สรรเพชญ บุญญามณี อภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2568 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความกังวลต่อการกู้เงินชดเชยขาดดุลในระดับสูงที่ทำให้หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 67.9% ของจีดีพี และเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้จ่ายเกินตัว การขยายเพดานหนี้โดยไม่มีแผนชัดเจน รวมถึงการก่อหนี้ต่างประเทศเพื่อใช้จ่ายประจำแทนการลงทุนพัฒนา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต โดยเฉพาะในโครงการอย่าง Digital Wallet ที่อาจสร้างภาระและเบียดบังงบประมาณของโครงการสำคัญอื่นได้
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่ได้เข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ท่านสมาชิกได้ร่วมกันแสดงความเห็นสะท้อนปัญหา เพื่อตั้ง ข้อสังเกตไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะตั้งขึ้น ต้องยอมรับนะครับว่า งบประมาณ รายจ่ายประจำปีมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินการและผูกพันกับทุกองค์กร ซึ่งรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคแกนนำรัฐบาลที่ได้รับปากและหาเสียงไว้กับประชาชน นั่นคือ พันธสัญญาที่ท่านต้องทำและทำให้สำเร็จ ต้องยอมรับนะครับว่า งบประมาณรายจ่าย ประจำปีเป็นเงินภาษีของประชาชน และผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลัง ติดตามอยู่ว่างบประมาณกว่า ๓.๗ ล้านล้านบาทนี้ ท่านจะใช้จ่ายอย่างไร ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด ในขณะที่ท่านมีอำนาจในการเขียนงบประมาณ จัดสรรงบประมาณอย่างเต็มที่ ไม่เหมือนกับงบประมาณในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมเห็นในงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ผมได้เห็น ความพยายามที่ท่านพยายามทำตามที่ท่านสัญญาหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชน กระผม เข้าใจดีครับว่าความพยายามของท่านมันยิ่งใหญ่ มันคือการกอบกู้ศักดิ์ศรี แม้ว่าสิ่งที่ท่าน จะดำเนินการท่านจะมีวิธีต่าง ๆ โดยไม่ได้สนใจผลกระทบที่จะตามมา หรือท่านอาจจะคิดว่าสิ่งที่ท่านทำท่านไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ที่ผมพูดเช่นนี้ครับ เพราะผม อยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น แทนที่ท่านจะหาวิธีในการรับมือ และแก้ไขปัญหา เพราะในสภาชุดที่แล้ว ท่านเองก็รู้ปัญหาเยอะ อภิปรายแต่ละครั้ง พวกกระผมก็นั่งฟัง มาวันนี้ท่านกลับทำในสิ่งที่กำลังจะพาประเทศไปในทิศทางที่มืดมน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตประการแรก ครับท่านประธานครับ ว่าการที่ท่านจะกู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณสูงถึง ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น พวกกระผมไม่ติดใจครับ หากท่านจะกู้ชดเชยการขาดดุล เพื่อลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ เพื่อนำพาประเทศไปสู่สายตาของนักลงทุน เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกที่ กระผมได้เคยอภิปรายไว้ในสภาแห่งนี้ แต่วันนี้ท่านประธานครับ สิ่งที่พวกเรากำลังเห็น คือท่านกำลังจะกู้มาแจก แจก จน เจ๊ง ๓ จ ครับ ของแบบนี้มันมีสัญญาณเตือน
สัญญาณเตือนแรกครับ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP แม้ว่าปัจจุบันเรามีการขยายเพดานไปที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งในขณะนี้อยู่ที่ ๖๗.๙ เปอร์เซ็นต์ ผมมีความกลัวเหลือเกินครับว่า ในงบประมาณปีหน้าเราอาจจะไปอยู่ที่ ๖๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ก็จะชนเพดาน หากท่านประธานย้อนกลับไปดูสถิติ ปี ๒๕๖๔ ถึงปี ๒๕๖๖ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับขึ้นปีละ ๒ เปอร์เซ็นต์ นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรฐานสากล โดยเฉพาะ EU ก็มีผลศึกษาที่ชัดเจนว่า หากสัดส่วนนี้เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ารัฐบาล ใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งในขณะนี้เกินมาเรียบร้อยแล้วครับ และผมยังไม่เห็นแผนในการแก้ไขปัญหา เรื่องดังกล่าว นอกจากนี้เราจะเห็นเค้าลางว่าท่านจะขยายเพดานหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างไม่รับผิดชอบ
สัญญาณเตือนที่ ๒ คือสัดส่วนการกู้เงิน เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ต่อ GDP ซึ่งปัจจุบันจะแตะ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสากลเขาก็กำหนดไว้อีกครับว่า มันไม่ควร เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเราสูงเกินมาถึง ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่สะท้อนก็คือว่ารัฐบาลกำลัง ใช้จ่ายเกินตัว สูงกว่าทุก ๆ รัฐบาลที่ผ่านมา และเป็นจำนวนสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พรรครัฐบาลเมื่อตอนที่ท่านทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ท่านเคยตั้งฉายารัฐบาลชุดที่แล้วว่าเป็นนักกู้ แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันนี้ท่านรู้ตัวไหมครับ ว่าท่านกำลังถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเอง เพราะท่านได้กู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณสูงถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้าน ดังนั้น ผมได้นำเรียน ไปข้างต้น การตั้งงบประมาณขาดดุลไว้สูงมากขนาดนี้ มันแสดงให้เห็นได้ชัดเจนคือความไม่ รับผิดชอบ หรือความละเลยในการบริหารทางด้านวินัยการเงิน การคลังของประเทศ ซึ่งจะสร้างภาระให้กับคนรุ่นหลังต้องมาชดใช้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ท่านประธานที่เคารพครับ การตั้งงบประมาณขาดดุลที่สูงขนาดนี้ ยังสุ่มเสี่ยงต่อการขาดดุลจริง ที่อาจจะบานปลาย มากกว่า เพราะว่าท่านประธานครับ การจัดเก็บรายได้จริงนั้นอาจจะต่ำกว่าการประมาณการ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือว่า ครึ่งปีแรกของปี ๒๕๖๗ ผลปรากฏว่ากระทรวงการคลัง จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้แล้ว และปี ๒๕๖๘ ในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ ผมมองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เลยครับว่า ท่านจะเก็บรายได้ได้ตามเป้า ท่านคาดการณ์ ว่าปี ๒๕๖๗ จะจัดเก็บรายได้ ๒.๗ ล้านล้านบาท และต้องขาดดุลกว่า ๗๐๐,๐๐๐- ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๖๘ ก็คาดการณ์ว่าจะจัดเก็บรายได้ ๒.๘ ล้านบาท ซึ่งขาดดุล ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่ท่านคิดอย่างนี้มีแต่ภาพลวงตาเท่านั้นละครับ การตั้งงบประมาณขาดดุลที่สูงมากของ รัฐบาล จึงแสดงถึงความไม่รอบคอบ ไม่คำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่หวังผล ทางการเมืองอย่างชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ มีข่าวหนาหูอีกเรื่องหนึ่งที่กระผม ต้องถามไปยังกระทรวงการคลัง คือท่านมีแนวคิดที่จะไปออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินต่างประเทศ ซึ่งเป็นการนำเอาสิ่งที่ไม่ได้ทำกว่า ๒๐ ปี กลับมาทำหรือไม่ เพราะการที่กระทรวงการคลัง ไม่เคยออกมาแถลงเรื่องนี้ มันเลยสร้างความสงสัยให้กับพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง ท่านประธานที่เคารพ คำเตือนนะครับ ถ้าท่านมีแนวคิดที่จะทำเรื่องนี้ การที่ท่านจะไปก่อหนี้ ต่างประเทศ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ คำเตือนของนักวิชาการคืออะไรท่านรู้ไหม ครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง หลักการที่สำคัญคือ เราควรก่อหนี้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นหลัก และไม่ควรก่อหนี้เพื่อมาใช้จ่ายในงบประมาณ เพราะจะแสดงให้เห็นถึงความ อ่อนแอของระบบการเงินไทย ทำให้ค่าเงินของเรานั้นไม่มีเสถียรภาพ คำถามครับ แล้วท่าน นำไปใช้เกี่ยวกับเรื่องอะไร ท่านถึงยอมทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็เป็นที่เข้าใจได้ครับว่า ท่านกู้มา เพราะท่านต้องดิ้นรน ไร้หนทางในการหาเงินในระบบงบประมาณปกติ ตามที่ท่านกล่าวอ้าง มา โครงการ Digital Wallet ท่านจึงไปดั้นด้นหาเงินกู้ ทั้งที่พวกกระผมจำได้ว่าตอนที่ท่าน นายกรัฐมนตรีหาเสียงไว้ ท่านเคยประกาศว่าจะไม่กู้ ท่านรู้ตัวไหมครับว่าตอนนี้ท่านกำลังทำ ผิดสัญญา ท่านเองก็เคยยื่นนโยบายไปกับ กกต. ว่าจะใช้งบประมาณแบบปกติ ผมว่ากู้แบบนี้ มันไม่ปกติแล้วครับ สิ่งที่ปรากฏชัดเจนคือ แม้ท่านจะไม่ได้ระบุชื่อโครงการ แต่ในงบกลางที่ พวกเราเข้าใจก็คือการทำ Digital Wallet ชื่อที่ท่านไปซ่อนไว้ในงบกลางก็คือ ชื่อโครงการ ค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ในขณะที่งบประมาณอีก ๒ ก้อน ก็ยังไม่มีความชัดเจนนะครับว่าจะมา จากที่ไหน แต่เขาลือกันว่าส่วนหนึ่งจะมาจากงบประมาณปีที่แล้ว วงเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท และสิ่งที่น่าเห็นใจพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรได้สะท้อนมาก็คือว่า ท่านกำลังจะไปรีดนาทาเร้น ธ.ก.ส. ให้ดำเนินโครงการไปก่อน ซึ่งจะก่อภาระในระยะยาว ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตามที่รัฐบาลได้กล่าวอ้างมา การทำนโยบาย Digital Wallet จะเกิด พายุหมุนทางเศรษฐกิจ ผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าจะหมุนไปทางไหน หมุนไปหาเจ้าสัว หมุนไปหาต่างประเทศ หรือหมุนเข้ากระเป๋าใคร ท่านยอมรับเถอะครับว่า การทำโครงการ ลักษณะเช่นนี้ทุก ๆ บาทที่ออกไปจะมีการรั่วไหลไปต่างประเทศ ไม่ได้เกิดพายุหมุน หลายรอบอย่างที่ท่านกล่าวอ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลประเทศของเราไม่ได้มี ทรัพยากรหรือเงินมากมายที่จะให้รัฐบาลไปทำโครงการใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ งบประมาณนี้ ส่วนภาคอื่น ๆ ขอมาเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนในปีนี้สูงถึง ๖.๕ ล้านล้านบาท แต่ต้องมีการลดทอนไปถึง ๒.๘ ล้านล้านบาท ทำให้โครงการดี ๆ หลายโครงการของภาคส่วนอื่น ๆ ไม่ได้รับการสนับสนุน แต่กลับไปใช้ในโครงการที่หวังผล ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้รวมถึงเรื่องที่รัฐบาลจะต้องใช้หนี้ภาครัฐนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นอดีต CEO ของบริษัทใหญ่ เข้าใจว่าท่านจะเข้าใจเรื่องการเงินดี วันนี้เราต้องใช้หนี้ ปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จ่ายเงินต้น ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เหลืออีก ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจ่ายดอกเบี้ย นี่เสมือนกับว่าประเทศไทยของเราจ่ายขั้นต่ำมาโดยตลอดนะครับ คำถามคือ แล้วเมื่อไรพวกเราจะหมดหนี้ ลำพังโครงการจำนำข้าวก็ยังไม่หมด แถมยังต้องมา หาผู้ประมูลข้าวเก่าอีก ๑๐ ปี ท่านประธานที่เคารพ อย่างที่ผมได้นำเรียนครับว่า วันนี้รัฐบาล ได้กู้มาเกือบเต็มเพดาน ท่านกำลังทำให้เศรษฐกิจการคลังของประเทศอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง วันก่อนท่านนายกรัฐมนตรีท่านติดโควิด-๑๙ ไปแล้ว พวกเราก็ไม่มีใครรู้ว่าในสถานการณ์ ต่อไปในอนาคต ทั้งเหตุการณ์บ้านเมือง ทั้งเหตุการณ์เศรษฐกิจโลก ความเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสงคราม มันจะมีเรื่องวิกฤติ มันจะมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราจะไม่ มีพื้นที่ที่จะไปกู้เงินเพื่อมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เลยนะครับ แล้วท่านก็ต้องกลืน น้ำลายตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นรัฐบาล Very กู้ ในการกู้แก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ในอนาคต วันนี้พวกกระผมอยากเห็นรัฐบาลได้คิดไตร่ตรองพิจารณาให้ดีว่าประเทศของเรา กำลังขาดการพัฒนาคน สถานการณ์ในประเทศ ผมเข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะพาคนไทย เป็นเศรษฐี มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไปพร้อม ๆ กัน แต่สถานการณ์ ณ ตอนนี้มีคำถามมา จากประโยคข้างต้นว่ากี่โมงครับ วันนี้บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลงอย่าง ต่อเนื่อง สัดส่วนมูลค่าในตลาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะขาดความเชื่อมั่นของ นักลงทุน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรายังไม่ได้พัฒนาประชากรให้พร้อมต่อการแข่งขันและ การเปลี่ยนแปลง และกำลังประสบปัญหาจำนวนแรงงานที่ลดลงในอนาคต น่าเสียดายที่ งบประมาณรายจ่ายกว่า ๓.๗ ล้านล้านบาท ยังไม่ตอบโจทย์ว่าจะนำพาประเทศไปแข่งขันกับ ประเทศต่าง ๆ ได้เลย อีกทั้งงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาที่ประเทศ กำลังเผชิญ แต่คงเห็นความพยายามในการรักษาหน้าของรัฐบาลไม่ให้ถูกครหาว่าไม่รักษา สัญญาเท่านั้นเอง กระผมขอฝากข้อสังเกตไปยังรัฐบาล เพื่อให้ท่านได้ทบทวนในชั้น กรรมาธิการวิสามัญต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ