กิตติภณ ชี้งบสวัสดิการไม่พอ ผลักดันอปท.ดูแลผู้พิการ-สูงวัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

กิตติภณ ปานพรหมมาศ อภิปรายร่างงบประมาณปี 2568 โดยเน้นความจำเป็นในการจัดสวัสดิการที่เพียงพอและเป็นธรรมสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้เปราะบาง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เพียงพอของงบประมาณที่จัดสรร ทั้งในด้านเงินอุดหนุน กายอุปกรณ์ บริการดูแล และการเข้าถึงเทคโนโลยี รวมถึงการที่นโยบายยังมองสวัสดิการเป็นการสงเคราะห์มากกว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง จึงเรียกร้องให้ปรับแนวทางการจัดสรรงบประมาณให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการจริง และกระจายอำนาจไปยัง อปท. เพื่อให้การสนับสนุนเกิดประสิทธิภาพ ใกล้ชิด และยั่งยืนมากขึ้น

นายกิตติภณ ปานพรหมมาศ นครปฐม

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม กิตติภณ ปานพรหมมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๔ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมจะขออภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ในส่วนของ การจัดสวัสดิการสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้เปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าภาพหลักที่ดูแลเรื่องนี้ ท่านประธานครับ เมื่อเราพูดถึงการจัดสวัสดิการสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้เปราะบาง เป้าหมายที่ควรจะเป็นคือทำให้พวกเขากลุ่มนี้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ หรือ Independent Living ลดอุปสรรคในการใช้ชีวิต ลดอุปสรรคทางสังคม และอำนวย ความสะดวกให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในแบบที่ไปลดทอน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ครับ ซึ่งทุกวันนี้มีหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเกาหลี หรือประเทศญี่ปุ่นก็สนับสนุนแนวคิดนี้ โดยรัฐมีหน้าที่จะอุดหนุนสวัสดิการในแต่ละด้าน ให้เพียงพอ ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลไทยก็ควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายนี้เช่นกัน ท่านประธานครับ การจัดสวัสดิการให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างอิสระนั้น ที่จริงแล้วรัฐบาลควรแบ่ง การจัดสรรเป็น ๒ รูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพครับ คือ

๑. การเพิ่มเงินอุดหนุนที่เป็นเงินโดยตรง เพื่อช่วยเหลือต้นทุนในการดำรงชีพ ของกลุ่มผู้เปราะบาง ผู้พิการ ที่มีภาระที่สูงกว่าคนทั่วไป ทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ หรือการเดินทาง เป็นต้น

๒. เพิ่มการอุดหนุนสวัสดิการในส่วนที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การจัดหา กายอุปกรณ์ที่จำเป็น บริการพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงการจัดหาผู้ดูแล และไปจนถึงการปรับปรุง ที่อยู่อาศัย แต่เมื่อผมได้เห็นการจัดสรรงบประมาณของ พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว ก็พบว่าสวัสดิการ ที่จัดสรรในงบประมาณส่วนนี้นั้น มีอยู่อย่างจำกัดจริง ๆ และวิกฤติเป็นอย่างมาก ไม่เพียงพอ ไม่ถ้วนหน้า และที่สำคัญที่สุด คือการสะท้อนแนวคิดของรัฐที่ยังมองการจัดสวัสดิการ เป็นเพียงการจัดสังคมสงเคราะห์ให้ผู้อนาถา มากกว่าการตั้งเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพ ชีวิตของผู้ที่มีอุปสรรคจริง ๆ ผมขอเริ่มจากสวัสดิการประเภทเงินอุดหนุนโดยตรงก่อน ส่วนนี้ รัฐบาลรับรู้มาตลอดว่าเงินส่วนนี้ไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุก ๆ ปี แต่รัฐบาล ก็รับปากกับภาคประชาชน ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของกระบวนการประชาชน เพื่อสังคมที่เป็นธรรมหรือ P-Move ขึ้นมาที่มีอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเพื่อเพิ่มสวัสดิการ ให้กลุ่มเปราะบาง โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็มีมติจากคณะกรรมการที่มีรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน เห็นชอบว่าจะเพิ่มสวัสดิการของกลุ่มผู้เปราะบาง ทั้งเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุถ้วนหน้าเป็น ๑,๐๐๐ บาท และเบี้ยคนพิการจาก ๘๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ บาท เช่นกัน แต่แม้มติจะออกมาแล้ว แล้วในร่างงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้ ผมกลับยังไม่เห็นการเพิ่มขึ้นของ งบประมาณสวัสดิการถ้วนหน้าตามที่สัญญาไว้เลย ไม่มีแม้แต่คำขอของหน่วยงานด้วยซ้ำ แล้วอะไรคือความหมายจากมติของคณะกรรมการครับท่านประธาน ทั้งนี้ แม้ในส่วนของ สวัสดิการตัวเงินจะไม่เพิ่มขึ้น แต่อย่างน้อยผมก็คาดหวังว่าสวัสดิการในส่วนอื่น ๆ ที่จะช่วย ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการและผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น แต่ดูแล้วก็คงจะไม่ใช่

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประเด็นงบประมาณของผู้พิการ จากข้อมูลการสำรวจผู้พิการในปี ๒๕๖๖ ปัจจุบันประเทศไทยเรามีผู้พิการกว่า ๔.๒ ล้านคน และหนึ่งในจำนวนนั้นมีผู้พิการที่มีระดับความยากจนและต้องรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงผู้ดูแล กายอุปกรณ์ รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพ อย่างเช่น การมีงาน ทำกว่า ๑.๕๔ ล้านคน อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมอยากชวนคนในสังคมมองปัญหาของ ผู้พิการแบบนี้ครับ ในขณะที่พวกเราให้กำลังใจผู้พิการเพื่อลุกขึ้นต่อสู้กับความพิการ แล้วมอง กลับมาดูว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในปี ๒๕๖๘ นี้มีมายาคติอย่างไรกันกับผู้พิการ เพราะสุดท้ายแล้วงบปี ๒๕๖๘ นี้ ก็ไม่ได้มีงบประมาณที่มากเพียงพอที่จะอุดหนุนได้อย่าง เพียงพอต่อความต้องการของผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็นงบอุดหนุนโครงการส่งเสริมสวัสดิภาพและ ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิคนพิการ ที่เป็นเงินอุดหนุนประเภทบริการที่จำเป็น เช่น ล่ามภาษามือ กายอุปกรณ์ รวมถึงผู้ช่วยคนพิการ แม้ในปี ๒๕๖๘ จะเพิ่มขึ้น แต่เพราะว่าปี ๒๕๖๗ นั้น ถูกปรับลดลงกว่าร้อยละ ๓๓ เกือบทุกรายการ นั่นก็แปลว่างบที่เพิ่มขึ้นมา ก็อยู่ในระดับ เดียวกับปีเดิม ๆ ปีก่อน ๆ คือได้รับจัดสรรตามสภาพเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับความ เป็นจริงของผู้พิการเลย แล้วท่านจะลดอุปสรรคในชีวิตของผู้พิการได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นงบ ล่ามภาษามือที่ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา เคยออกมาชี้แจงไว้ว่า ประเทศไทยเรากำลัง เจอกับวิกฤติขาดแคลนล่ามภาษามือ ซึ่งผมก็ไปดูสถิติ เรามีผู้พิการทางการได้ยินมากกว่า ๔๒๐,๐๐๐ คน ถ้าเป็นอย่างนั้น รัฐมนตรีเคยบอกว่าบริการที่เหมาะสม คือ ๑ ต่อ ๑๐ หากมี การตั้งเป้าหมายแบบนั้น เท่ากับว่าเราต้องมีล่ามภาษามือกว่า ๔๒,๐๐๐ คน แต่ปัจจุบันเรามีเพียง ๑๗๘ คนเท่านั้น หรือถ้าไม่มีการเพิ่มสัดส่วนของล่ามภาษามือ อย่างน้อยเราก็ควรจะมุ่งเน้น การพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อลดอุปสรรคในการสื่อสารของล่ามภาษามือ เพื่อลดสัดส่วนล่าม ภาษามือได้ แต่งบประมาณที่จัดมาที่ท่านพูดว่าจะมีการพัฒนาล่ามภาษามือ AI หรือการใช้ เทคโนโลยีมาทดแทนตามที่ท่านพูด ก็ยังไม่มีครับ และจากการจัดงบประมาณในปีที่ผ่านมา คือ ๑.๘ ล้านบาท สำหรับล่ามภาษามือ ก็นับว่ารัฐบาลไม่ได้มีความใส่ใจในการแก้ปัญหา เรื่องนี้แม้แต่น้อย ผมขอยกเรื่องเทคโนโลยีเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อผู้พิการเลย จากข่าวล่าสุดครับท่านประธาน คนตาบอดไม่สามารถจองสลากผ่าน Application เป๋าตังได้ เพราะตัว Application ก่อนกดยืนยันคำสั่งซื้อจะต้องมี Jigsaw ให้ใช้นิ้วลาก ตลกร้ายครับ ท่านประธาน คนตาบอดที่ไหนจะทำได้ครับ เหตุผลนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ได้มีระบบ เทคโนโลยีมาเพื่อรองรับผู้พิการอย่างชัดเจน ดังนั้นก็คงดีหากรัฐมีงบประมาณที่สนับสนุน งบประมาณส่วนนี้อย่างเพียงพอ

ในประเด็นต่อมาผู้ช่วยคนพิการที่รัฐบาลชุดนี้มีการให้งบประมาณเพียง ๖.๔ ล้านบาท เมื่อเทียบกับความต้องการแล้วที่มีความต้องการกว่า ๒.๔ แสนคน ไม่เพียงพอต่อความต้องการแน่นอนครับ เพราะเรื่องนี้จำเป็นจริง ๆ คนพิการจำเป็นต้องไป โรงพยาบาล ไปติดต่อสถานที่ราชการ เราจะช่วยเหลือผู้พิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้อย่างไร

และในส่วนของกายอุปกรณ์ ปีนี้ได้รับจัดสรรมา ๔.๗ ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วน ของงบสนับสนุนบริการคนพิการ แต่ก็ยังมีผู้ตกหล่นที่ไม่ได้รับกายอุปกรณ์กว่า ๖.๙ แสนราย ต้องการกายอุปกรณ์ที่หลากหลาย แต่ไหนละครับ การจัดสรรงบประมาณเพื่อจุดนี้ หรือถ้า อยู่ในงบของ สปสช. ก็ช่วยชี้แจงทีว่ามันครอบคลุมจริงหรือไม่ และที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง เมื่อผมเข้าไปดูเว็บไซต์ของกระทรวง พม. ในหมวดสิทธิ สวัสดิการ หมวดเครื่องช่วยคนพิการ ผมกลับเห็นเพียงข้อมูลการขอบริจาค เป็นเงื่อนไข และวิธีการการขอรับกายอุปกรณ์ ท่านประธานครับ หากท่านลองคิดดูว่าตัวท่านเอง หรือมี ญาติพี่น้องที่ต้องการความช่วยเหลือเข้ามาดูจะรู้สึกอย่างไร ที่หน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ ในการดูแล หรือให้คำแนะนำ กลับมาขอการสงเคราะห์อุปกรณ์จากเราแทน มันแปลกไหม ครับท่านประธาน

ต่อมาในส่วนของการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ทั้ง ๒ โครงการนี้ ก็ยังคงตั้งมาไม่เพียงพอและไม่ตรงจุดเป็นอย่างยิ่ง เงินอุดหนุนปรับ สภาพแวดล้อมสำหรับผู้พิการ ได้รับจัดสรรอยู่ที่ ๑๖๒ ล้านบาท โดยเป้าหมายคือ ๑๕,๐๐๐ ราย หารแล้วจะตกเพียง ๑๐,๐๐๐ บาทต่อหลังเท่านั้น แต่ในความจริงในทางปฏิบัติ พม. จะซ่อมแซมให้หลังละ ๔๐,๐๐๐ บาท ก็เท่ากับว่ากลุ่มเป้าหมายจะลดลงเหลือเพียง ๔,๐๐๐ คนเท่านั้น ทั้งที่ความจริงตัวเลขในความต้องการมีอยู่ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ราย ทำกี่ปี ถึงจะเพียงพอ ในส่วนของงบผู้สูงอายุก็เช่นกัน ได้รับจัดสรรเป้าหมายอยู่ที่ ๑๓,๐๐๐ ราย จากความต้องการจริงกว่า ๑ ล้านราย แล้วจากงบประมาณซ่อมแซมทั้ง ๒ โครงการนี้ ก็เลยมีคำถามว่ากระทรวง พม. นั้น นำตัวเลขชี้วัดมาจากที่ใดครับ วัดจากงบประมาณที่ใช้ ทั้งก้อน หรือว่าคิดจากกลุ่มเป้าหมายที่ควรจะเป็นกันแน่ นี่ยังไม่นับว่างบประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท ที่มันน้อยเหลือเกิน ของทั้งผู้พิการและผู้สูงอายุที่ไม่เพียงพอ ทุกวันนี้ อปท. หลายแห่ง รับงบประมาณไป ค่าวัสดุก็ไม่เพียงพอ ระเบียบก็ให้ตั้งค่าแรงไว้ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายตั้งกันจริง ๑๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง หรือทำกันเอง ทำฟรีไปเลย เพราะงบมันไม่เพียงพอ และล่าสุดรัฐมนตรีก็มีความเห็นว่าจะผลักดันเพดานเป็น ๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผมก็เคยอภิปราย ให้ความเห็นไว้ในงบประมาณปี ๒๕๖๗ เช่นกัน แต่มันจะมากี่โมงครับ แล้วแนวคิดนี้จะตอบ โจทย์สักแค่ไหนกันเชียว เพราะถึงงบประมาณจะเพิ่มขึ้น แต่หลักเกณฑ์ก็ยังมีอุปสรรคครับ เพราะว่าผู้เปราะบางจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือเป็นเจ้าของนั่นเอง อย่างนั้นมันจะเป็น ความจริงได้อย่างไรครับ เพราะเอาเข้าจริงแล้วกลุ่มผู้เปราะบางก็ล้วนไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดิน ดังนั้นควรจะมีหลักเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นหรือไม่ อย่างเช่น คนยากจนอยู่ในพื้นที่นั้น เป็นเวลานาน อปท. ก็รับรู้เรื่องนี้ดี สามารถเข้าไปปรับปรุงที่อยู่อาศัยได้จะดีกว่าไหม โครงการนี้จึงควรให้ อปท. นำเสนอความต้องการให้สะท้อนกับความเป็นจริง ให้งบประมาณ ซ่อมแซมแต่ละหลังอย่างไม่เท่ากัน แล้วผมคาดหวังว่าจะเห็นการปรับปรุงโครงสร้างของ งบประมาณโครงการนี้เช่นกันครับ

แล้วสุดท้ายครับ โครงการครอบครัวอุปถัมภ์และครอบครัวอุปการะ ทั้ง ๒ โครงการมีความคล้ายคลึงกันของผู้พิการและผู้สูงอายุ เป้าหมายก็เช่นเดียวกัน คือหาครอบครัวมาดูแล แต่เมื่อลงไปในรายละเอียดพบปัญหามากกว่านั้นครับ อย่างกรณี ครอบครัวคนพิการที่เราจะต้องมีเป้าหมายคือมีระเบียบ ก็คือการตั้งผู้รับอุปการะจะต้อง มีรายได้ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี หรือว่าต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยนั่นเอง แท้ที่จริง เราควรหาคนที่มีความพร้อม หรือได้รับการอบรมในการดูแลคนพิการจะดีกว่าหรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความยากจนของผู้รับอุปการะและคุณภาพชีวิตของ ผู้พิการก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย ยังไม่นับงบประมาณที่ลดน้อยลงจาก ๔๘ ล้านบาท เหลือเพียง ๒๔ ล้านบาท เท่านั้นในปีนี้ แล้วพอมาดูครอบครัวอุปถัมภ์ก็มีปัญหาเช่นกันครับ เป้าหมาย ที่ตั้งไว้ในปีนี้อยู่ที่ ๙๑๕ ราย ลดจากปีก่อนที่เหลืออยู่ ๑,๐๐๐ กว่าราย ซึ่งไม่สอดคล้อง กับความเป็นจริงแม้แต่น้อยที่มีความต้องการ ที่มีผู้สูงอายุอยู่ที่ต้องการดูแลมากกว่า ๑.๕ ล้านคน โดยผมได้สอบถามจากอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณปี ๒๕๖๘ จึงได้ทราบ ว่า โครงการดังกล่าวก็เพื่อชะลอคนที่จะเข้าสู่สถานสงเคราะห์ของรัฐเพียงเท่านั้น เรื่องนี้ แสดงให้เห็นได้ว่าการจัดงบประมาณของกระทรวง พม. นั้น ไม่ได้ตั้งต้นจากความต้องการ ของกลุ่มผู้เปราะบางอย่างแท้จริง แต่เป็นการลดปัญหาหน้างานของหน่วยงานตัวเองที่ต้อง รับผิดชอบเรื่องสถานสงเคราะห์ ที่ต้องจัดการคนที่ล้นสถานสงเคราะห์นั่นเอง จึงไม่แปลกครับ จังหวัดนครปฐมของผมมีผู้ไปสมัครมากกว่า ๔๐๐ ราย แต่กลับได้รับการจัดสรรเพียง ๑๕ รายเท่านั้น ทั้งที่เข้าเกณฑ์กันเป็นจำนวนมาก กลับได้น้อยมากจริง ๆ ท่านประธานครับ จากการที่ผมอภิปรายมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการจัดงบประมาณสวัสดิการของกระทรวง พม. นั้น หากอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดิม ๆ คืองบประมาณเท่ากันทุกปีตามภาระของหน่วยงาน หน่วยงานก็จะเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเอง และจะไม่มีการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของกลุ่มผู้เปราะบางได้จริงเลย และหากเป็นเช่นนั้น ก็จะเกิดภาพที่ผมชี้ให้เห็นเมื่อสักครู่ครับ กรมจะมาขอบริจาค กายอุปกรณ์ หรือทำโครงการอย่างครอบครัวอุปถัมภ์ อุปการะ เป็นการแก้ปัญหาแบบ ลูบหน้าปะจมูกของหน่วยงานครับ ยิ่งซ้ำเติมความขาดแคลนของครัวเรือนที่ยากจน และลำบากซ้ำซ้อนอยู่แล้ว ซึ่งผมเห็นว่าแค่งบประมาณที่เพิ่มก็อาจจะไม่เพียงพอ แต่โครงการ เหล่านี้ควรย้ายกระจายงบประมาณให้ อปท. ในพื้นที่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ได้ตัดสินใจเอง จะสามารถดูแลได้ทั่วถึงมากกว่าการดูแลเป็นจุด ๆ ของ พม. แบบนี้ และหากสนับสนุน งบประมาณที่มากพอควบคู่กับ สปสช. ที่มีกองทุนสนับสนุนอยู่แล้ว อปท. ก็จะสามารถ มีสถานบริบาลตำบลที่มีคุณภาพ เราอาจจะประหยัดงบประมาณต่อหัวได้ ให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้นด้วย ในการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณอย่างการปรับปรุงที่อยู่ อาศัยให้ท้องที่ได้ดูแล ก็อาจจะยิ่งได้ความต้องการมากขึ้น อย่างเช่น อปท. อาจจะนำไป ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุและ ผู้พิการได้

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากเห็นว่ากระทรวง พม. ควรเปลี่ยนบทบาท หน้าที่ของตัวเองที่ต้องมีภาระในการจัดงบประมาณมากำกับดูแลให้คำปรึกษา แนะนำ ท้องถิ่น เพื่อการบริการได้อย่างถูกต้อง หรือฝึกอบรมบุคลากรที่ยังขาดแคลน เช่น ล่ามภาษา มือให้มีมากขึ้น หรือแม้กระทั่งส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อมาลดอุปสรรคในการใช้ชีวิต ในการ ดำรงชีวิตอย่างอิสระ หรือ Independent Living เพื่อผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้เปราะบาง ได้เกิด Independent Living ขึ้นจริง สรุปได้ว่างบประมาณในส่วนของการจัดสวัสดิการสำหรับ ผู้เปราะบางในปี ๒๕๖๘ นั้น รัฐบาลก็ยังคง Ignore จัดงบแบบ No สน No แคร์ จริง ๆ ครับ ไม่เห็นความสำคัญของผู้พิการ ผู้เปราะบาง ผู้สูงอายุ และการจัดงบสวัสดิการแบบอนาถา ที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงแบบนี้ เหมือนท่านกำลังซ้ำเติมพวกเขาอยู่ครับ นี่ท่านไม่รู้ จริง ๆ หรือไม่สนใจกันแน่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน