สุรเกียรติ ชี้โควิดกระทบการท่องเที่ยว หนุนงบเพิ่มพัฒนาศูนย์กลางภูมิภาค

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

สุรเกียรติ เทียนทอง แถลงต่อที่ประชุมถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พร้อมชื่นชมความสำเร็จของรัฐบาลในการฟื้นฟูภาคท่องเที่ยวภายใต้นโยบาย Ignite Thailand ที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เสนอขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกเลิกข้อจำกัดต่าง ๆ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ สนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ พัฒนาศักยภาพนักกีฬา ยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาและกีฬาไทยในกรอบ Soft Power รวมถึงผลักดันโครงการต่อเนื่องเพื่อกำหนดไทยเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวภูมิภาค โดยเน้นการสร้างงาน รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

นายสุรเกียรติ เทียนทอง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สุรเกียรติ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ เป็นที่รู้กัน อยู่แล้วว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทย เราได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดของ โควิด-๑๙ ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เราเคยมีอยู่ถึง ๔๐ ล้านคนต่อปี เหลืออยู่ แค่ ๖.๗ ล้านคนในปี ๒๕๖๓ รายได้จากการท่องเที่ยว เราเคยมีอยู่เกือบ ๒ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๖๒ ก็ลดลงเหลืออยู่แค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปี ๒๕๖๓ ส่งผลให้เกิดการ ว่างงาน เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้มีคนตกงานกว่า ๖ ล้านคน โดยเฉพาะในธุรกิจภาคบริการ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขทันทีที่รัฐบาลภายใต้ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลได้กำหนดวิสัยทัศน์ Thailand Vision ที่มีชื่อว่าใน Ignite Thailand ซึ่งประกอบด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อฟื้นฟู การท่องเที่ยวไทย โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว หรือที่เราเรียก กันว่า Tourism Hub เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับคนไทยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนประชากร รายได้หลักเรามาจากการท่องเที่ยวอีกด้วยครับ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า ๒.๓ ล้านล้านบาททีเดียว นับตั้งแต่การเข้ามาบริหารประเทศของพรรคเพื่อไทย โดยการนำ ของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติปิดไตรมาสแรกของปีนี้ ข้อมูลเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาเรามีจำนวนนักท่องเที่ยวมากถึง ๙.๓๗ ล้านคน ซึ่งถือว่าสูงกว่าเป้าครับ เป้าเราตั้งไว้ที่ ๙ ล้านคน และเพิ่มขึ้นกว่า ๑๔๖ เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมา โดยนักท่องเที่ยวมาจากไหน ส่วนใหญ่มาจาก จีน มาเลเซีย รัสเซีย และกลุ่ม ประเทศยุโรป ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ มันสะท้อนชัดเจนว่าเป็นสัญญาณบวกของการท่องเที่ยวไทย ที่กลับมาฟื้นตัวครับท่านประธาน แค่เฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาระบุไว้ตั้งแต่วันที่ ๑-๑๖ เมษายน ๒๕๖๗ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า ๑.๕ ล้านคน เดินทางเข้ามาไทย เพิ่มขึ้นถึงเกือบ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ของปีที่แล้ว สร้างรายได้ ได้ถึง ๗๐,๒๒๑ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๔๗.๙๘ เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายต่อ Trip น่าสนใจครับ ท่านประธาน อยู่ที่ ๔๖,๙๖๘ บาทต่อคนต่อ Trip เพิ่มขึ้นเกือบ ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจัยการกระตุ้นการเดินทางมาจากมาตรการการที่เราอำนวย ความสะดวกด้าน Visa ทุกคนคงได้ยินกันอยู่แล้ว ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ก็คือการเปิด Free Visa ให้กับนักท่องเที่ยวในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศจีน คาซัคสถาน อินเดีย และไต้หวัน ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางในภูมิภาค การยกเลิกบัตร ตม. ๖ ก็ดี รวมถึงการจัดมหาสงกรานต์ที่ผ่านมาครับ ทำให้การที่เราจะไปถึงเป้าหมายที่มี นักท่องเที่ยว ๓๖-๓๖.๗ ล้านคน เป็นไปได้อย่างแน่นอนครับ มันแสดงให้เห็นชัดเจนครับ ว่าเรากำลังมาถูกทางกันแล้วครับ เราจะต้องทำให้การท่องเที่ยวของเราโดดเด่นขึ้นไปอีกครับ ในสายตาประชาคมโลก เราต้องอัดฉีดงบประมาณ แน่นอนครับทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม เทศกาลคอนเสิร์ต งานภาพยนตร์ ศิลปะ อาหาร และที่น่าจับตามอง ด้านกีฬาและศิลปะ ป้องกันตัว เพราะมันแสดงถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน หลังจากนี้ การท่องเที่ยวไทยจะต้องได้รับการต่อยอดทุกรูปแบบ ทั้งในเมืองหลัก แล้วก็เมืองรอง ตอนนี้ เราไม่ได้เรียกว่าเมืองรองแล้วนะครับ เราเรียกว่าเมืองน่าเที่ยวแล้วครับ ต้องพัฒนาจน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว พร้อมทั้งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ต่อการท่องเที่ยว อาทิ เช่น เวลาปิดและเวลาเปิดของสถานบริการก็ดี การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ดี รวมถึงแก้ไข ภาษีด้วย เรื่องของการจัดงานและการแข่งขันต่าง ๆ ครับ ท่านประธานครับ การจัดสรร งบประมาณที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งครับ งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะถูกไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างในโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ ขยายโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนในประเทศ และส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทย ด้วย รัฐบาลมีนโยบายสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับการเป็น Tourism Hub อยู่หลายโครงการ ซึ่งผมจะขออนุญาตยกมาสัก ๓ โครงการนะครับ

อันที่ ๑ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมที่เป็นพื้นที่ ในพื้นที่พิเศษ ได้รับการพัฒนาตามแนวทางเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร สุโขทัย แล้วก็เพชรบุรี โดยขออนุมัติงบประมาณในปี ๒๕๖๘ เพียงแค่ ๗๕.๘ ล้านบาท

อันที่ ๒ การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนให้เข้าสู่มาตรการท่องเที่ยวไทย ๓๐ ชุมชน ด้วยการขออนุมัติงบประมาณเพียงแค่ ๓.๒๗ ล้านบาท แล้วก็ ๒๐ ชุมชนที่ได้รับ การผลักดันเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้วยงบประมาณ ๒๘.๓ ล้านบาท เท่านั้นเองครับ

อันที่ ๓ การสร้างการรับรู้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพและกระตุ้นให้เกิด ความต้องการในการมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ด้วยการของบประมาณ ๑,๙๐๒ ล้านบาท

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญครับท่านประธาน ในส่วนของนโยบายการขยายโอกาส ก็เช่นกันครับ การสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยด้วยเม็ดเงินลงทุน ที่ขออนุมัติงบประมาณไว้ที่ ๓๖๗ ล้านบาท โดยมีเป้าที่เราจะได้รายได้คืนมา จากการที่เรามีภาพยนตร์ต่างประเทศมาถ่ายทำในไทย มากถึง ๔,๓๐๐ ล้านบาท และจากเป้าการขยายตัวของการท่องเที่ยว ปี ๒๕๖๘ รัฐบาล ก็ไม่ได้ลืมที่จะให้ความสำคัญในเรื่องของการผลักดัน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้เข้าใจ แล้วก็ได้ปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากการเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้เข้าไป ในงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้ เพื่ออะไรครับ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศให้ดีขึ้นไปอีก การจัดสรรงบประมาณ เหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ ขยายโอกาสให้คนมีงานทำมากขึ้น เพิ่มรายได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดในประเทศ ต่างประเทศ ท่านประธานครับ รักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่ครับ นอกจากการท่องเที่ยวแล้วครับท่านประธาน การพัฒนา กีฬา ในประเทศไทยก็เป็นอีก ๑ ด้านที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นโยบาย Ignite Thailand ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาศักยภาพของ นักกีฬาไทย เพื่อให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จในนานาชาติ แล้วก็ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้อีกด้วยครับ

การสนับสนุนด้านกีฬาระดับชาติ ระดับนานาชาติ เป็นส่วนหนึ่งของแผน การพัฒนาของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว โดยโครงการที่ชื่อว่า THACCA ได้ยกให้นโยบายกีฬา เป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สำคัญของรัฐบาล โดยมีนโยบายหลัก ๆ อยู่ ๖ ข้อ อันที่ ๑ ยกระดับมวยไทยไปมวยโลก โดยการจัด Tournament มวยไทยกระจายไปทั่วโลกนั่นเอง อันที่ ๒ สร้างโอกาสใหม่เพื่อฟุตบอลไทย ยกระดับมาตรฐานฟุตบอลไทย พัฒนา League เยาวชน ยุวชนทั่วประเทศ พาบอลไทยไปเวทีโลก อันที่ ๓ ดึงการแข่งขันกีฬาระดับโลก ดึงดูดให้มีการแข่งขัน มีการจัดประชุมเสวนาด้านกีฬาระดับโลกให้มาจัดที่ประเทศไทย อันที่ ๔ ยกระดับศักยภาพนักกีฬาไทย สร้างศูนย์ฝึกที่โรงเรียนใกล้บ้าน โดยมีผู้สอนมืออาชีพ และยกระดับสวัสดิการนักกีฬาด้วย แล้วก็ขยายไปสู่กีฬาสมัครเล่นครับท่านประธาน อันที่ ๕ ๑ กีฬา ๑ รัฐวิสาหกิจ Plus จับคู่รัฐวิสาหกิจที่มีกำไร แล้วก็หน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อมา สนับสนุนสมาคมกีฬานั่นเอง อันที่ ๖ ยกเครื่องกองทุนพัฒนาการกีฬาของประเทศไทย เพื่อความยืดหยุ่น ให้กองทุนสามารถสนับสนุนนักกีฬาไทยได้อย่างเต็มที่ แล้วก็สนับสนุนกีฬา ไทย เพื่อไปแข่งขันในเวทีต่างประเทศด้วยครับ

ตัวอย่างของงบประมาณที่สำคัญ ได้แก่ การจัดแข่งขันกีฬามวยไทย เพื่อสร้าง กระแสความตื่นตัวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศครับท่านประธาน ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ เป็นจำนวน ๒๓๔ ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง ๒,๒๑๔ ล้านบาท ท่านประธานครับ รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณให้กรมพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นจำนวนเงินรวมกว่า ๑,๐๖๕ ล้านบาท คิดเป็น ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงนี้ โดยจัดสรรเพื่ออะไรครับ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม กีฬา ให้นักกีฬาไทยได้มีโอกาสฝึกซ้อมและแข่งขันในระดับสูงสุด การลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานก็ดีครับท่านประธาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกซ้อม เช่น สนามกีฬา ศูนย์ฝึกซ้อมที่ทันสมัย ก็จะช่วยให้นักกีฬาของเราได้สามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างเต็มที่ เพิ่มศักยภาพได้อย่างเต็มที่

อีกด้านหนึ่งครับท่านประธาน ที่รัฐบาลให้ความสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งภายใต้ นโยบาย Ignite Thailand ก็คือการส่งเสริมด้านวัฒนธรรมไทยนั่นเอง ที่เป็น Soft Power ด้านศิลปะและวัฒนธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย และเศรษฐกิจที่ดีให้กับประเทศด้วยครับ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศไทย มีผู้คนที่มีหลากหลายอัตลักษณ์ เรามีชนเผ่าที่มีวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี ภาษา ที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ๗๐ กว่ากลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเรามีพี่น้องชาติพันธุ์มากถึง ๖.๑ ล้านคน หรือเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรประเทศ รัฐบาลด้วยความร่วมมือกับ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ก็กำลังผลักดัน พ.ร.บ. คุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชาติพันธุ์ เพื่อให้พี่น้องชาติพันธุ์ได้เข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในที่ดิน ทำกินก็ดี สิทธิการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็ดี นอกจากนี้เรายังมีแนวทางใหม่ ๆ ในการ Promote วัฒนธรรมของเรา เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดย สสว. เผยผล การศึกษาธุรกิจท่องเที่ยวหลังโควิด-๑๙ พบว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน เป็น Trend ใหม่ที่ได้รับความนิยม ด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี ๒๕๖๕ ที่เติบโตสูงถึง ๑๕๕ เปอร์เซ็นต์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง ๒๒๐ ล้านบาท มันหมายถึงอะไรครับ มันหมายถึงว่า เราสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้น

ท่านประธานครับ ด้วยเวลาอันมีจำกัด ผมขอสรุปสั้น ๆ ครับว่า การส่งเสริม การท่องเที่ยวกีฬาวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา การเพิ่มงบประมาณและสนับสนุนนโยบายและโครงการที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เรา สามารถรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ การเพิ่มงบประมาณ ในครั้งนี้ จะช่วยให้เราสามารถดำเนินโครงการสำคัญ ๆ เช่น การส่งเสริมถ่ายทำภาพยนตร์ ต่างประเทศในไทยที่ผมได้กล่าวไปแล้ว การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค การยกระดับความปลอดภัยของการท่องเที่ยว ซึ่งการสนับสนุนนี้ จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทยครับท่านประธาน ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย เราสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมการท่องเที่ยว กีฬาและวัฒนธรรม จะช่วยให้สามารถสร้างโอกาสและรายได้ให้กับพี่น้องคนไทยทุก ๆ คน ขอบคุณครับท่านประธาน