ำความจำเป็นในการบูรณาการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับวิกฤติประชากรและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมแสดงความหวังว่าการใช้งบประมาณปี 2568 จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ

นายศุภโชค ศรีสุขจร นครปฐม

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ในส่วน ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ผมขออนุญาตพูดถึงปัจจัย ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบ ต่อประเทศไทยของเรา ในด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สูงสุดในรอบ ๑๓ เดือน อยู่ที่ ๑.๕๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่าปัจจัยสำคัญมาจากการปรับตัว สูงขึ้นของราคาพลังงาน เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานเชื้อเพลิงในตลาดโลก รวมไปถึงสินค้าทางการเกษตรมีการปรับตัวขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความผันผวน ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ในส่วนของหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ ยังอยู่ในจุดที่ สูง เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากสภาพัฒน์คาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ ๔ ปี ๒๕๖๗ นั้น หนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยจะอยู่ที่ ๙๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกิดมาจากหนี้บัตรเครดิต ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ประชากรของประเทศไทยเรานั้น ยังติดอยู่กับกับดักหนี้สิน ส่งผลกระทบ ให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเรานั้น ไม่สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในส่วนของปัจจัยภายนอกครับ ท่านประธาน ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ความไม่แน่นอนจากสงคราม ที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาค รวมถึงสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกมีการชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจในประเทศไทย ประเทศของ เราเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ถัดจากประเด็นทางเศรษฐกิจครับ ผมขออนุญาตพูดถึงประเด็นทางสังคม และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยของเรานั้นกำลังเข้าสู่สภาวะสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super-aged Society ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ๓ ด้านหลักครับ คือ ๑. ปัญหาด้านการแรงงาน เราจะขาดแคลนแรงงาน ๒. คือด้านอุปโภคและบริโภค ที่ลดลง ๓. คือภาระทางการคลังและงบประมาณที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากประเด็นเรื่องสังคม สูงวัย เรายังอยู่ในยุคที่มีสภาพอากาศที่มีความผันผวน มีความเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว อุณหภูมิที่ปรับตัวสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตร ทำให้ไม่ว่าจะเป็นราคาไข่ไก่ ราคาผักสด ราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจาก Supply ที่น้อยลง ด้วย ๒ ปัจจัยนี้ส่งผลกระทบให้ประเทศไทยของเราเสียโอกาสและขาด ความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจ

กล่าวโดยสรุป คือเศรษฐกิจในประเทศไทยของเรานั้นจะมีการเติบโตครับ แต่เติบโตน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลก โดยมีการประมาณการว่าจะโตอยู่ที่ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เศรษฐกิจโลกนั้นโตเฉลี่ยราว ๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแล้วครับ ในการบริหารจัดการงบประมาณในประเทศจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ประเทศ ของเรานั้นก้าวผ่านวิกฤติทางเศรษฐกิจนี้ไปได้

ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ รายได้ ของภาครัฐเราปีนี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ในทางกลับกัน รายจ่ายของเราเพิ่มขึ้น เป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้แล้ว รายจ่ายของเราอยู่ที่ ๑๓.๑ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของหนี้สาธารณะนะครับ ปีนี้หนี้เราเพิ่มถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ หรือราว ๑ ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับประเภทของงบประมาณรายจ่ายแล้ว เราจะพบว่างบรายจ่ายประจำยังอยู่ใน อัตราที่สูงถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม งบลงทุนเราปรับตัวสูงขึ้นครับปีนี้ อยู่ที่ ๒๗.๙ เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นอัตราส่วนที่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด ซึ่งนี่เป็น สัญญาณที่ดีนะครับที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนของภาครัฐ แต่ในภาพรวมการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายครับ การบริหารของรัฐบาลจะมีพื้นที่ทาง งบประมาณที่น้อยลงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นแล้วรัฐบาลควรคำนึงถึง การรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพ ทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ โดยจัดสรรลำดับความสำคัญ และให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และควรพิจารณาให้สามารถรองรับ กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นั่นคือปัญหาด้านประชากรที่ผมได้พูดไว้ในข้างต้น เราต้องยอมรับครับว่า ประเทศของเราเป็นประเทศที่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เหมือน ประเทศอื่น ๆ เพราะฉะนั้นภาครัฐควรทบทวนและยกเลิกมาตรการลดและยกเว้นภาษีให้มี เพียงเท่าที่จำเป็น การปฏิรูปโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ รวมถึง การบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดขนาดการขาดดุลทางการคลัง และเป็นการสร้างกันชนในการบริหารนโยบายที่จำเป็น เมื่อจำแนกรายจ่ายเป็นกลุ่ม งบประมาณ เราจะพบว่างบประมาณรายจ่ายงบกลางมีการเพิ่มขึ้นถึง ๓๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๘๐๕,๗๔๕ ล้านบาท เมื่อสังเกตในรายละเอียด เราจะพบว่าเป็นค่าใช้จ่าย ที่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นถึง ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจนะครับว่าเป็นการกันเงินงบประมาณในปี ๒๕๖๘ เพื่อดำเนิน นโยบาย Digital Wallet ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของทางภาครัฐ หลังรัฐบาลทบทวนแผน การคลังระยะกลาง ครั้งที่ ๒ ได้หันมาใช้งบประมาณในการดำเนินการโครงการแทนการออก พ.ร.บ. กู้เงิน ซึ่งแบ่งจากงบประมาณปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ ถึง ๓๒๗,๗๐๐ ล้านบาท ประกอบกับการกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ ก็คือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส. อีกจำนวน ๑๗๒,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งสิ่งนี้ครับ อาจทำให้หลายโครงการที่ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องที่มีรายได้ต่ำ หลายโครงการอาจจะถูกชะลอไป อีกทั้ง เงื่อนไขในการใช้เงิน Digital Wallet ซึ่งมีความซับซ้อนสูง อาจจะทำให้ร้านค้าของเอกชน เข้าร่วมโครงการน้อยกว่าที่รัฐบาลคาดไว้ ด้วยสาเหตุนี้เองครับ นโยบาย Digital Wallet ที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กันในวันนี้มีความเสี่ยงที่อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเขาเห็นว่า การเพิ่มภาระหนี้สินของภาครัฐ และไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้ ตัวผมเอง เข้าใจครับว่าโครงการ Digital Wallet นั้นเป็นการใช้จ่ายของภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ซึ่งมีการประมาณการว่าจะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ทำให้ GDP ในประเทศของเรานั้นเติบโตขึ้นราว ๆ เกือบ ๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนตัวผมมองว่าเป็นโครงการที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในการแก้ไขปัญหาปากท้องในระยะสั้น นอกเหนือ จากนั้นแล้ว Digital Wallet ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ และยังง่ายต่อการบริหารและแจกจ่ายจัดการสวัสดิการให้ทั่วถึงกับพี่น้องประชาชนทุกคน แต่โจทย์ที่สำคัญไม่แพ้การแก้ไขปัญหาปากท้องในระยะสั้น รัฐบาลควรมีนโยบายอื่นที่ทำให้ เศรษฐกิจมีการเติบโตในระยะยาว เสริมสร้างศักยภาพในการทำมาค้าขายให้กับพี่น้อง ประชาชนสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ตัวผมเองครับ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาในการใช้จ่ายให้รอบคอบและรอบด้าน รัฐบาลควรยกระดับ ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว และเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤติ ที่ประเทศของเรากำลังเผชิญ คือวิกฤติประชากรครับ ตัวผมเองมีความเชื่อนะครับว่า การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการกระตุ้น เศรษฐกิจ เป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ อย่างไรก็ตามครับ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ กับประเด็นที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากการจัดสรรงบประมาณ จำแนกตามมิติต่าง ๆ ในยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งในส่วนด้านการพัฒนาและเสริมศักยภาพ ทรัพยากรมนุษย์ รวมกับด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมมีสัดส่วนถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด แต่ในทางกลับกันครับ ผมกลับพบว่าอีกหนึ่งความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นคุณภาพชีวิต ของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ จำนวนประชากรในประเทศ ไทยของเราอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงครับท่านประธาน เนื่องจากอัตราการเกิดนั้นน้อยกว่า อัตราการเสียชีวิต ซึ่งปัญหาวิกฤติประชากรนับเป็นปัญหาสำคัญของประเทศและระดับโลก คนเกิดน้อยครับ แต่ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุกลับมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สังคมไทยของเราจะ ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี ๒๕๗๙ ในปัจจุบันสัดส่วนของคนวัยแรงงาน ๓.๒ คน ต้องดูแลผู้สูงอายุ ๑ คน แล้วจะขยับเป็น ๒ : ๑ ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า อีกทั้ง แนวโน้มผู้สูงอายุที่ใกล้เกษียณที่มีอายุตั้งแต่ ๕๐ ปี ถึง ๕๙ ปี ต้องดูแลผู้สูงอายุในวัย ๘๐ ปี ก็ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญ การที่เราจะรับมือกับวิกฤติประชากร และก้าวข้ามประเด็นความท้าทายในบริบทสังคมผู้สูงวัยแบบสุดยอด รัฐบาลต้องเปลี่ยน มุมมองและแนวคิดในการบริหารงบประมาณใหม่ จากเชิงรับเป็นเชิงรุก หากดูการจัดสรร งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติประชากรไทยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ดูเหมือนจะยังไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลเท่าที่ควร เนื่องจากมีการตัดลดงบประมาณจาก คำของบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปถึง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรง นั่นคือกรมกิจการผู้สูงอายุ งบดำเนินงานของกรมถูกปรับลดจากคำขอไปถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ รวมไปถึงงบอุดหนุน ซึ่งประกอบด้วย ๒ โครงการหลัก ได้แก่ โครงการสนับสนุนจัดงานฌาปนกิจศพผู้สูงอายุตาม ประเพณี และโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุ ให้มีความเหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ประชาชนยังรอคอยได้รับจากภาครัฐ โดยภาครัฐควรเปลี่ยนวิธีการจัดงบประมาณใหม่ในรูปแบบการสำรองเงิน และตั้ง งบประมาณเพื่อรองรับให้สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์อัตราการเสียชีวิตของผู้สูงอายุไว้ ล่วงหน้า มิฉะนั้นแล้วประชากรที่ตกหล่นจะไม่ได้รับการจัดสวัสดิการเป็นจำนวนมาก อย่างที่ พี่น้องในพื้นที่ของผมได้พูดกันนะครับว่า สงสัยตายชาตินี้ จะได้เงินชาติหน้าแทน

นอกเหนือจากงบอุดหนุนที่เป็นสวัสดิการใช้รองรับสังคมสูงวัยจะถูกปรับ ลดลงแล้ว อีก ๑ โครงการที่สำคัญของกระทรวง พม. ซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญของท่าน รัฐมนตรีว่าการ ก็คือโครงการพัฒนาทักษะความรู้ ความสามารถการทำงานและเป็น ผู้สูงอายุที่มีพลัง หรือ Active Aging ถูกปรับลดไปถึง ๙๗ เปอร์เซ็นต์ จากคำขอร่วม ๖๖๐ ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรมาเพียง ๑๙ ล้านบาท ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านวราวุธ ศิลปอาชา ท่านได้เคย กล่าวไว้ว่า ปัญหาสังคมผู้สูงวัยไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวง พม. ที่จะต้องแก้ไขเพียงผู้เดียว หาก ต้องเกี่ยวเนื่องกับทุกกระทรวงในประเทศ และยังถือเป็นโจทย์ที่สำคัญของรัฐบาลที่จะต้อง บูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างหน่วยงาน กระทรวง พม. อาจจะดูเหมือนหน่วยงาน หลักที่ดูแลปัญหานี้ แต่การตัดลดงบประมาณโครงการสำคัญที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการแก้ไข ปัญหานี้กลับถูกตัดลดไป ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ผมจึงอยากตั้งคำถามครับว่า จะแก้ไขปัญหา ประชากร จะสามารถดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ถึงแม้ว่างบประมาณของ กรมกิจการผู้สูงอายุอาจจะมีแนวโน้มที่ปรับตัวขึ้นก็จริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในเชิงรุกได้ นี่ยังไม่รวมถึงงบบูรณาการ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ได้รับจัดสรรในอัตราส่วนที่น้อยมาก ถ้าเทียบกับงบบูรณาการในด้าน อื่น ๆ ในสัดส่วนไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘๘๗ ล้านบาท อาจจะฟังดูเยอะ แต่ถ้าเทียบกับ งบบูรณาการทั้งหมดที่มีอยู่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นถือว่าน้อยมาก ท่านประธานครับ ปัญหาสังคมสูงวัยนั้นสร้างผลกระทบในหลายด้าน เป็นปัญหาที่รัฐบาลยังอาจจะมองว่าไม่ใช่ ปัญหาเร่งด่วน แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สำคัญ เนื่องจากสังคมสูงวัยระดับสุดยอดที่ประเทศ ไทยของเรากำลังเดินหน้าไปถึง จะสร้างผลกระทบไม่ใช่แค่ด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นด้านสังคม และส่งผลกระทบในระยะยาว ถ้าหากจัดสรรงบประมาณต่อการสร้างความพร้อมเพื่อรองรับ สังคมผู้สูงอายุ และแก้ไขปัญหาวิกฤติประชากรของรัฐบาลยังเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงรับ ผมคิดว่าผลกระทบระยะยาวที่เรากำลังจะเจอเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ อีก ๒ หน่วยงาน ที่มีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤติประชากร ได้แก่ กรมกิจการเด็กและเยาวชน และกระทรวงศึกษาธิการครับ เยาวชนของประเทศนั้น ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างที่ทุก ท่านทราบ สำหรับในสถานการณ์ตอนนี้สมควรที่จะได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้กับเยาวชนทุกคน เพราะเขาเหล่านี้ คืออนาคตของ ประเทศเรา เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่ทุกท่านครับ งบประมาณของ กรมกิจการเด็กและเยาวชน ในส่วนของภาพรวมถูกตัดออกไปจากคำขอถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในส่วนของงบดำเนินงานที่ถูกตัดไปถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่รวมงบอุดหนุน เด็กแรกเกิดที่มีอายุต่ำกว่า ๖ ปี เป็นเงินอุดหนุนที่มอบให้แก่ครอบครัวเด็ก ๖๐๐ บาท ต่อเดือน ซึ่งในปี ๒๕๖๘ มีจำนวนเด็กเพียง ๒,๕๐๐,๐๐๐ คน จากเด็กทั้งหมด ๔ ล้านกว่าคน ที่ได้รับจัดสรรสวัสดิการนี้ ไม่รวมถึงการสนับสนุนตัวแทนของภาคเยาวชน นั่นคือสภาเด็ก และเยาวชนแห่งประเทศไทย ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียง ๑๕๓ ล้านบาท ซึ่งสภาเด็ก และเยาวชนมีอยู่ในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นระดับตำบล ระดับอำเภอ หรือระดับจังหวัด มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ๘,๗๗๘ แห่ง หากเรานำเงินงบประมาณมาหารด้วยจำนวนสภาเด็ก และเยาวชน จะตกแห่งละ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี ในเมื่อปัจจุบันเรามีประชากรเด็กแรกเกิด ที่น้อยแล้ว เราก็ควรจะพัฒนาคุณภาพของเด็กและเยาวชนของเรา ซึ่งหน่วยงานที่สามารถ พัฒนาคุณภาพประชากรเด็กที่มีอยู่ในปัจจุบันผ่านระบบการศึกษาก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ในปี ๒๕๖๘ กระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ๑๒,๔๑๓ ล้านบาท จากงบประมาณ ทั้งหมด ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่มีงบลงทุนเพียง ๑๕,๕๓๒ ล้านบาท คิดเป็นเพียงแค่ ๔.๗๗ เปอร์เซ็นต์ แถมอัตราส่วนของรายจ่ายประจำยังอยู่ในสัดส่วนที่สูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับ งบประมาณที่นำมาพัฒนาคุณภาพของประชากรเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา งบรายจ่าย ลงทุนที่จำกัดขนาดนี้ การที่เราจะคาดหวังให้ประชากรเด็กและเยาวชนได้รับคุณภาพ การศึกษาที่ดี และเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพมาช่วยพัฒนาประเทศของเรานั้น คงเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ

ท้ายที่สุดนี้ท่านประธานครับ ไม่ว่าการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เหมาะสมที่สุดในการบริหารประเทศ ภายใต้แรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอก ผมมีความคาดหวังต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จะถูก นำมาใช้บริหารอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย ขอบคุณครับ