สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายร่างงบประมาณปี 2568 โดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเพิกเฉยต่อปัญหาของผู้ใช้แรงงาน แม้กระทรวงแรงงานจะได้รับงบประมาณที่ไม่ต่างจากปีก่อน จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งการเพิ่มค่าแรง สวัสดิการ การสร้างงานอย่างยั่งยืน และผลักดันให้กระทรวงแรงงานเปลี่ยนบทบาทเป็นเชิงรุก รวมถึงเร่งรับรองอนุสัญญาแรงงาน ILO ฉบับที่ 87 และ 98 พร้อมเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินสมทบประกันสังคมค้างชำระเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนอย่างทันท่วงที
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกลครับ ขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแล พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ Ignore ไม่สนใจความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน ที่กล่าว เช่นนี้ เพราะว่างบของกระทรวงแรงงานที่มีหน้าที่นี้โดยตรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่มีนัยสำคัญ ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นเลย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สไลด์ถัดไป ในภาพรวมของกระทรวงแรงงาน ปี ๒๕๖๘ ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น ๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ดูเหมือนว่างบเยอะ แต่เข้าไปดูรายละเอียดจริง ๆ เป็นงบของสำนักงานประกันสังคมไปแล้ว ๖๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐก็ต้องมีหน้าที่จ่ายสมทบตามกฎหมายอยู่แล้วนะครับ ส่วนงบประมาณของกระทรวงแรงงานจริง ๆ ก็มีอยู่ประมาณ ๕,๗๐๐ ล้านบาท เป็นงบ บุคลากรไปแล้ว ๓,๑๐๐ ล้านบาท เหลือพื้นที่งบประมาณให้ใช้จ่ายจริง ๆ ก็แค่ประมาณ ๒,๖๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าเป็นงบประมาณที่น้อย เมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องดูแลแรงงาน ทั้งประเทศเกือบ ๔๐ ล้านคน ทั้งในระบบและนอกระบบ ผมจึงเข้าใจครับว่าทำให้เกิดปัญหา ต่าง ๆ มากมายที่เป็นปัญหาต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ทั้งผู้ตรวจแรงงานไม่พอ เพราะบุคลากร ไม่เพียงพอ หรือโครงการที่มีอยู่ส่วนมาก ก็เป็นโครงการอบรมแบบเบี้ยหัวแตก ที่ให้แรงงาน เอาตัวรอดกันเอง ซึ่งก็ไม่สามารถเกิดการคุ้มครองแรงงานได้จริง การตรวจความปลอดภัย ในสถานประกอบการก็ทำได้ไม่เพียงพอ ปัญหาเด็กจบใหม่ตกงาน หรือคนว่างงานไม่สามารถ หางานได้ วุฒิการศึกษาที่จบมาไม่ Match กับงานที่มีอยู่ในตลาดแรงงาน ไปจนถึงปัญหา ค่าแรงขั้นต่ำเจ้าปัญหาที่เราถกเถียงกันบ่อยครั้งมาก เรื่องเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการขาด งบประมาณ แม้แต่สำนักงานประกันสังคมที่ดูเหมือนว่าจะมีงบประมาณสูงที่สุด คือ ๖๒,๐๐๐ ล้านบาท จากคำขอก่อนหน้าที่ขอไปที่สำนักงบประมาณอยู่ที่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ตาม เข้าใจครับ เหตุผลที่สำนักงานประกันสังคมต้องยื่นของบประมาณจำนวนนั้น ไป เพราะตอนนี้ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของสำนักงานประกันสังคม คือเรากำลังอยู่ในสังคม ผู้สูงวัย การที่ประกันสังคมจะดูแลผู้ประกันตนได้ดีขึ้น มากขึ้น ก็ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น แล้วสำนักงานประกันสังคมเองก็ไม่ได้ขอมั่ว ๆ ซั่ว ๆ นะครับ ความจริงคือวันนี้รัฐบาลกำลัง ติดหนี้ประกันสังคมอยู่ ๖๖,๙๐๐ ล้านบาท ซึ่งในปี ๒๕๖๘ นี้ รัฐก็ใช้หนี้ประกันสังคมมาแค่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท หนี้ที่รัฐบาลติด หรือศัพท์เทคนิคคือเงินที่รัฐบาลค้างสมทบนั้นทำอะไร ได้เยอะนะครับ ไปลงทุนให้ได้ Return มาสัก ๗ เปอร์เซ็นต์ นี่ก็ ๕,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ถ้าท่านไม่สามารถชำระหนี้เกือบ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ได้ พอเข้าใจครับ แต่ชำระคืนเรื่อย ๆ บ้างครับ หรืออย่างน้อยให้เงินก้อนนี้สามารถงอกเงยได้ ก็ควรจะชำระดอกเบี้ยสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังดี ๕ เปอร์เซ็นต์ ๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ๓,๐๐๐ ล้านบาทนี่เพิ่มสิทธิ ประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนได้เยอะนะครับ รัฐในฐานะลูกหนี้เอง ควรจะจ่ายค่าเสียโอกาส ให้กับผู้ประกันตนคืนมาบ้าง ให้กองทุนได้เติบโต ไม่ใช่มัวแต่พูดกันว่ากองทุนจะเจ๊ง กองทุน จะเจ๊ง พูดจนไม่มีใครอยากส่งประกันสังคมแล้วนะครับ ช่วยได้เยอะถ้ารัฐบาลจ่ายหนี้คืนมา หรือก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เงินของกองทุนได้เติบโตบ้าง นี่คือเงินของผู้ประกันตนนะครับ ไม่ใช่เงินของรัฐบาล คนที่กำลังทำให้ผู้ประกันตน ๒๔ ล้านคน อยู่ในความเสี่ยงก็คือพวกท่าน ที่กำลังเบี้ยวหนี้อยู่นี่ละครับ ทีเวลานายจ้างหรือผู้ประกันตนไม่จ่ายเงินสมทบ มีมาตรการ ต่าง ๆ มาเอาผิด มีค่าปรับดอกเบี้ย ทีรัฐค้างจ่ายไม่มีอะไรเลยครับ นี่รัฐกำลังเอาเปรียบ คนนับล้านนะครับ ในส่วนงบประมาณนอกจากจะไม่เพียงพอจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในโลก ทั้ง Digital Transformation การเมืองโลก ภูมิรัฐศาสตร์ การเคลื่อนย้ายทุนและ แหล่งผลิต ผมเห็นว่ากระทรวงแรงงานจะต้องมีการปฏิรูปใหม่ทั้งระบบ ไม่เพียงแต่ด้าน งบประมาณเท่านั้น ก็น่าเห็นใจผู้ใช้แรงงานที่เป็นผู้สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ แต่กระทรวง แรงงานที่เป็นคนดูแลแรงงานทั้งประเทศกลับไม่ถูกมองว่าเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ ถึงวันนี้ กระทรวงแรงงานต้องเป็นกระทรวงเศรษฐกิจได้แล้วครับ ต้องถูกให้ความสนใจมากกว่านี้ พันธกิจ ภารกิจ ต้องเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระดับประเทศ เพื่อดึงเม็ดเงินเข้ามามากขึ้น และแน่นอนต้องดูแลแรงงานให้ดีขึ้น เราต้องกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ครับว่า หน้าที่หลักของ กระทรวงแรงงานควรจะมีหน้าตาอย่างไร เราจึงสามารถตอบคำถามต่อไปได้ถูกครับว่า กระทรวงแรงงานควรจะทำอะไร สำหรับผมกระทรวงแรงงานควรทำ ๓ อย่างนี้ สร้างงานที่ดี ค่าแรงที่ดี สวัสดิการที่ดี ถ้าเราตั้งโจทย์แบบนี้ คำถามคือ แล้วเราจะไปถึงเป้าหมาย ๓ อย่างนี้ ได้อย่างไร ปัญหาใหญ่ของกระทรวงแรงงานในทุกวันนี้ คือการทำงานที่เป็นการทำงานเชิงรับ มากเกินไป เช่น รอให้คนมาหาเพื่อหางาน รอให้คนมีเรื่องปัญหาแล้วมาร้องเรียน รอให้เกิด อุปสงค์จึงสร้างอุปทาน ทั้งที่ในปัจจุบันและในอนาคต เรื่องแรงงานเป็นเรื่องใหญ่ กระทรวง แรงงานจะต้องเปลี่ยนไป ต้องมีความสำคัญมากขึ้น ต้องปรับวิธีการทำงาน จากตั้งรับมา ทำงานเชิงรุกมากขึ้น จากที่คอยให้มีอุปสงค์จึงสร้างอุปทาน ต้องมาเป็นผู้สร้างอุปสงค์ครับ แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับโจทย์ ๓ ข้ออย่างไร ผมอยากชวนมาดูอย่างนี้นะครับ การทำงาน เชิงรุกทำอย่างไรบ้าง ในโจทย์การสร้างงานที่ดีมีอยู่ ๒ ส่วนด้วยกันครับ ส่วนแรกสำหรับคน ว่างงาน เด็กจบใหม่ต่าง ๆ รวมถึงคนที่อาจจะต้องการเปลี่ยนงาน เพื่อหาความท้าทายใหม่ ๆ หรือพูดง่าย ๆ คือลูกค้าของกรมจัดหางาน ต้องมีการจัดหางานในรูปแบบใหม่ ๆ คือต้องมี ระบบ Matching งานที่ดีขึ้นครับ เราต้องจัดสิ่งที่เรียกว่า Job Fair หรือ Job Expo ให้ น้อยลง แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปคือระบบในการ Matching งานให้เหมาะสมกับศักยภาพของ คน แล้วไม่ใช่แค่ดูสภาพของตลาดแรงงานปัจจุบันนะครับ แต่ต้องมีหน้าที่ในการวิเคราะห์ คาดการณ์ความต้องการแรงงานในอนาคตที่จะเกิดขึ้น อาจต้องบูรณาการร่วมกันทั้ง กระทรวง อว. อุตสาหกรรม รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อคาดการณ์ตลาดแรงงานใหม่ ทั้งหมด เพื่อจะให้ อว. หรือกระทรวงศึกษาจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมกับงานในอนาคตมาก ขึ้นนะครับ นอกจากในส่วนของคนที่จะเปลี่ยนงานหรือตกงานแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ต้องทำ คือคาดการณ์สถานการณ์แรงงานที่มีความเสี่ยงอยู่ในปัจจุบันครับ ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม เรากำลังเห็นว่าอุตสาหกรรมจำนวนมาก ในประเทศไทยที่เติบโตช้าลง ไปจนถึงค่อย ๆ ตายไป ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือยานยนต์ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดวิกฤติการณ์แรงงานขึ้นอย่างรุนแรงครับ หากเรา ไม่มีการเตรียมพร้อม จะต้องมีบางธุรกิจที่ตายไป หรือบางธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนผ่าน ทำให้ต้อง มีแรงงานบางส่วนอาจจะตกงาน ถ้าเราไม่ปรับตัว คำถามคือแล้วเราจะช่วยให้แรงงานเหล่านี้ ปรับตัวได้อย่างไร แน่นอนครับ เราต้องมีการ Upskill Reskill แต่คำถามคือ Skill ที่เราจะ Up หรือ Re ให้ผู้ใช้แรงงานนั้น เหมาะสมกับเขาหรือไม่ แล้วจะทำอย่างไรให้เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น วันนี้เราพูดกันมากครับว่าเราจะส่งเสริมอุตสาหกรรม Soft Power อุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่เราจะให้คนที่เคยเย็บผ้าในโรงงานทั้งชีวิตมา ๒๐-๓๐ ปี ไปเป็น Guide tour เลยมันก็ไม่ได้ครับ ความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะครับ คำถาม คือเราจะมีอุตสาหกรรมด้านไหนบ้างที่จะ Transfer แรงงานเหล่านี้ออกไป เราจะเปลี่ยนจาก โรงงานเย็บผ้าราคาถูกมาเป็นโรงงานเย็บผ้า High end ได้ไหม ใช้ Skill ที่สูงขึ้น จากแค่ เย็บผ้าโหลมาเป็นเย็บกระเป๋าราคาแพง แล้วกระจายของเหล่านี้ไปสู่ท้องถิ่น จากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป เราจะ Transform ไปเป็น EV ได้หรือไม่ ทุกวันนี้ไม่ใช่เรา ไม่ทำนะครับ เข้าใจว่าทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็พยายามที่จะมีการฝึกฝีมือในแรงงาน อุตสาหกรรม EV มากขึ้น แต่ที่ผมเสนอครับ เราต้องมีการคาดการณ์สถานการณ์แรงงาน อย่างเป็นระบบ เราต้องตั้งคำถามแล้วครับว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้ มีสิทธิที่จะย้ายฐาน การผลิตมาที่ไทยบ้างไหม ผมเข้าใจกระทรวงแรงงานครับว่า ทุกวันนี้ก็พยายามจะฝึกฝีมือ แรงงานแบบใหม่ ๆ ให้เข้าสู่อุตสาหกรรมในศตวรรษที่ ๒๑ แต่การทำงานแบบนี้อยู่บนฐาน การหวังว่าจะมีการลงทุนเหล่านี้เข้ามา ทั้งที่เราไม่ทราบเลยครับว่าจะมีการลงทุนเหล่านี้ เข้ามาจริง ๆ หรือไม่ มากน้อยขนาดไหน และมากไปกว่านั้นครับ เราจะทำอย่างไรไม่ให้ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ย้ายฐานการผลิตออกไปจากไทยด้วย เราพูดกันมากเหลือเกินครับว่า รัฐบาลจะดึงการลงทุนจากต่างชาติเข้ามา เมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรีก็เพิ่งพูดเรื่องจะมุ่งสู่ Cloud Center จะดึงการลงทุนเหล่านี้เข้ามานะครับ ผมไม่รู้หรอกครับว่าจะมาได้จริงไหม แต่ส่วนมากพอมาไม่ได้สังคมก็จะโทษใครครับ โทษแรงงานครับ ว่าแรงงานไทยค่าแรงแพง ท่านประธานครับ ผมได้ยินทีไรตลกทุกทีครับ คำถามคือ วันนี้แล้วเขาออกไปลงทุนที่ไหน มาเลเซียบ้าง อินโดนีเซียบ้าง ๒ ประเทศนี้ค่าแรงสูงกว่าเรา แล้วทำไมเขาไป โจทย์มันจึง ไม่ใช่แค่เรื่องค่าแรงนะครับ แต่ไปดูต้นทุนอื่นสิครับ ค่าไฟประเทศเหล่านี้ถูกกว่าไทย เป็นเท่าตัว แล้วอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะแบบนี้ เขาจะมาไหมล่ะครับประเทศไทย ทั้งที่เรามีกำลังไฟฟ้าสำรองเท่าไร ทำให้ค่าไฟถูกได้ แต่ก็ไม่ทำครับ นั่นละครับ อีกปัญหา ที่สำคัญครับ คือกระทรวงแรงงานไม่ได้ทำงานเชิงรุกเพื่อคาดเดาอุปสงค์แรงงานและพัฒนา ฝีมือแรงงานให้มียุทธศาสตร์ แรงงานของเราพร้อมรับอุตสาหกรรมที่ตามทันโลกได้ เพื่อกระตุ้นนักลงทุนจากต่างประเทศ จนปัจจุบันประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่น่าสนใจสำหรับ นักลงทุนแล้ว แล้วก็ต้องสู้บนฐานของค่าแรงขั้นต่ำ ให้แรงงานไทยถูกกดแบกประเทศ ย้อนหลังแอ่นรากเลือดแบบนี้ ดังนั้น เราต้องมีสถาบันที่คอยคิดวิจัยเรื่องเหล่านี้อยู่ใน กระทรวงแรงงาน ต้องเตรียมหางานให้กับอุตสาหกรรมที่ต้อง Transfer หรือ Down for ด้วย เพื่อที่จะเป็นฐานให้กับการพัฒนาฝีมือแรงงานต่อไป ซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมอยากจะให้ทาง กระทรวงแรงงานรวมเข้าไปอยู่ในโครงการที่สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานยื่นเสนอเข้ามา จำนวน ๔ โครงการครับ คือ ๑. โครงการพัฒนาฐานข้อมูลแรงงานอัจฉริยะ แล้วบูรณาการ ข้อมูลแรงงาน ๒. โครงการบูรณาการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเศรษฐกิจแรงงาน เพื่อการวิเคราะห์และพยากรณ์ภาวะแรงงาน ๓. โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการ ทรัพยากรบุคคล กระทรวงแรงงาน และ ๔. โครงการจัดทำระบบข้อมูลประกอบ การพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งหมดใช้งบประมาณ ๑๑๙ ล้านบาท หรือพูดง่าย ๆ ว่า ๔ โครงการนี้ คือโครงการที่จะสร้าง Database ด้านแรงงานขึ้นมา แต่ผมไม่ได้อยากเห็น การสร้างแต่ฐานข้อมูลนะครับ แต่เราต้องนำมาวิเคราะห์ พิจารณา และพยากรณ์สถานการณ์ ด้านแรงงานอย่างครบวงจร แล้วนำไปสู่การสร้างแผนที่มีตัวชี้วัดจับต้องได้ คนทำงานต้องมี งานที่ดีทำได้จริง โดยเฉพาะโครงการที่ ๔ คือระบบพัฒนาข้อมูลประกอบพิจารณากำหนด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ผมเห็นด้วยกับโครงการนี้มากครับ ถ้าเราสามารถกำหนดสูตรค่าแรง ที่เป็นธรรมได้จริง โดยที่เราไม่ต้องถกเถียงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำอีก แล้วขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แรงงาน โดยที่แรงงานไม่ต้องแบกประเทศนี้บนการแข่งขันเรื่องค่าแรงถูกอีก เพื่อตอบโจทย์ ต่าง ๆ ที่ผมอภิปรายมาก่อนหน้านะครับ ต่อมาคือการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่ทำงานอยู่บน งบประมาณที่จำกัด และงบประมาณที่จำกัดเช่นนี้ก็ทำให้อะไรต่าง ๆ ทำได้ไม่มากพอ ถ้าเรา มาดูทั้งตัวชี้วัดและผลสัมฤทธิ์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะพบว่าแต่ละ โครงการที่ตั้งมาดูแลคนได้น้อยมาก แล้วถ้าไปดูในรายละเอียดจะพบว่าไปไม่ถึงเป้าหมาย ด้วยซ้ำ เช่น โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ใช้งบประมาณ ๒๒ ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ตั้งแต่ ๒๕๕๙-๒๕๗๑ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๒๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาตั้งเป้าว่าจะมีแรงงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับการส่งเสริมและกำกับดูแล ให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ๓๖,๐๐๐ คน แต่ทำได้จริง ๑๘,๐๐๐ คน เกินครึ่งไปแค่ นิดเดียวครับ แล้วปีนี้ตั้งมา ๔๑,๘๐๐ คน จะไปถึงเป้าหมายได้ไหมครับ มากไปกว่านั้น โครงการลักษณะ แบบนี้เป็นโครงการจัดอบรม งบประมาณจำนวนมากก็เป็นงบจัดอบรม ค่าเบี้ยเลี้ยง ที่พัก ยานพาหนะรวม ๆ กันเกือบ ๒๐ ล้านบาท เพื่อจัดอบรมคน ๓๖,๐๐๐ คน แต่ยังทำได้ ครึ่งเดียวเองครับ แล้วถ้าดูทั้งกรมจะเห็นเลยว่าแทบทุกโครงการไปไม่ถึงเป้าหมายเลย ส่วนมากเกินครึ่งมานิดเดียว มีแค่โครงการเดียว คือโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยศูนย์เด็กเล็ก ที่เกือบจะถึงเป้าหมายแล้ว อีกจำนวนหนึ่งไม่มีผลออกมาเลยครับว่าถึงเป้าหมายหรือไม่ โดยปีนี้ ๒๕๖๘ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานของบมาทั้งสิ้น ๓๕๔ ล้านบาท ซึ่งต่อให้ อนุมานเลยว่าทำตามเป้าหมายได้ครบ จะดูแลแรงงานได้ทั้งหมด ๒,๒๙๐,๐๐๐ คน จากผู้มีงานทำ ๓๙ ล้านคน ซึ่งดูแลได้แค่ ๕.๙ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งประเทศ นี่คือตัวอย่างของการ Ignore แรงงาน จะดูแลและคุ้มครองได้จริงได้อย่างไร เห็นว่าวันนี้ การที่จะดูแลแรงงานทั้งประเทศได้ โจทย์ที่ไม่ต้องเพิ่มงบประมาณอย่างมากมายมหาศาล คือการสนับสนุนให้มีสหภาพแรงงาน ให้แรงงานได้ดูแลกันเอง ร่วมกันต่อรองกับนายจ้าง และสร้างการมีส่วนร่วม นี่คือสิ่งที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะต้องทำ เพื่อดูแล คนได้อย่างทั่วถึง โดยใช้งบประมาณจำกัด เราสามารถจัดอบรมให้แรงงานเข้าถึงสิทธิตาม กฎหมายเพิ่มขึ้นได้ สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และใช้ตัวชี้วัดคือจำนวนสหภาพ ก็ได้ ส่วนตัวชี้วัดเชิงคุณภาพก็เป็นสหภาพที่ยัง Active อยู่ก็ได้ ซึ่งวิธีการแบบนี้ทำในหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ หรือสวีเดน ที่มีเกี่ยวกับการอบรมการให้คำแนะนำการตั้งสหภาพ แรงงานอยู่ด้วยเช่นกัน หลายคนก็ถามครับว่าสหภาพแรงงานจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ง่าย ๆ ครับ สหภาพแรงงานเป็นการ Empower ให้กับแรงงาน เป็นกลไกสำคัญให้แรงงาน สามารถเรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรมได้ เรียกร้องสวัสดิการที่ดีได้ ทุกท่านสังเกตได้เลยนะครับ ว่ายิ่งบริษัทไหนที่มีสหภาพ บริษัทนั้นมักจะมีค่าจ้างและสวัสดิการที่ดีกว่าบริษัทที่ไม่มี สหภาพ รวมไปถึงประสิทธิภาพการทำงานและความปลอดภัยในที่ทำงานด้วย ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้เพราะตัวสหภาพแรงงานช่วยสร้างพื้นที่สื่อสารระหว่างคนทำงานและคนจ้างงาน ให้เกิดการตกลงพูดคุยถึงปัญหาในการทำงาน รวมทั้งในส่วนกลไกของผู้ตรวจแรงงานและ ผู้ตรวจความปลอดภัยที่มีงบประมาณในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสถาบัน ส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมกันประมาณ ๑๙๐ ล้านบาท ซึ่งหากจะตรวจเชิงรุกให้ทั่วถึงทั้งประเทศก็ไม่พอครับ ต้องเพิ่มการจัดตั้ง สหภาพแรงงาน เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ขับเคลื่อนองค์กร ให้เดินไปข้างหน้า ซึ่งตรงนี้ช่วยเรื่องความปลอดภัย เรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรมได้ ไม่ต้องมานั่ง เถียงกันว่าค่าจ้างจะเป็นเท่าไร แล้วถ้ามีกลไกสหภาพที่เข้มแข็ง เราไม่ต้องเสียเวลามาคุย เรื่องนี้ด้วยซ้ำ ในยุโรปเองประเทศที่มีอัตราคนเข้าสหภาพแรงงานสูง ๆ บางประเทศไม่มี ผู้ตรวจแรงงาน ผู้ตรวจความปลอดภัย เพราะใช้กลไกสหภาพทำงานแทนได้ แล้วเรื่องปกป้อง สิทธิ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการมีสหภาพแรงงานมีโอกาสปกป้องสิทธิคนทำงานมากกว่า ข่าวการปิดโรงงานต่าง ๆ บริษัทที่เป็นปัญหาลอยแพลูกจ้าง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ไม่มี สหภาพ บริษัทที่มีสหภาพแม้ปิดกิจการ ก็น้อยที่จะเกิดปัญหาลอยแพแบบที่เห็นกันในข่าว เพราะจะมีการพูดคุยตกลงต่อรองกันระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างมาก่อนหน้านั้น แล้วถ้ามี การกลั่นแกล้งการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ในสถานประกอบการที่มีสหภาพ สหภาพสามารถ เข้าไปปกป้องสิทธิคนทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องไปถึงผู้ตรวจแรงงานด้วยซ้ำ เร็วกว่า ประหยัด กว่า เพราะฉะนั้นต้องยกเครื่องกระทรวงแรงงานใหม่ ให้ทำงานเชิงรุกได้มากขึ้น ถ้ามีสหภาพ แรงงานทั่วถึง อย่างที่บอกครับ สมาชิกสหภาพแรงงานสูง ๆ อย่างในประเทศยุโรป ไม่จำเป็นต้องมีกลไกที่ว่าผู้ตรวจแรงงานหรือผู้ตรวจความปลอดภัยด้วยซ้ำ สหภาพสามารถ ทำหน้าที่เหล่านี้แทนได้
ขอสรุปอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ปัญหาที่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลก่อน ๆ เพิกเฉย หรือ Ignore ปัญหาด้านแรงงาน สะท้อนผ่านการจัดสรร งบประมาณแบบเชิงรับที่เหมือนเดิมทุกปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่จะยกระดับให้แรงงาน มีงานที่ดี มีค่าแรงที่ดี และมีสวัสดิการที่ดีได้เลย งบประมาณที่ได้มานั้น ก็ทำได้แค่โครงการ เบี้ยหัวแตก ไม่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตแรงงานดีขึ้น และได้รับการคุ้มครองในการทำงาน อย่างเหมาะสมได้เลย รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับกระทรวงแรงงานมากกว่านี้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง การทบทวนตัวชี้วัดโครงการงบประมาณที่หน่วยงานภายใต้กระทรวงแรงงานได้รับ จัดสรร ฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้เป็นผู้ที่ริเริ่มเปลี่ยนบทบาทของ กระทรวงแรงงาน โดยท่านต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบายให้ทำงานเชิงรุก อย่ารอให้ ข้าราชการไปคิดแล้วเสนอท่าน ท่านต้องเป็นคนคิดและสั่งให้ข้าราชการทำนะครับ ผู้ใช้แรงงานเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากท่าน Ignore ผู้ใช้แรงงาน วิสัยทัศน์ Ignite Thailand ของท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถบรรลุผลได้เลย ครับ อย่างนี้เจ๊งครับ เจ๊งทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
สุดท้ายอยากฝากถึงรัฐบาลและกระทรวงแรงงานครับ เริ่มสิ่งนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องรองบประมาณ คือการลงนามให้สัตยาบัน ILO ฉบับที่ ๘๗ ฉบับที่ ๙๘ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับรองสิทธิในการรวมกลุ่มและต่อรอง เพื่อบันไดขั้นแรกสู่การสร้าง บรรยากาศในการขยายการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และอยากฝากถึงสำนักงบประมาณ ในปี ๒๕๖๙ ท่านจัดสรรงบประมาณใช้หนี้ค้างสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมที่เหลืออยู่ ให้หมดนะครับ หรือถ้าจะจ่ายไม่หมด จ่ายดอกเบี้ยด้วยครับ ให้สำนักงานประกันสังคม ได้นำไปใช้ไปลงทุน ไปขยายสิทธิให้ผู้ประกันตน อย่าเบียดบังเงินและผลประโยชน์ที่จะงอก เงยจากเงินก้อนนั้นของผู้ประกันตนทุกคนแบบนี้ครับ ขอบคุณครับ