ศุภโชติ ไชยสัจ อภิปรายร่างงบประมาณปี 2568 โดยเน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการทางการค้าอย่าง CBAM ของสหภาพยุโรป และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายให้ทันต่อเป้าหมาย Net Zero พร้อมวิพากษ์ร่างงบประมาณที่ขาดความทะเยอทะยานและเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนพลังงาน จนไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาประเทศได้อย่างแท้จริง และประกาศไม่เห็นชอบร่างดังกล่าวในฐานะผู้แทนราษฎร
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ศุภโชติ ไชยสัจ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมจะขอ มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครับ โดยประเด็นที่ผมจะนำมาพูดในวันนี้ครับ คือเรื่องของการเติบโตทาง เศรษฐกิจสีเขียวครับ หรือ Green Growth เศรษฐกิจที่จะทำให้ประเทศไทยไปสู่สังคม คาร์บอนต่ำครับ แต่รัฐบาลไม่เคยเหลียวมองครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ประเด็นแรกครับ อยากจะให้ ทุกคนเข้าใจตรงกันครับว่า ทำไมประเทศไทยต้องการการลงทุนสีเขียว มีเหตุผลร้อยแปดครับ ที่รัฐบาลควรจะผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศครับ แต่ผมอยากจะ ขอยกตัวอย่างที่ชัดที่สุดครับว่ามันเป็น ๑ ทางรอด และ ๒ โอกาสของประเทศนี้ครับ ๑ ทางรอดที่ผมหมายถึงก็คือ ทางรอดของประเทศจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครับ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรงครับ ท่านประธานครับ ยิ่งโลกร้อนขึ้นเท่าไรเศรษฐกิจ ไทยยิ่งเสียหายมากขึ้นเท่านั้นครับ มีรายงานจากสถาบันชื่อว่า Swiss Re ครับ เป็นสถาบัน ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ครับ ได้ประเมินเอาไว้ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับที่ ๕ ของโลกครับที่ Climate Change หรือว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบ ต่อ GDP ของประเทศ ในรายงานระบุเอาไว้ว่าในกรณีที่ดีที่สุดครับ ถ้าอุณหภูมิของโลก เพิ่มขึ้นไปแตะ ๒ องศา GDP ของไทยจะลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ถ้ากรณีที่เลวร้ายที่สุด ถ้าอุณหภูมิของโลกขึ้นไปแตะ ๓ องศาเมื่อไร GDP ของไทยจะหายไป ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เกือบครึ่งครับ หรือคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ กว่า ๘ ล้านล้านบาทครับ นี่คือความเสียหายอย่างยิ่ง สำหรับประเทศนี้ที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ สีเขียวในประเทศครับ นั่นคือทางรอดครับ
ส่วนโอกาสครับ อันแรกที่ผมอยากจะพูดถึงคือเป็นโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงิน จากนักลงทุนต่างประเทศเข้าสู่ในประเทศไทยครับ ถ้าเราไปดู Trend ของนักลงทุนต่างชาติ ผ่านตัวเลข FDI ครับที่เป็น Greenfield หรือว่าการลงทุนใหม่ เราจะเห็นได้ว่าพวกเขาให้ ความสำคัญกับการลงทุนในโครงการสีเขียวทั้งสิ้นครับ อย่างในภาคพลังงานครับตัวเลข มากกว่า ๗๙ เปอร์เซ็นต์ของ FDI ครับ เน้นการลงทุนในโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงาน สะอาดครับ อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือลม ง่าย ๆ ครับ เราไม่จำเป็นที่จะต้องมีอุตสาหกรรมหรูหราอย่าง Semiconductor หรือ Chip ในประเทศ เพื่อเอาชื่ออย่างเดียว แต่เราสามารถดึงดูดนักลงทุนได้ง่าย ๆ ให้เขามาสร้างโรงไฟฟ้าพวกนี้ หรือแม้จะเป็นภาคยานยนต์ที่ตัวเลขของ FDI มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่เน้นการลงทุน ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น รัฐบาลกำหนด Local Content เลยครับ กำหนดเลยว่าในการสร้างโรงไฟฟ้าชิ้นส่วนบางชิ้นต้องผลิตมาจาก ผู้ประกอบการไทย แค่นี้ครับผู้ประกอบการไทยก็จะเข้าไปมีส่วนแบ่งในเค้กก้อนใหม่ได้แล้ว แต่เราจำเป็นจะต้องมีนโยบายที่ถูกทิศทาง รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ หรือแม้แต่ ในภาคเทคโนโลยี อย่างการลงทุนใน Data Center ที่นักลงทุนต่างก็ต้องการให้ Data Center ของตัวเอง ใช้พลังงานสะอาดได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่คำถามปัจจุบันคือประเทศไทย เราทำแบบนั้นได้หรือไม่ คำตอบคือยังครับ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยยังไม่สามารถ ทำแบบนั้นได้ ยังไม่สามารถส่งไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้นักลงทุนให้ Data Center ได้ตลอดเวลาครับ
โอกาสอย่างที่ ๒ ที่ผมยกมาพูดในวันนี้คือการสนับสนุน การส่งออกของ ภาคอุตสาหกรรมไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง CBAM ที่เป็นมาตรการที่สหภาพ ยุโรปออกมาในการที่จะมีการเก็บภาษีจากสินค้าที่ยังมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ในกระบวนการผลิตอยู่ครับ ในอนาคตอันใกล้สินค้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาดจะมีความ ได้เปรียบเป็นอย่างยิ่ง พอสหภาพยุโรปประกาศกฎเกณฑ์เรื่อง CBAM ออกมา หลาย ๆ โรงงานในไทยเขาต่างควานหาพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตของเขา เพื่อการที่ เขาจะสามารถลดการชำระภาษีคาร์บอนที่จะมีการบังคับใช้ในอีก ๒ ปีข้างหน้าได้ครับ
ท่านประธานครับ จากที่ผมพูดมาทั้งหมดจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคพลังงานนั้นมีความจำเป็น อย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยเรา ทั้งเป็นทางรอดจากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจซบเซาของประเทศ ที่มีมาอย่างยาวนาน รวมไปถึงเป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ ประเทศนี้ครับ แต่ว่ามันไม่ได้มีประเทศเราที่กำลังมองเห็นเค้กก้อนนี้ครับ เรามาดูกันหน่อย ดีไหมว่า ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในการแข่งขันนี้ ผมยกตัวอย่างมาให้ท่านดู ๕ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศในอาเซียน รวมไปถึงประเทศที่พัฒนา แล้วว่า เขามีการวางแผนกันอย่างไร
อย่างแรกครับ สิ่งที่นักลงทุนจะดูเรากำลังบอกว่า เรากำลังสร้างเศรษฐกิจ สีเขียวเขาดูกันที่เป้าหมายของประเทศครับ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวใน ๕ ประเทศ ที่มีการตั้งเป้าหมาย Net Zero ไว้ที่ปี ๒๐๖๕ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เขาตั้งเป้าไว้ที่ ปี ๒๐๕๐ กันทั้งนั้น ท่านประธานเห็นไหมครับว่าแค่เริ่มต้นเราก็แพ้เขาอย่างยับเยินแล้วครับ
ถัดมาครับสิ่งที่นักลงทุนจะดูถัดมาว่า การที่เขาจะไปลงทุนในแต่ละประเทศนั้น คือสัดส่วนของพลังงานสะอาด ดูว่าพลังงานสะอาดเขามีเพียงพอหรือเปล่า ตรงนี้ประเทศไทย ดีขึ้นมาหน่อยที่ปัจจุบันมีสัดส่วนของพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมอยู่ที่ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เราชนะสิงคโปร์กับมาเลเซียครับ แต่ว่าเราก็ยังแพ้เวียดนามอยู่เกือบ เท่าตัวครับ หรือถ้าจะไปเปรียบเทียบกับประเทศอย่างอังกฤษ อันนี้เราแพ้เขาขาดลอยครับ ปีล่าสุดปีที่ผ่านมาอังกฤษมีสัดส่วนของพลังงานสะอาดมากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์
ปัจจัยต่อมาที่สำคัญมาก ๆ แล้วผมอยากจะ Highlight เลยครับ ในสิ่งที่ นักลงทุนมักจะดู คือ เขาสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายแค่ไหน ก่อนจะมาดูประเทศ ไทยครับ ผมอยากจะพาทุกท่านไปดูประเทศอื่น ๆ ที่ผมยกตัวอย่างมาก่อนว่า แต่ละประเทศ เขามีกี่ตัวเลือกในการที่นักลงทุนจะเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ครับ มีกันตั้งแต่การที่ ผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อ Package ไฟฟ้าสีเขียวจากหน่วยงานตัวแทนจำหน่ายได้ หรือจะเป็นการที่ผู้ประกอบการหรือโรงงานติดต่อกับเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้ โดยตรง แล้วจ่ายค่าเช่าสายส่งให้กับภาครัฐในการลำเลียงพลังงานสะอาดมาถึงโรงงานของ ตัวเอง หรือที่เราเรียกกันว่า Direct PPA หรือแม้กระทั่งการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ในบริเวณพื้นที่ของโรงงานเองก็ทำได้ครับ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม On-site PPA ครับ แทบจะทุกประเทศเป็นอย่างนี้กันหมดครับ แต่ถ้ากลับมาดูประเทศไทยครับ ประเทศไทยทำ ได้แค่อย่างเดียว คือการที่ผู้ประกอบการสามารถติดตั้งโรงไฟฟ้า สร้างโรงไฟฟ้าได้ในบริเวณ โรงงานของตัวเองเท่านั้นครับ ถ้าประเทศไทยมีแค่ตัวเลือกเดียว มันจะไปพอต่อความต้องการของนักลงทุนไหมครับ เราไม่ต้องไปพูดถึง Third Party Access ที่ล่าสุดโดนตัดออกจากแผนพลังงานชาติฉบับใหม่ ไปเรียบร้อยแล้ว หรือจะเป็น Utility Green Tariff ไฟฟ้าสีเขียวของเรา อันนี้ก็ยังเถียงกัน อยู่เลยว่า ทำออกมาแล้วทางสหภาพยุโรปเขายอมรับ หรือไม่ยอมรับ
สุดท้ายครับ ถ้าแต่ละประเทศจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของตัวเอง รายงานจาก AGORA ระบุว่าจะต้องมีสัดส่วนจากพลังงานสะอาดอยู่ที่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ๒๐๓๐ แต่ว่าการที่เราจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน สายส่ง ต่าง ๆ ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ก็ต้องพร้อมด้วยครับ ระบบต้องมีความทันสมัยมากขึ้น ให้สามารถรองรับจากความผันผวน หรือความไม่แน่นอนของพลังงานสะอาดได้ แต่ละ ประเทศที่ผ่านมาก็เลยออกแผนกันมายกใหญ่ เพื่อยกโครงสร้าง Upgrade โครงสร้างพื้นฐาน ของตัวเอง อย่างสิงคโปร์ตั้งเงินอัดฉีด ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในปีนี้ มาเลเซียตั้งวงเงินไว้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะใช้ภายในปี ๒๐๓๐ หรือเวียดนามเขียนลงไปในแผนพลังงานชาติ ว่าจะใช้เงินถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการ Upgrade โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับพลังงาน สะอาดที่จะโตขึ้นในอนาคต หรืออังกฤษทำมาตั้งแต่ปี ๒๐๑๙ แล้วจะเสร็จในปีหน้า ใช้เงินไป ทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หันมาดูประเทศไทย ถ้าถามว่าโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน เพียงพอไหม เพียงพอครับ แต่ถ้าเราจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ๒๐๓๐ เราจะต้องเริ่ม Upgrade โครงสร้างพื้นฐานของเราเช่นกัน ท่านประธาน ครับ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยเราตกรถไฟในขบวนอุตสาหกรรมนี้ทุกขบวน ตั้งแต่ การตั้งเป้าหมาย Net Zero ที่ช้ากว่าประเทศอื่นถึง ๑๕ ปี การมีสัดส่วนของพลังงานสะอาด ที่ต่ำ ผู้ประกอบการมีตัวเลือกไม่มากพอในการเข้าถึงพลังงานสะอาด สิ่งที่รัฐพอจะทำได้ คือทุ่มเงินสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ให้สามารถรองรับการเติบโต ของพลังงานสะอาดได้ทัน เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าระยะเวลาที่ใช้ในการปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานมันนานกว่าการสร้างโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าหนึ่งครับ ถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้เราจะ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอในการรองรับการเติบโตของพลังงานทดแทนในอนาคต เรามี แผนแม่บทอย่าง Smart Grid Plan ที่ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ หรือแผน Grid Modernization ที่ออกมาใหม่ แต่ไส้ในยังเหมือนเดิม ตัวแผนมีจุดประสงค์ที่ดีในการปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐาน ในการให้สามารถรองรับพลังงานสะอาดได้มากขึ้น แต่ปัญหามันอยู่ที่ทั้งเป้าหมาย และเนื้อหาข้างใน รวมไปถึงการขับเคลื่อนจากภาครัฐที่มันช้า ตัวเป้าหมายก็ไม่ได้มีความ ทะเยอทะยานสักอันเดียว เรียกได้ว่าต่ำกว่าความต้องการของตลาดอย่างสิ้นเชิง ผมอยากจะ ขอยกตัวอย่างเป้าหมายที่ชัดที่สุด อย่างการติดตั้ง Smart Meter AMI ที่ในแผนเขียนไว้ว่า จะติดตั้งให้ถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ไฟทั้งหมด หรือประมาณ ๑๒ ล้านราย ในขณะที่ ประเทศอื่น ๆ ตั้งเป้าไว้อย่างน้อยก็ครึ่งประเทศครับ หรืออังกฤษตั้งเป้ากันไว้ที่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายละเหี่ยใจอย่างเดียวไม่พอครับ ระยะเวลาก็นานเหลือเกิน เป้า ๔๘ เปอร์เซ็นต์นี้ เขียนไว้ว่าจะใช้ ๑๗ ปี แต่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของอังกฤษ เขาบอกว่าใช้ระยะเวลาแค่ ๖ ปี เท่านั้น แล้วจะเสร็จภายในปีหน้า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา การขับเคลื่อนแผนที่ผ่านมา ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ท่านประธานครับ ตามแผนนี้แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ถ้าไปดูกันที่ผลการดำเนินงานระยะสั้น ในแผนเขียนไว้ว่าจะมีการใช้ งบประมาณทั้งสิ้น ๑,๗๐๐ ล้านบาท แต่แผนเสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ มีการเบิกใช้จริงแค่ ๒๐๙ ล้านบาท จาก ๑๖ โครงการทั้งหมดที่อยู่ในแผนทำสำเร็จไปเพียง ๖ โครงการ ๖ โครงการ ที่เสร็จ ๔ โครงการเป็นโครงการเกี่ยวกับการศึกษาทำรายงาน อีก ๒ โครงการ เป็นโครงการ นำร่อง ไม่มีโครงการไหนเลย ที่เป็นโครงการที่มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง หรือถ้าจะมาดูปัจจุบันที่ประเทศเราอยู่ในแผนขับเคลื่อนระยะกลางที่เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ แต่ก็มีหลาย ๆ จุดที่ทำให้ผมสงสัยว่า รัฐบาลมีความใส่ใจกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับพลังงานสะอาดมากน้อยแค่ไหน ท่านประธานครับ เริ่มแผนในปี ๒๕๖๕ ผ่านมา ๒ ปี ไทยทำสำเร็จไปเพียง ๒๔ โครงการ จากทั้งหมด ๕๓ โครงการ แล้ว ๒๙ โครงการ ที่เหลือมันไปอยู่ไหน ส่วนการดำเนินงานอื่น ๆ ก็ช้าเหลือเกินครับ การติดตั้ง Smart Meter อีกเช่นเคยครับ ที่ถ้าตามเป้าประเทศไทยควรจะมีการติดตั้งปีละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ อัน แต่ปัจจุบันมีการติดตั้งจริงเพียงปีละ ๔๐,๐๐๐ อัน โดยเฉลี่ย นี่ยังไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของเป้า ทั้งหมดที่ตั้งไว้ ถ้าเราไปดูประเทศอังกฤษ ปัจจุบันเขามีการติดตั้งปีละประมาณ ๘๐,๐๐๐ อัน แต่ต่อสัปดาห์ครับ นี่แค่แผนระยะสั้นกับระยะกลางเท่านั้น เราไม่ต้องไปพูดถึงแผนขับเคลื่อน ระยะยาว เพราะแค่นี้มันก็เละเทะมากพออยู่แล้ว ท่านประธานครับ ท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไร ผมกล้าบอกได้ตรงนี้เลยว่า รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรครับ สิ่งนี้ดูได้ จากการจัดสรรงบประมาณที่ผ่านมา และปีล่าสุด อย่างงบกระทรวงพลังงานปี ๒๕๖๘ ที่ได้งบไปกว่า ๒,๘๙๐ ล้านบาท ๓๑ เปอร์เซ็นต์ ถูกจัดสรรไปให้กับงบบุคลากร ๖๖ เปอร์เซ็นต์ ถูกจัดสรรไปให้กับงานส่งเสริมความมั่นคงทางด้านพลังงาน ผมก็ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเรา ต้องการความมั่นคงไปอีกแค่ไหน เพราะปัจจุบันเรามีก็โรงไฟฟ้าเกินกว่าความต้องการมาก พออยู่แล้ว ท่านประธานครับ มีเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๐ กว่าล้านบาท ที่ถูกจัดสรร ไปให้กับการสนับสนุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับพลังงานทดแทนที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต ตัวเลขนี้ก็ไม่ได้ต่างจากปี ๒๕๖๗ ที่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมความมั่นคง ทางด้านพลังงาน ถ้าจะบอกว่าตัวเลขงบกระทรวงไม่พอใช้ ปกติรัฐวิสาหกิจเป็นคนดูแล เรื่องการลงทุน ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมเอางบของ ๓ การไฟฟ้ามาให้ท่านดู ทั้ง ๓ ปี ย้อนหลัง แล้วก็ปีปัจจุบัน จากรายงานแผนการลงทุนของทั้ง ๓ การไฟฟ้า หาได้ตาม Website ตัวเลข จะแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับว่า ยังคงมุ่งเน้นไปที่การสร้างและขยายสายส่งใหม่ แทบจะไม่มีโครงการที่ลงทุนในโครงการ Smart Grid ตามแผนเลย ในกราฟที่ผมเอามาโชว์ พื้นที่สีแดงเป็นพื้นที่ของสัดส่วนการลงทุนในโครงการ Smart Grid แต่เราจะเห็นได้ว่า มันเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ๆ ถ้าเปรียบเทียบกับเงินลงทุนในแต่ละปี ที่ผ่านมา ๓ ปีย้อนหลัง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ๐ เปอร์เซ็นต์ ลงทุนในโครงการ Smart Grid ๑ เปอร์เซ็นต์ สำหรับ กฟภ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กฟน. ดีขึ้นมาหน่อย ๙ เปอร์เซ็นต์ หรือถ้างบปีล่าสุด ปี ๒๕๖๘ ที่แผนการลงทุนยังไม่ออก แต่โครงการที่ระบุอยู่ในงบเล่มขาว คาดม่วง ก็พอจะบอกอะไรเราได้ครับ ชัดที่สุดก็คงจะเป็น กฟผ. ที่เขียนไว้ว่าจะมี ๑๔ โครงการใหม่ แต่ไม่มีโครงการไหนเลย ที่ลงทุนตามแผน หรือจะเป็น กฟภ. ที่เขียนไว้ว่า กรอบวงเงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยจะลงทุนในปีนี้ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราก็ต้องมานั่ง ลุ้นกันว่า ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท จะถูกจัดสรรไปให้กับโครงการ Smart Grid มากน้อยแค่ไหน แล้วสุดท้าย กฟน. ที่ไม่ได้ระบุอะไร ที่เป็นโครงการใหม่ ๆ ในเล่มขาวคาดม่วงเลย แต่ตั้งงบประมาณการลงทุนในปีนี้ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราดูจากตรงนี้ ทั้งกรอบงบประมาณ และรายชื่อโครงการใหม่ที่เกี่ยวกับการลงทุนด้าน Smart Grid เราก็จะเห็นได้ว่ามันยังมี จำนวนที่น้อย ถ้าเทียบกับความต้องการของประเทศ ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา แผนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจของทั้ง ๓ การไฟฟ้าต้องถูกอนุมัติโดยรัฐบาล มันคือหน้าที่ของ รัฐบาลที่จะต้องเป็นคนขับเคลื่อนตามแผนแม่บท แต่นี่ขับเคลื่อนอย่างไร ถึงอนุมัติงบออกมา ได้น้อย และขับเคลื่อนได้ช้าขนาดนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งนะครับว่า ในแผนการลงทุนของทั้ง ๓ การไฟฟ้า ปีนี้จะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแผน Smart Grid ให้มากกว่านี้ หรือถ้าจะบอกว่าเงินไม่พออีก ท่านประธานครับ เรามีเงินจากกองทุนส่งเสริมอนุรักษ์ พลังงาน ที่ผ่านมาไม่เคยมีการอนุมัติตามกรอบวงเงินที่วางไว้ ปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ตั้งกรอบไว้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่มีการอนุมัติใช้จริง ๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น การอนุมัติ ล่าสุดก็เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๖ ปีที่ผ่านมา ๑ ปีมาแล้ว ไม่ได้มีการอนุมัติเพิ่มเติม ผมไม่แน่ใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่นั่งเป็นหัวโต๊ะของกองทุนนี้ เอาเวลาไปทำอะไรอยู่ครับ กรอบเกณฑ์การใช้เงินกองทุนที่ผ่านมาก็ไม่ตรงจุด ไม่สอดคล้องกับแผนพลังงานชาติ ถ้าเราไปดูตัวเลขล่าสุด วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ที่ผ่านมา กองทุนนี้มีเงินเหลือถึง ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ให้รัฐบาลสามารถเอาเงินออกมาใช้ในการขับเคลื่อนแผน ในการปรับปรุงโครงสร้างพลังงาน เพื่อรองรับพลังงานสะอาดได้ ถ้าเป็นพรรคก้าวไกล ได้มีโอกาสจัดทำงบในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าเราคงไม่ทิ้งโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับ ประเทศแบบที่รัฐบาลนี้ทำแน่นอน ไม่เป็นคนฉุดรั้งประเทศนี้ไว้ คุมกำเนิดพลังงานสะอาด แล้วจัดทำงบเอาใจนายทุน Fossil แบบนี้ ถ้าประเทศไทยจะเข้าไปมีส่วนแบ่งในธุรกิจสีเขียว สร้าง Growth ให้กับประเทศได้ ควรทำ เพิ่ม ๓ อย่างให้เร็วที่สุด อย่างแรกครับ ปรับเป้าหมายให้เร็วขึ้น ให้ท้าทายขึ้นกว่าเดิม Smart Meter ผมขอตั้งเป้าให้เป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ไฟทั้งหมด ร่นระยะเวลาลงให้ เหลือภายในปี ๒๐๓๐ ๒. จัดทำงบประมาณใหม่ จัดสัดส่วนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจใหม่ จากปัจจุบันที่แบ่ง ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนในแต่ละปีไปกับการ Upgrade โครงสร้าง ในโครงการ Smart Grid เพิ่มเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เราเข้าถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ๓. เราต้องการเงินสนับสนุนเพิ่ม แก้ไขระเบียบปลดล็อกกองทุน อย่างกองทุนอนุรักษ์ พลังงาน ให้สามารถนำเงินกองทุนมาใช้ได้ เราจะได้เงินตรงนี้เพิ่มอีกเกือบ ๔,๐๐๐ ล้านบาท และสุดท้าย ตั้งงบประมาณจากส่วนกลางมาอุดหนุนเพิ่มเติมอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแน่นอนครับ ถ้าเราทำได้ตามนี้ ผลกระทบในเชิงบวกจะเกิดขึ้นในทุกระดับ อย่างแรกครับ ระดับประเทศ GDP ของประเทศเราจะโตขึ้น การลงทุนในเทคโนโลยี ในโครงสร้างพื้นฐาน สีเขียว จะกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ มีผลจากการศึกษาว่า GDP ของไทยจะโตขึ้นในภาพรวม ๑-๔ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เยอรมัน หรือแม้แต่ซาอุดีอาระเบีย ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ OECD รายงานเอาไว้ว่า ปัจจุบันมีเงินไหลเข้าในภูมิภาคเราอาเซียน ในโครงการพลังงานสะอาดปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเรามีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มากพอ ผมขอ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเราจะมีเงินไหลเข้าประเทศปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ต่อมาครับ ผลกระทบ ในระดับธุรกิจ เศรษฐกิจสีเขียวจะสร้างงานคาร์บอนต่ำ หรือ Green Job ได้มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ตัวอย่างมีให้เห็น ในประเทศเยอรมัน ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๐๐๐ มีตำแหน่งงาน Green Job ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ตำแหน่ง แต่หลังจากที่รัฐบาลเยอรมัน ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ตำแหน่งงานตรงนี้เพิ่มขึ้นเป็น ๓๕๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ในระยะเวลา ไม่ถึง ๑๐ ปี หรือจะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เกี่ยวเนื่องจากการลงทุนในโรงไฟฟ้า พลังงานสะอาด เหมือนที่ผมได้พูดไปครับ การกำหนด Local Content จะทำให้ไทยเรา สามารถนำเงินจากต่างชาติมากระจายให้กับผู้ประกอบการไทยได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และสุดท้าย ระดับครัวเรือน การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานสะอาดจะช่วยลด ภาระค่าไฟให้กับพี่น้องประชาชน รายงานจาก IEA ยืนยันว่า ค่าไฟของยุโรปในช่วง ๒ ปี ที่ผ่านมาลดลง ๘ เปอร์เซ็นต์ จากการที่พลังงานสะอาดถูกนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า ที่แทนเชื้อเพลิง Fossil ซึ่งช่วยให้คนในหลาย ๆ ประเทศ ในยุโรปประหยัดค่าไฟรวมกันถึง ๔ ล้านล้านบาท
ท่านประธานครับ จากที่ผมอภิปรายมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่ได้ มีความเข้าใจถึงปัญหาของประเทศที่กำลังเกิดขึ้น รวมไปถึงการจัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๘ ในรอบนี้ ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ของประเทศแม้แต่นิดเดียว รัฐบาลกำลังฉุดรั้งประเทศนี้ไว้ครับ ลดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย กีดกันเม็ดเงินที่กำลังไหลเข้าสู่ ประเทศ การจัดทำงบประมาณในรอบนี้ ก็ดูเหมือนเป็นการทำตามทิศทางนโยบายของภาค พลังงาน ที่ปัจจุบันเอื้อให้กับกลุ่มทุน นายทุนพลังงานอีกเช่นเคย ผมในฐานะผู้แทนราษฎร จึงไม่สามารถเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ นี้ได้ ขอบคุณครับ